กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร อาคารวิสุทธิกษัตริย์ ชั้น 3 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000

055-961208 , 055-961204 , 055-961148 mekong_salween@nu.ac.th

บทความพิเศษเล่าเรื่องกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม

บรรยากาศพิธีเปิด “ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์”

11126102

11126101

๕ ธันวาชาวประชาเคยแซ่ซ้อง
ไทยทั้งผองพร้อมใจสรรเสริญ
ถวายพระพรพระองค์ทรงพระเจริญ
จงรักเกินสุดยิ่งพรรณนา
๕ ธันวาปีนี้ร่วมตั้งจิต
เฝ้าอธิษฐานส่งสู่แผ่นฟ้า
ขอพระองค์ทรงเกษมเปรมปรีดา
น้อมวิญญาจงรักและภักดี
…น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร

สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวรจับมือพัฒนาชุมชน สร้างสรรค์ ๑๑ ลวดลายผ้าทอเอกลักษณ์จังหวัดพิษณุโลก

1012

สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวรจับมือพัฒนาชุมชน   สร้างสรรค์ ๑๑ ลวดลายผ้าทอเอกลักษณ์จังหวัดพิษณุโลก พร้อมโชว์ ๑๙ กันยายนนี้

001

002

     จากความสำเร็จของงานวิจัย “การออกแบบลวดลายผ้าทอเอกลักษณ์จังหวัดพิษณุโลก” โดยสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๙ นำมาสู่การพัฒนา สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดผ้าทอเอกลักษณ์ของจังหวัดพิษณุโลกอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้นโยบายของจังหวัดพิษณุโลก นำโดยนายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก

003

     โครงการ “พัฒนาผลิตภัณฑ์และการเพิ่มช่องทางการตลาด OTOP จังหวัดพิษณุโลก” เป็นความร่วมมือของสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร กับ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพิษณุโลก เพื่อยกระดับผ้าทอในจังหวัดพิษณุโลกให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมด้วยงาน creative และ design สอดรับนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ เพิ่มทักษะการพัฒนาลายผ้า การแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย

004

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร เล่าว่า “กระบวนการทำงานเริ่มตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๐ มีการจัดประชุมกลุ่มทอผ้าในจังหวัดพิษณุโลก เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาผ้าทอจังหวัดพิษณุโลก จากนั้นนำลวดลายผ้าที่สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวินออกแบบขึ้นใหม่เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เพื่อคัดเลือกจำนวน ๑๑ ลวดลาย แล้วลงพื้นที่ให้การอบรมพัฒนาลวดลายและการแปรรูป รวมทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าทอ ๑๑ ลวดลายให้มีความทันสมัยแก่สมาชิกกลุ่มทอผ้า จากนั้นดำเนินการออกแบบตัดเย็บแปรรูปเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย”

          ผ้าทอ ๑๑ ลวดลายประกอบด้วย

101

  • ลายสร้อยสยาม แบบลายมัดหมี่จากดอกสร้อยสยาม พรรณไม้หนึ่งเดียวในโลก พบเฉพาะถิ่นเดียวที่จ.พิษณุโลก เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็งสกุลชงโค วงศ์ Leguminosae ออกดอกเป็นช่อ สีชมพู ในเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน พบครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๔ บริเวณเขตเทือกเขาภูเมี่ยง อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก โดยนายธวัชชัย วงศ์ประเสริฐ ปัจจุบันมีการนำมาเพาะพันธุ์ ณ สวนพฤกษศาสตร์ ในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

102

  • ลายดอกนนทรี แบบลายมัดหมี่จากดอกนนทรี ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดพิษณุโลก กลีบดอกสีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกเป็นช่อใหญ่แบบช่อกระจะ บริเวณซอกก้านใบและปลายกิ่งชูช่อดอกเด่นออกมาเหนือทรงพุ่ม ช่อดอกตั้งยาว ๑๐ – ๒๐ เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง ๕ กลีบ ด้านนอกมีขนอ่อนสีน้ำตาล กลีบดอก ๕ กลีบ รูปไข่กลับ ย่นเป็นคลื่น เมื่อบานเต็มที่ กว้าง ๑.๕ – ๒.๐ เซนติเมตร มีเกสรเพศผู้ ๑๐ อัน ออกดอกเดือนเมษายน – พฤษภาคม

103

  • ลายมะม่วง แบบลายมัดหมี่จาก “มะม่วง” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดพิษณุโลก สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าพันล้านบาทต่อปี มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด ๖๒,๐๓๐ ไร่ นับว่าเป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ พื้นที่ส่วนมากอยู่ในเขตอำเภอวังทอง เนินมะปรางและวัดโบสถ์ แต่ละปีมีผลผลิตมะม่วงกว่า ๔๔,๐๐๐ ตัน มีมูลค่ากว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตมะม่วงทั้งภายในและต่างประเทศ โดยมีผลผลิตทั้งมะม่วงกินสุก ได้แก่ น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้ โชคอนันต์ และประเภทกินดิบ ได้แก่ เขียวเสวย ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด เป็นต้น

104

  • ลายจำปาขาว ต้นจำปาขาวที่วัดกลางศรีพุทธาราม ไม้ดอกประเภทไม้ยืนต้น มีขนาดใหญ่ ขนาดลำต้นวัดโดยรอบประมาณ ๓ เมตรเศษ สูงประมาณ ๙ – ๑๐ เมตร ความแปลกที่แตกต่างจากต้นจำปาอื่น ๆ คือ ต้นจำปาทั่วไป จะมีดอกเป็นสีเหลือง แต่ต้นจำปาต้นนี้ออกดอกเป็นสีขาวนวล ชาวอำเภอนครไทยเชื่อกันว่า พ่อขุนบางกลางท่าวทรงปลูกไว้เมื่อครั้งครองเมืองบางยาง (นครไทย) ต้นจำปาขาวมีอายุประมาณ ๗๐๐ ปีเศษ

105

  • ลายลานหินปุ่ม “ลานหินปุ่ม” ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า สถานที่ท่องเที่ยวในเขตจังหวัดพิษณุโลก เป็นลานกว้างโดยมีหินขึ้นตะปุ่มตะป่ำกระจายอยู่เต็มลาน หินที่ว่านี้มีลักษณะเป็นเสาหินกลมมนเตี้ย ๆ เรียงกันเป็นแถว ปุ่มหินมีความสูงเพียง ๑๕ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ด้วยความที่ลานหินปุ่มมีความแปลก งดงามและตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก จึงกลายเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง

106

  • ลายลูกยาง ต้นยางนาจัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะสั้นขนาดใหญ่ มีความสูงของต้นได้ถึง ๕๐ เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ ลำต้นตั้งตรง เปลือกต้นเกลี้ยงเป็นสีออกเทาอ่อน เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลแดง ยอดอ่อนมีขนและมีรอยแผลใบเห็นได้ชัด ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ซึ่งเมล็ดนั้นมีลักษณะเป็นลูกไม้ทรงกลม ความพิเศษคือมีปีกใหญ่ ๒ ปีก เมื่อร่วงหล่นจากต้น ตัวปีกจะนำพาให้ลูกยางไปตกในที่ไกล ๆ นับเป็นวิธีการขยายพันธุ์ของธรรมชาติที่ดีเยี่ยม

107

  • ลายคลื่นน้ำ แบบลายมัดหมี่จากลักษณะคลื่นน้ำของแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก ไหลผ่านกลางเมืองจนมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “เมืองอกแตก”

108

  • ลายค้างคาว แบบลายมัดหมี่จากกิจกรรมชมค้างคาวบินออกจากถ้ำที่อำเภอเนินมะปราง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดพิษณุโลก ความโดดเด่นของอำเภอเนินมะปราง คือตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของภูเขาหินปูนรูปร่างสวยงามแปลกตา และท้องทุ่งนาสุดกว้างใหญ่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าเขาสีเขียวขจี บรรยากาศเงียบสงบ ในเวลาเย็นที่ตำบลบ้านมุง มีกิจกรรมการชมค้างคาวนับล้านตัวบินจากปากถ้ำของภูเขาหินปูนเพื่อออกมาหากิน

109

  • ลายไก่ ไก่ชนเหลืองหางขาว จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ปรากฏอยู่ในพงศาวดารว่า เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพำนักอยู่ในกรุงหงสาวดี พระองค์ทรงนำไก่เหลืองหางขาวไปจากเมืองพิษณุโลก เพื่อนำไปชนกับไก่ของพระมหาอุปราชา

1010

  • ลายปีบสองแคว ลวดลายผ้าทอ “ปีบสองแคว” จากลักษณะภูมิประเทศของเมืองพิษณุโลกที่มีแม่น้ำสายหลักสองสาย คือ แม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย ร่วมกับดอกของต้นปีบ พันธุ์ไม้มงคลประจำจังหวัดพิษณุโลก โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระราชทานกล้าไม้ปีบแก่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อนำไปปลูกเป็นไม้มงคล

1011

  • ลายน้ำน่าน แบบลายมัดหมี่จากลักษณะคลื่นน้ำของแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก ไหลผ่านกลางเมือง

      ผ้าทอ ๑๑ ลวดลายเอกลักษณ์จังหวัดพิษณุโลก เตรียมสู่สายตาชาวพิษณุโลก ในงาน “แสดงแบบเสื้อและวิวัฒนาการผ้าทอ OTOP พิษณุโลก” วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๗.๐๐ – ๒๑.๐๐ น. ณ ศูนย์วัฒนธรรมภาคเหนือตอนล่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นหนึ่งเอกลักษณ์ ความภาคภูมิใจ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือน

จากสีสันเส้นสายลวดลายศิลป์
ผ้าทอถิ่นสองแควแลงามยิ่ง
๑๑ เอกลักษณ์รูปแบบแยบยลจริง
แพรพรรณพริ้งเพริศแพร้วพรรณนา

 

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๐

 

 

“บอกเล่าประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงภูมิปัญญาไทยสู่เยาวชนรุ่นใหม่

0902605

“บอกเล่าประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงภูมิปัญญาไทยสู่เยาวชนรุ่นใหม่
ด้วยหุ่นกระบอก ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

0902603     

       เมื่อกล่าวถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทย เชื่อว่าหลาย ๆ คนชอบที่จะฟังและขวนขวายที่จะอ่าน แต่ก็มีน้อยคนที่จะตั้งใจฟังและอ่านอย่างจริงจัง เหตุเพราะมักคิดว่าหากจะเล่าก็ต้องกางหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนาเพื่อสาธยายถึงเรื่องราวอันเข้มข้นที่เรียงร้อยอยู่ในหนังสือ บางคนสมาธิไม่ดีพอ ตัวหนังสือหรือผู้เล่าไม่สามารถดึงดูดให้เข้าใจถึงเนื้อหาได้ และบางครั้งการเล่าหรือการอ่านหนังสือก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน เพราะไม่สามารถที่จะทำให้ผู้ที่ได้รับสื่อนั้น ๆ จินตนาการตามได้ ดังนั้นการจะบอกเล่าประวัติศาสตร์ของชาติเรื่องหนึ่งจึงเป็นสิ่งที่ยากในสายตาคนทั่วไป แต่ทางชมรมประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรกลับคิดต่างออกไป นั่นคือ มีการเชื่อมโยงภูมิปัญญาของไทยกับประวัติศาสตร์ชาติให้รวมเข้าด้วยกันอย่างมีศิลปะและวิจิตรงดงามในรูปแบบของการแสดงหุ่นกระบอกร่วมสมัย เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในการเผยแพร่ความรู้ทางประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาของไทย รวมถึงยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของชาติได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

      และเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ที่ผ่านมานี้ ทางสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน และชมรมประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่าง ๆ เกี่ยวกับการแสดงหุ่นกระบอก ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทั้ง ๒ ตอน คือ ได้อย่างกระจ่างชัด และพร้อมที่จะไปแสดงในงานเทศกาลหุ่นโลก วันที่ ๒๐-๒๖ กุมภาพันธ์นี้ ณ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งจะนำมาให้อ่านเป็นบางช่วงบางตอน ดังนี้

เหตุใดจึงต้องเป็นหุ่นกระบอก?

          ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า เป็นการพัฒนาจากองค์ความรู้เดิมด้วยส่วนหนึ่ง นั่นก็คือกลุ่มนิสิตได้ร่วมมือกันที่จะพัฒนาตัวบท ตัวละคร และสิ่งที่สำคัญก็คือการสร้างหุ่นละครขึ้น เพื่อนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในมุมมองใหม่ ๆ เป็นการทำหุ่นกระบอกร่วมสมัยที่หยิบยกตำนานของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขึ้นมา โดยสื่อให้เยาวชนได้เห็นเรื่องราวพระอัจฉริยภาพ และมีจิตใจรักในชาติ รักษาคุณค่าของความเป็นชาติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อีกส่วนหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือ การนำความรู้ในประวัติศาสตร์นำเสนอในรูปแบบของการจัดการแบบใหม่ที่เป็นสากล นั่นคือการเปลี่ยนรูปลักษณ์ของหุ่นกระบอกธรรมดาที่เคยมีรูปทรงและการแต่งกายแบบโบราณให้มีการใช้ศิลปะร่วมสมัยเข้ามาในการสร้างลวดลายและทำกลไกพิเศษ ทำให้เกิดกระบวนการหมุนหรือชักหุ่นซึ่งเด็กรุ่นใหม่สามารถทำได้ ตรงนี้เอง องค์ความรู้ที่มีการพัฒนาเรื่องหุ่นกระบอก ก่อเกิดการอนุรักษ์ฟื้นฟูประวัติศาสตร์ ทำให้เด็กรุ่นใหม่รู้สึกตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นชาติผ่านหุ่นกระบอก และที่สำคัญคือ หุ่นกระบอกชุดนี้จะถูกนำไปจัดแสดงในงานหุ่นโลก ที่จะจัดขึ้นในวันที่ ๒๐๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ที่จังหวัดกาญจนบุรีด้วย”

      นอกจากนี้ นิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ ในนามชมรมประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ร่วมกันคิดว่าจะทำเช่นไรให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์เผยแพร่ได้ง่ายขึ้น จึงมีการนำความรู้ด้านประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ผนวกเข้ากับหุ่นกระบอก เพื่อให้บุคคลภายนอกและเยาวชนได้รับความรู้ทางประวัติศาสตร์ง่ายขึ้นและเห็นภาพชัดกว่าเดิม ดังเช่นที่นายยงยศ ชูชีพ นิสิตเก่าภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า
0902604

      “หุ่นกระบอกนี้นำรูปแบบมาจากหุ่นกระบอกไหหลำที่เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย ทางชมรมประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มองว่าการนำหุ่นมาจัดแสดงจะช่วยให้เกิดการเข้าใจได้ง่ายขึ้นในการรับชมและเรียนรู้ตามไป จึงได้เริ่มประดิษฐ์หุ่นกระบอกขึ้นผสมสานกับความเป็นสมัยใหม่เข้าไป จนสามารถสร้างการแสดงหุ่นประบอกขึ้นได้ โดยใช้เวลากว่า ๒ ปี ตั้งแต่เริ่มศึกษาจนจัดรูปแบบการแสดงสำเร็จ ทั้งการสร้างหุ่นขึ้นใหม่ การทำดนตรีประกอบและบทการแสดง และขณะนี้พร้อมแล้วที่จะนำออกสู่สายตาผู้ชมในงานเทศกาลหุ่นโลก เหตุที่เลือกเรื่องสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมาจัดแสดงเพื่อเป็นการเผยแพร่และเทิดพระเกียรติให้ประชาชนได้ทราบเกี่ยวกับประวัติของพระองค์นั่นเองครับ”

จำนวนนักแสดงและระยะเวลาในการฝึกซ้อม?

     ทางด้านนายกิตติศักดิ์ สีมูล นิสิตชมรมประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า “ในปัจจุบันทีมที่ใช้แสดงหุ่นกระบอกในเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอนสุบินราชาหงสาพ่าย มีกว่า ๓๐ ชีวิต โดยได้ร่วมซ้อมกันมานานกว่า ๕ เดือนแล้ว เพื่อไปแสดงในงานเทศกาลหุ่นโลก ซึ่งก็ได้เตรียมการแสดงไว้ ๒ ตอน คือ ตอนนเรศวรราชาธิราชเจ้า และ สุบินราชาหงสาพ่าย ความยากของการแสดงคือทำอย่างไรให้การเชิดหุ่นดูสวยงามและผู้ชมคล้อยตามไปกับบรรยากาศการเชิดหุ่น

ที่ผ่านมาหุ่นกระบอกได้มีการจัดแสดงที่ใดบ้าง?

      ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ได้กล่าวไว้ว่า เรื่องราวเหล่านี้จะนำไปสู่การเผยแพร่ในวงกว้างขึ้นและเรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจากตำราจะกลายเป็นเรื่องราวทีมีชีวิต และง่ายกว่าการแสดงแสงสีเสียงต่าง ๆ เพราะหุ่นกระบอกเหล่านี้สามารถยกและเคลื่อนย้ายไปสอนตามโรงเรียนและที่ต่าง ๆ ได้ ที่ผ่านมาเราได้ไปจัดแสดงที่งานถนนคนเดิน วัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก ในตอนนี้ เราฝึกฝนเพื่อที่จะไปแสดงที่งานเทศกาลหุ่นโลกก่อน แล้วหลังจากนั้นก็จะมีงานจัดแสดงที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และที่รัชดาลัยเธียเตอร์ แล้วก็มีอีก ๑๖ โรงเรียนที่จองคิวเข้ามาเพื่อให้ไปนำเสนอและเผยแพร่การชักหุ่นและการประดิษฐ์ กลไกสิ่งสำคัญนอกจากการทำหุ่นแล้วยังมีการคิดค้นวิธีการแบบโบราณมาปั้นแบบใหม่ทำให้ง่ายขึ้น เด็กรุ่นใหม่สามารถที่จะปั้นโดยใช้วัสดุเหลือใช้ และแกะสลักจากเศษไม้เศษขี้เลื่อยต่าง ๆ ผสมกันแล้วปั้นขึ้นมา ทั้งยังสามารถเขียนลายอนุรักษ์ภูมิปัญญาได้ด้วยกลไกสมัยใหม่ ทำให้เด็ก ๆ สมัยใหม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและง่ายขึ้นกว่าวิธีการแบบดั้งเดิม”

การสืบทอด สืบต่อหุ่นกระบอกชุดนี้ มีวิธีการอย่างไร?

     “หุ่นกระบอกนี้เราทำภายใต้ชมรมประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งเป็นภาควิชาประวัติศาสตร์ ร่วมกับทางสถานอารยธรรมศึกษาโขงสาละวิน และชมรมศิษย์เก่า เป็นการร่วมมือกันของสามหน่วยงานเพื่อการอนุรักษ์ และยังมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนในนามของชมรมด้วย และเมื่อนิสิตรุ่นนี้เรียนจบไปก็จะมีการฝึกนิสิตรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่ไปเรื่อย ๆ ครับ” และนี่คือคำกล่าวทิ้งท้ายของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล

     จะเห็นได้ว่า ทางสถานอารยธรรมศึกษาโขง-สาละวิน และชมรมประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร รวมไปถึงชมรมศิษย์เก่า ได้มีการเตรียมการอย่างแข็งขัน เพื่อที่จะประชาสัมพันธ์ให้บุคคลภายนอกและเยาวชนได้เล็งเห็นและสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์รวมไปถึงหวงแหนประเทศชาติกันมากขึ้น โดยสื่อสารผ่านทางการแสดงหุ่นกระบอกที่นิสิตร่วมกันทำขึ้นมาเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป

เสาวลักษณ์ ภู่พงษ์
นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

 

ฟื้นฟู สืบสาน วิถีชีวิตผ่านเส้นใยกัญชง

1701607

ฟื้นฟู สืบสาน วิถีชีวิตผ่านเส้นใยกัญชง

1701605

     ข่าวคราวการผลักดันต้นกัญชงให้เป็นพืชเศรษฐกิจนำมาใช้ประโยชน์โดยทอเส้นใยเป็นผ้าใช้ในครัวเรือนและเชิงอุตสาหกรรมของทางรัฐบาล  อีกทั้งทางสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวรเองก็มีพิพิธภัณฑ์ผ้าเป็นหนึ่งในเส้นทางการเรียนรู้ ซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของผ้าทอมือ มีการจัดแสดงผ้าทอมือและวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์หลายชนิด รวมถึงผ้าใยกัญชง  ผ้าใยกัญชงจึงเป็นหนึ่งผ้าทอมือที่มีคุณค่า ความสำคัญ นอกเหนือจากผ้าฝ้ายและผ้าไหมที่เราพบเห็นกันอยู่ทั่วไป

     กัญชงมีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสารเสพติดที่ให้โทษภัย แต่แท้จริงกัญชงเป็นเพียงพืชคู่แฝดกัญชา  กัญชงเป็นพืชที่เกิดจากการแยกสายพันธุ์ออกมาจากกัญชา กัญชงจึงไม่มีสารเสพติดใด ๆ อีกทั้งมีประโยชน์และคุณสมบัติเด่นหลายด้าน  แตกต่างกันตรง “กัญชาให้โทษภัย แต่กัญชงให้ประโยชน์” กัญชงถูกผลักดันให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ด้วยประโยชน์จากเส้นใยที่เหนียวนุ่ม แข็งแรงกว่าผ้าฝ้าย ให้ความอบอุ่นกว่าลินิน ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงเหมาะนำมาใช้ทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม พร้อมพัฒนาปรับปรุงดีไซน์ให้ทันสมัย หลากหลายรูปแบบ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

1701606

มารู้จักลักษณะของกัญชง

     กัญชง หรือ Hemp (เฮมพ์) จัดเป็นไม้ล้มลุกมีอายุเพียงหนึ่งปี ลำต้นสีเขียวตั้งตรง ดั้งเดิมขึ้นอยู่ในเขตอบอุ่นทวีปเอเชีย ต่อมาได้มีการกระจายพันธุ์เป็นบริเวณกว้างอยู่ทางตอนกลางของทวีป จนมาถึงประเทศไทยได้มีชาวเขาเผ่าม้งนำมาปลูกและใช้ประโยชน์จนถึงปัจจุบัน  หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าต้นกัญชงคือต้นกัญชา แต่แท้จริงแล้วแค่มีลักษณะคล้ายกันในด้านลักษณะทางพฤกษศาสตร์ กัญชงเป็นพืชที่ไม่มีสารเสพติด  เปลือกเหนียวลอกง่าย ให้เส้นคุณภาพสูงมีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการถักทอ  อาทิ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เยื่อกระดาษ หรือสินค้าส่งออก เป็นต้น  อนึ่งชาวม้งเชื่อว่าเทพเจ้าได้มอบเมล็ดต้นกัญชงมาให้มนุษย์ มีความสำคัญกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมตามความเชื่อ และนำมาใช้ใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ

หลายคนคงสงสัยแล้วว่าเจ้าใยกัญชงนี้นำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

     เนื่องจากใยกัญชงถูกนำมาทำเป็นเส้นใยผ้าและถักทอ ตกแต่งลวดลายศิลป์ตามแบบฉบับของชนเผ่าม้งดั้งเดิมที่มีการใช้ประโยชน์ตามประเพณีและรูปแบบชนเผ่าม้ง จึงถือว่ากัญชงเป็นพืชพื้นบ้านที่มีความสำคัญอยู่กับชาวเขาเผ่าม้ง นับตั้งแต่เกิดจนตาย กัญชงในภาษาม้ง  เรียกว่า  “หมั้ง” หรือ “ม่าง” ตามความเชื่อของชาวเขาเผ่าม้งที่เชื่อว่าเทพเจ้าหรือเย่อโซ๊ะเป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ และได้ประทานพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ มาให้มนุษย์ได้ใช้ หมั้งก็เป็นพันธุ์พืชชนิดหนึ่งที่ได้ประทานมาให้มนุษย์ได้ใช้ทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม ใช้สอย และใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ชาวเขาเผ่าม้งจะลอกเปลือกกัญชงแล้วนำเส้นใยมาต่อกันเป็นเส้นเพื่อใช้เป็นเส้นด้ายและเชือก นอกจากนี้ยังใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ อีกทั้งยังใช้เป็นรองเท้าของคนตายเพื่อเดินทางไปสวรรค์ ทำเป็นด้ายสายสิญจน์ในพิธีกรรมต่าง ๆ ตลอดจนใช้ทอผ้า ทำเครื่องนุ่งห่ม ที่สำคัญคือใช้ในพิธีอัวเน้งหรือพิธีเข้าทรงซึ่งเป็นงานประเพณีสำคัญของชาวม้ง ดังนั้นกัญชงจึงเป็นพืชดั้งเดิมที่มีการใช้ประโยชน์ตามประเพณีในรูปแบบชนเผ่าม้งแต่เดิมอยู่แล้ว

     เส้นใยกัญชงเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้หลงใหลเสื้อผ้าวัฒนธรรมของพี่น้องชนเผ่า  ซึ่งเล่าลือกันว่า  ผ้ากัญชงนั้นสวยงามแปลกตาและมีเสน่ห์ และปัจจุบันผ้าใยกัญชงได้กลายเป็นวัตถุดิบในการผลิตผ้าทอมือของแบรนด์เนมระดับโลกต่าง ๆ เช่น Hermes Prada Converse Vans และแบรนด์อื่น ๆ อีกมากมาย

     จะเห็นได้ว่าเส้นใยกัญชงอยู่คู่กับชาวเขาเผ่าม้งมาแต่ดั้งเดิมจนถึงปัจจุบัน  ทางรัฐบาลจึงมีแนวคิดในการนำเส้นใยกัญชงที่ถักทอใช้กันตามชาวเขาเผ่าม้งมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์แบบไทย ตกแต่งลวดลายตามแบบฉบับชาวเขาเผ่าม้ง  ด้วยประโยชน์และคุณสมบัติของเส้นใยผ่านกระบวนการพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย หลากหลายรูปแบบ สร้างอาชีพ และนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว  

ผลิตภัณฑ์ที่ถักทอจากเส้นใยกัญชงเป็นสินค้าที่ปกป้องสิ่งแวดล้อม
เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่รักและห่วงใยธรรมชาติ

                                                                                                            น.ส. ละอองดาว   โฉมสี
นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
๑๗  มกราคม  ๒๕๕๙

 ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ
http://health.mil
http://www.nuvo.net

 

 

 

มหาวิทยาลัยนเรศวรจับมือศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรและสพฐ.

0609592

มหาวิทยาลัยนเรศวรจับมือศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรและสพฐ.
นำร่องการเขียนประวัติศาสตร์ภาคประชาชนในเขตภาคเหนือตอนล่าง
สร้างฐานองค์ความรู้ สู่มิติใหม่แห่งวงการศึกษา

060959 0609591

     ภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนต่าง ๆ ในเขตภาคเหนือตอนล่าง รวมกลุ่มกันคิด ค้น สืบ หา ข้อมูลของชุมชน ถอดแบบออกมาเป็นผังเครือญาติ ประวัติชีวิต แผนที่เดินดิน ปฏิทินกิจกรรม ต้นไม้ชุมชน ตุ๊กตาชุมชน…ฯลฯ ล้วนเป็นกิจกรรมสะท้อนแนวคิดการเขียนประวัติศาสตร์ภาคประชาชนแนวใหม่

     สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวรร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ จัดโครงการ “การอบรมเชิงปฏิบัติเพื่อการเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นชาติพันธุ์ ในพื้นที่ชุมชนภาคเหนือตอนล่าง” ขึ้น เมื่อวันที่ ๒๖ – ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๙ ณ โรงแรมเรือนแพ รอยัลปาร์ค จังหวัดพิษณุโลก วัตถุประสงค์เพื่อเป็นกิจกรรมนำร่องเกี่ยวกับการเก็บข้อมูล จัดการข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ในพื้นที่อย่างเป็นระบบ

     “เมื่อมีโจทย์ว่า ทำอย่างไรให้ประวัติศาสตร์ภาคประชาชนเกิดขึ้น จึงนำมาสู่กระบวนการพัฒนาเครื่องมือในการเก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ทั้งประวัติศาสตร์ชีวิต ประวัติศาสตร์ชุมชน การสำรวจแผนที่เดินดิน จนถึงการใช้เครื่องมือที่เรียกว่าต้นไม้ชุมชนและตุ๊กตาชุมชน เรานำแนวคิดเหล่านี้มาประยุกต์เป็นเครื่องมือ โดยใส่แนวความคิดและคำถามในกระบวนการศึกษาเข้าไป จึงทำให้เกิดกระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์ธุรกิจครอบครัว” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน เล่าถึงจุดเริ่มต้น

     การอบรมครั้งนี้ประกอบด้วยครู อาจารย์และนักเรียนจากโรงเรียนนำร่องในเขตภาคเหนือตอนล่าง จำนวน ๘ แห่ง ได้แก่ โรงเรียนร่มเกล้าเขาค้อ เพชรบูรณ์, โรงเรียนบึงสามพันวิทยาคม เพชรบูรณ์, โรงเรียนนครไทย พิษณุโลก, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๓ นครไทย พิษณุโลก, โรงเรียนชาติตระการ พิษณุโลก, โรงเรียนสามเงาวิทยาคม ตาก, โรงเรียนบ้านเมืองเก่าศรีอินทราทิตย์ สุโขทัย และโรงเรียนอนุบาลท่าปลา (ชุมชนร่วมจิต) อุตรดิตถ์ ทุกคนสนุกสนานกับการศึกษา สืบค้นข้อมูล ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจนจุดเปลี่ยนของครอบครัวและชุมชน

     ภายหลังการอบรม ตัวแทนแต่ละโรงเรียนต้องกลับไปปฏิบัติจริง โดยมีบุคลากรสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน และนิสิตภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นพี่เลี้ยงในการปฏิบัติการเพื่อให้ได้ชุดข้อมูลที่พร้อมบูรณาการเป็นฐานองค์ความรู้ ตลอดจนโครงงานของนิสิตและโรงเรียนต่าง ๆ สู่กระบวนการพัฒนาด้านการเรียนการสอนระหว่างมหาวิทยาลัย โรงเรียน และท้องถิ่นต่อไป

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล กล่าวต่ออีกว่า “ทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนากระบวนการการเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อนำเข้าสู่เรียนการสอนในรายวิชาอารยธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น วิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อให้แต่ละพื้นที่ แต่ละชุมชนนำเครื่องมือทางการวิจัยไปแปลเป็นบทเรียนต่าง ๆ สู่การปฏิบัติภาคสนาม อันจะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม เช่น การสร้างหุ่นละครเล็ก การสร้างบทละคร ศิลปะการแสดง เส้นทางการท่องเที่ยว ชมรมการท่องเที่ยว เป็นต้น”

      นางสาวจุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์ นักวิชาการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “โครงการการอบรมเชิงปฏิบัติเพื่อการเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นชาติพันธุ์ ในพื้นที่ชุมชนภาคเหนือตอนล่างครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการการพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายสังคม-วัฒนธรรม ๔ ภูมิภาค ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) โดยมีความมุ่งหวังจะพัฒนาฐานข้อมูลทางสังคม-วัฒนธรรม ในเชิงคุณภาพที่ครอบคลุมประเด็นทางวิชาการด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ทั้งนี้นอกจากการได้ชุดข้อมูลประวัติศาสตร์โดยคนในท้องถิ่นแล้ว โครงการนี้ยังถือเป็นการพัฒนาศักยภาพของผู้เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่ นักเรียน นิสิต ครู อาจารย์ หรือแม้แต่นักวิชาการเองในการทำงานร่วมกัน เพื่อการจัดเก็บข้อมูลทางด้านชุมชน และคาดหวังว่าชุดข้อมูลชุมชนจะถูกนำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทุกคนสามารถลิงก์ข้อมูลกันได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นั่นหมายความว่าทุกชุดข้อมูลมีมาตรฐานเดียวกันและลิงก์กันได้ด้วยความเคารพในสิทธิของชุมชนและผู้ให้ข้อมูล”

     “ที่สำคัญกิจกรรมครั้งนี้เป็นโครงการนำร่องในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง หากทำแล้วสามารถถอดแบบเป็นโมเดลตามที่ต้องการ ก็จะเป็นต้นแบบให้กับภูมิภาคอื่น ๆ ต่อไป โดยหวังจะให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาคลังข้อมูลทางสังคม–วัฒนธรรมระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต” นางสาวจุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๐๖ กันยายน ๒๕๕๙

ม.นเรศวรจับมือสกว.และม.พะเยา ทำวิจัยการท่องเที่ยวเพื่อชุมชน

3

ม.นเรศวรจับมือสกว.และม.พะเยา ทำวิจัยการท่องเที่ยวเพื่อชุมชน
นับถอยหลัง ๖ เดือน พบกับเส้นทางการท่องเที่ยวภูลมโลและพื้นที่เชื่อมโยง
โดยการจัดการของชุมชนและทุกภาคส่วน

1 2

     เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ณ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า พิษณุโลก สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมหาวิทยาลัยพะเยา จัดการเสวนา “การจัดการชุมชนท่องเที่ยวบนพื้นที่ภูลมโลและพื้นที่เชื่อมโยงอย่างยั่งยืน” วัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเห็นจากภาครัฐ เอกชน ชุมชน และผู้เกี่ยวข้องร่วมวางแผนอนาคตในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมีนายปริญญา ปานทอง รองอธิการบดีฝ่ายจัดการทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวปาฐกถาพิเศษ ร่วมด้วยนายธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก, พลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธุ์ ประธานสถาบันพัฒนาสี่แยกอินโดจีน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภาวดี โพธิยะราช ผู้ประสานงานโครงการวิจัยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริหาร สกว., ผู้แทนจากกองทัพภาคที่ ๓, ผู้แทนชุมชน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ผู้ประกอบการ, องค์กรด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน กล่าวถึงความเป็นมาของการจัดงานนี้ว่า “การเสวนาครั้งนี้เป็นผลมาจากงานวิจัย เพื่อศึกษาศักยภาพ แนวทาง สถานการณ์ปัจจุบัน ทิศทางการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวภูลมโล รวมถึงมุมมองการท่องเที่ยวที่สำคัญในช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมาสัมผัสธรรมชาติ ชื่นชมดอกนางพญาเสือโคร่งอันสวยงามบานสะพรั่งเต็มภูเขาหรือที่เรียกกันว่าดอกซากุระบาน ตลอดจนศึกษาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนชาวม้งในพื้นที่ภูลมโล เกี่ยวกับผลกระทบจากการท่องเที่ยว ศักยภาพในการรับมือกระแสการท่องเที่ยว”

     ในการศึกษาวิจัยนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า “ต้องศึกษาทั้งแง่บวกที่ต้องช่วยกันส่งเสริมและแง่ลบที่อาจเกิดปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณค่าทางวัฒนธรรม จากการลงพื้นที่พบว่า ชาวม้งมีวิถีชีวิต เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณี การละเล่นที่เคยรู้จักกันเพียงในกลุ่ม ได้ถูกพัฒนาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว นับเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่หากมองอีกส่วนหนึ่งที่น่ากังวลคือ ภูลมโลเชื่อมโยงหลายพื้นที่ จากที่เคยเป็นจุดหมายปลายทางการชมธรรมชาติของนักท่องเที่ยว กลายมาเป็นจุดที่พักแทนเขาค้อหรือภูทับเบิก จึงเกิดการสร้างโฮมเสตย์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว สิ่งนี้อาจมีผลต่อระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างของชุมชน เกิดการเปลี่ยนแปลงที่อาจกลายเป็นปัญหาในอนาคต”

    ในการดำเนินงานวิจัยประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ
๑. ความคาดหวังที่จะพัฒนาให้สูงสุดเป็นอย่างไร
๒. มองถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น ณ ภูลมโลและพื้นที่เชื่อมโยง เช่น สาธารณูปโภคเพียงพอหรือไม่ เหตุดินสไลด์ การสร้างที่พักแบบไม่วางแผน พื้นที่เพียงพอต่อการพัฒนาศักยภาพหรือไม่ ปัญหารถติด เป็นต้น เหล่านี้ต้องมีการเตรียมการอย่างไร
๓. ความเป็นไปได้ในการวางแผนระยะสั้นและระยะยาว

     ทั้งนี้ภูลมโลมีเส้นทางเชื่อมจาก ๓ พื้นที่ คือ บ้านใหม่ร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก ภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์
และบ้านกกสะทอน จังหวัดเลย ซึ่งแต่ละหมู่บ้านล้วนมีการบริหารจัดการและองค์กรสนับสนุนอันแตกต่าง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการระดมสมอง พูดคุย ทั้งในส่วนของจังหวัด บทบาทของกองทัพภาคที่ ๓ บทบาทของชุมชน อุทยาน องค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนระยะสั้นและระยะยาวของชุมชนตลอดจนการจัดการท่องเที่ยวของชุมชนในพื้นที่ภูลมโลและพื้นที่เชื่อมโยงต่อไป

     “ภายหลังการเสวนาจะมีการรวบรวม สกัดทุกข้อมูล ความคิดเห็น เพื่อวางแผนการจัดการชุมชนท่องเที่ยวบนพื้นที่ภูลมโลและพื้นที่เชื่อมโยงอย่างยั่งยืน โดยจะก่อร่างสร้างเป็นรูปธรรมและดำเนินงานจริงในอีก ๖ เดือนข้างหน้า” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล กล่าวทิ้งท้าย

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร

“ART.FOUR.VIEWS Art Thesis Exhibition”

160525591405

“ART.FOUR.VIEWS Art Thesis Exhibition”
ก้าวข้ามกรอบศิลปะแบบเดิม สู่นวัตกรรมแบบไร้ขีดจำกัด

160525591402 160525591403 160525591404

     สีน้ำมัน สีอะคริลิคบนผ้าใบ ปูนปั้น งานไม้ ภาพพิมพ์ฯ คืองานศิลปะที่เราพบเห็นได้โดยทั่วไป แต่สำหรับนิทรรศการศิลปนิพนธ์ “ART.FOUR.VIEWS Art Thesis Exhibition” ฝีมือของนิสิตชั้นปีที่ ๔ สาขาวิชาออกแบบทัศนศิลป์ ภาควิชาศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งจัดโดยสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวรนั้นไม่ธรรมดา

     ด้วยประสบการณ์จากการศึกษา สั่งสมองค์ความรู้ตลอดระยะเวลา ๔ ปี ถึงเวลาของการบูรณาการ ก่อร่าง สร้างสรรค์ผลงาน เพื่อก้าวสู่การเป็นศิลปินรุ่นใหม่ นิสิตทั้ง ๒๓ คน ใช้เวลาแรมปี ในการคิด วางแผน ลองผิดลองถูก ก่อเกิดเป็นผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และศิลปะสื่อสมัยใหม่ ด้วยจินตนาการอันสุดบรรเจิด เปิดวิสัยทัศน์งานศิลปะ ด้วยกลวิธีการประยุกต์ ผสมผสานสื่อและวัสดุต่าง ๆ ก้าวข้ามกรอบของศิลปะแบบเดิม ออกมาเป็นผลงานศิลปะแนวใหม่ ไร้ขีดจำกัด จำนวนกว่า ๖๐ ชิ้น เช่น

     จิตรกรรม การนำเศษผ้าสีสัน ลวดลายต่าง ๆ มาเย็บ ปัก กลายเป็นผลงานจิตรกรรมสื่อผสม รูปปะการังและสัตว์ทะเล สื่อถึงสีสันความงามของใต้ท้องทะเล, การใช้สีอะครีลิคจุดบนผ้ามัดย้อม ในรูปทรงภาพเขียนผนังถ้ำ สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในชนบท, สีน้ำมันบนผ้ายีนส์ ถ่ายทอดเรื่องราวคตินิยมทางไสยศาสตร์การเมืองในสังคมไทย โดยการหยิบยกคติความเชื่อเรื่องผี ทั้งผีดีและผีร้ายมาเปรียบเทียบ ล้อเลียนสังคมและการเมืองในปัจจุบัน, การนำลูกปัดหลากสีมาร้อยเรียงต่อกัน ด้วยแรงบันดาลใจจากสีสันรูปทรงของหุ่นสังกะสี หุ่นยนต์การ์ตูนที่พบเห็นในวัยเด็ก

     ประติมากรรม การเชื่อมเหล็กประกอบกระดาษสา แสดงถึงความสมบูรณ์ ความเบ่งบานของพืชพรรณต่าง ๆ สร้างความยินดีและอิ่มเอมใจ, การเชื่อมเหล็กและติดแผ่นสแตนเลส ก่อเกิดเป็นความเข้มแข็งของน้ำตา ที่ก่อตัวกันกลายเป็นรูปร่างของคน ด้วยแนวคิดยิ่งมีน้ำตามากเท่าไหร่ แสดงว่าผ่านประสบการณ์มามากและทำให้เข้มแข็งมากขึ้น

     ภาพพิมพ์ ภาพพิมพ์แกะไม้ ด้วยกลวิธี woodcut จากการแกะ แปะ ติดไม้อัดช่องเล็ก ๆ ซ้ำเล่าซ้ำเล่า ก่อตัวเป็นแสง สี รูปทรงของธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน, แรงบันดาลใจจากพฤติกรรมของเด็กผสมกับจินตนาการ ออกมาเป็นเมืองของเด็ก ๆ ในผลงานภาพพิมพ์ร่องลึก

     ผลงานศิลปะสื่อสมัยใหม่ การใช้วัสดุสำเร็จรูป เช่น ของเล่น ตุ๊กตา ถังแกลลอนเหล็ก มาประยุกต์ร่วมกับวัสดุอื่น ๆ เช่น กระดาษพ่นสี เศษไม้ อลูมิเนียม ลอบดักปลา สังกะสี เปเปอร์มาเช่ ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวความผันแปรของวิถีชีวิตชาวนาไทยที่ถูกกลืนกินด้วยระบบทุนนิยม, การนำเม็ดเงินและแผ่นอลูมิเนียม ผสมผสานกับคอมพิวเตอร์กราฟิก ก่อเกิดเป็นลวดลายล้านนาบนผืนผ้า
ร่วมเป็นกำลังใจให้เยาวชนที่พร้อมก้าวสู่การเป็นศิลปินรุ่นใหม่ ในนิทรรศการศิลปกรรมศิลปนิพนธ์ “ART.FOUR.VIEWS Art Thesis Exhibition” ตลอดเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. ทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ ณ หอศิลป์ฯ อาคารวิสุทธิกษัตริย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

     สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร โทรศัพท์ ๐ ๕๕๙๖ ๑๑๔๘