กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร อาคารวิสุทธิกษัตริย์ ชั้น 3 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000

055-961208 , 055-961204 , 055-961148 mekong_salween@nu.ac.th

บทความพิเศษเล่าเรื่องงานวิจัย

ความประทับใจแรกพบ “ภูลมโล” ดินแดนแห่งรอยยิ้ม ความสุข และมิตรภาพ

2701602

ความประทับใจแรกพบ
“ภูลมโล” ดินแดนแห่งรอยยิ้ม ความสุข และมิตรภาพ

270160

     ในปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่ายุคสมัยหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างหันมาเดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้น บ้างก็ไปกับครอบครัว บ้างไปเป็นคู่ และบางคนก็ฉายเดี่ยวเดินทางคนเดียว จึงทำให้มีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย และล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการเปิดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่กำลังมาแรงในฤดูหนาว นั่นก็คือ ภูลมโล ซึ่งจุดเด่นของภูลมโลจะมี ดอกนางพญาเสือโคร่ง หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ซากุระเมืองไทย ที่มีสีชมพูบานสะพรั่งให้นักท่องเที่ยวได้ชมกว่าพันไร่ นอกจากนี้ภูลมโลยังได้ชื่อว่าเป็นแหล่งชมซากุระที่กำลังมาแรงและใหญ่ที่สุดในเมืองไทยอีกด้วย แต่ก็น่าเสียดายที่จะชื่นชมได้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ เพราะดอกนางพญาเสือโคร่งนั้นจะบานแค่ในช่วงเวลาสามเดือน นั่นคือ ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นก็จะหมดฤดูกาล หากมาเที่ยวชมฤดูอื่นก็อาจจะมีบานให้เห็นบ้างประปรายแต่จะไม่บานสะพรั่งเช่นฤดูหนาวนั่นเอง

สถานที่ตั้งและเส้นทางการเดินทาง

      ก่อนหน้านี้เมื่อทราบว่าต้องไปจัดกิจกรรมที่ภูลมโล ฉันลองศึกษาเส้นทางไปภูลมโลคร่าว ๆ ในอินเทอร์เน็ต ได้ความว่า ภูลมโล ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า มีอาณาบริเวณครอบคลุม ๓ จังหวัด คือ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ,อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ การเดินทางนั้นสามารถไปได้สองเส้นทางคือ ๑)จากบ้านร่องกล้า ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จะถึงภูลมโลในระยะทางประมาณ ๘ กิโลเมตร และ ๒)จากบ้านกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย มาถึงภูลมโลใช้ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร

      ในความคิดของฉัน บุคคลที่ได้ท่องเที่ยวอยู่เสมอจะต้องเป็นบุคคลที่มีความสุขและโชคดีอย่างมากเพราะการท่องเที่ยวเปรียบเสมือนการชำระล้างจิตใจและทำให้ใจสงบขึ้น  ตัวฉันเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความฝันว่าอยากไปท่องเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามและโรแมนติกเช่นนี้บ้าง และแล้วก็ถึงวันของฉัน เพราะเมื่อวันที่ ๒๓-๒๔ มกราคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ทางสถานอารยธรรมศึกษาโขง-สาละวิน ได้เดินทางออกนอกสถานที่เพื่อไปร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว “วันเดียวเที่ยว ๔ ภู” ได้แก่ ภูหินร่องกล้า ภูแผงม้า ภูทับเบิก และภูลมโล ณ ลานกลางเตนท์ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ภายในงานมีนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานมากมาย รวมถึงสื่อต่าง ๆ ที่มาร่วมทำข่าว มีสิ่งหนึ่งที่มีความน่าสนใจและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวในเวลานั้นก็คือ ซุ้มมันอร่อยและชาสีชมพู ของสถานอารยธรรมศึกษาโขง-สาละวินนั่นเอง จากที่ฉันได้ลองชิมแล้วนั้นก็อยากบอกให้ทุกท่านทราบว่า ชาสีชมพู รสชาติกลมกล่อมจริง ๆ สมคำร่ำลือ เสน่ห์ของชาชนิดนี้ก็คือ มีสีชมพูหวานดั่งดอกซากุระ เมื่อรับประทานร่วมกับมันญี่ปุ่นที่แสนอร่อย บวกกับชื่นชมดื่มด่ำไปกับธรรมชาติรอบตัวก็จะทำให้เกิดความสุขเอ่อล้นขึ้นมาทั่วทั้งใจ มีอารมณ์สดใสคงที่ปราศจากเรื่องมัวหมองใจโดยสิ้นเชิง สำหรับฉันชาสีชมพูไม่ใช่ชาวิเศษ แต่เป็นชาที่พิเศษกว่าชาอื่น ๆ เพราะแค่มีสีชมพู….ก็ชวนให้อยากลิ้มลองแล้ว

      นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มีโอกาสไปสัมผัสกับบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติที่รายล้อมไปด้วยลมหนาวและดาวเดือน ณ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าและภูลมโล ปกติแล้วฉันไม่ค่อยได้เดินทางท่องเที่ยวบ่อยนักและถึงแม้ว่าจะท่องเที่ยวก็ไม่ค่อยได้ไปตามป่าตามเขา ส่วนใหญ่จะเป็นการเที่ยวตามท้องทะเลต่าง ๆ มากกว่า ซึ่งการไปครั้งนี้แม้ว่าเหตุผลหลัก ๆ จะไปเพราะทำงาน แต่การทำงานครั้งนี้เปรียบเสมือนการพักผ่อนไปในตัวด้วย พี่ ๆ และเพื่อน ๆ ทุกคนน่ารักกันมากแต่ละคนก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือจัดสถานที่และซุ้มเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมและรู้จักชาสีชมพูของพวกเรา

      เมื่อเริ่มดึก อากาศเริ่มเย็นขึ้นทุกขณะ ทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับที่พักเพราะต่างคนก็เหนื่อยกันมาพอสมควรแล้ว พวกพี่ ๆ แยกกันกลับที่พักไปก่อน แต่พวกเพื่อน ๆ อีกสิบสองคนอยากที่จะมานั่งล้อมวงผิงไฟและพูดคุยกัน ดังนั้นฉันจึงเลือกอยู่กับเพื่อน ๆ เพราะจะได้กระชับความสัมพันธ์ให้สนิทสนมมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากจะให้พูดตรง ๆ ก็คือในครั้งแรกที่ได้พบเพื่อน ๆ ฉันมีความคิดว่า “พวกเขาจะหยิ่งหรือเปล่า?” “พวกเขาจะเปิดปากคุยกับฉันไหม?” ผลปรากฏว่า พวกเขาน่ารักกันทุกคนแต่ละคนสดใสและร่าเริงมาก มีการพูดเรื่องตลกขบขันอยู่เสมอ นี่คืออีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันประทับใจ อบอุ่นใจและอิ่มเอมใจ ต่อให้อากาศหนาวจนตัวเริ่มสั่น แต่การได้อยู่ท่ามกลางเพื่อน ๆ ที่น่ารักและอบอุ่น ฉันก็สามารถทนกับความหนาวนั้นได้ แม้เพียงไม่นานก็ตาม รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ช่างเป็นความทรงจำที่มีคุณค่าและมีความหมายสำหรับฉันมาก สัญญากับตัวเองว่าจะจดจำตลอดไป ว่าครั้งหนึ่ง…ฉันเคยมาที่นี่ ได้พบกับมิตรภาพที่ดี เคยมีความสุขมากขนาดไหน รวมถึงเสียงหัวเราะที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทางด้วย

2701601

     เช้าวันต่อมา เป็นวันที่จะต้องขึ้นไปยังภูลมโลเพื่อชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่ร่ำลือ ทุกคนต่างตื่นมารับประทานอาหารกันตั้งแต่แปดโมงเช้าและทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย เสียงเจี๊ยวจ๊าวในร้านอาหารทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้น (แม้ว่าความจริงแล้วฉันจะง่วงมากก็ตาม) ทุกคนพูดคุยกันอย่างออกรสถึงสถานที่ที่เรากำลังจะไป ฉันได้ยินได้ฟังมาค่อนข้างบ่อยเกี่ยวกับภูลมโล แต่ไม่เคยได้ไปเยือนสถานที่จริงเสียที ในวันนั้นจึงเป็นวันที่ฉันตื่นเต้นที่สุดเพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงฉันก็จะได้ไปเก็บบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความโรแมนติกแล้ว

     ในวันนั้นฉันต้องถือกล้องคอยถ่ายรูปอยู่ตลอดเวลาจึงขอถ่ายป้ายภูลมโลเอาไว้ก่อนเพื่อเก็บความทรงจำ พอกินข้าวและทำธุระส่วนตัวกันเรียบร้อย พวกเราชาวโขงสาละวินก็เดินทางจากอุทยานภูหินร่องกล้าขึ้นไปยังภูลมโล ใช้ระยะทางประมาณ ๘ กิโลเมตร โดยมีรถกระบะที่ทางศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบ้านร่องกล้าเตรียมไว้ให้เพื่อความสะดวกเพราะคนขับรถเป็นคนในพื้นที่และจะคอยขับพาเราไปเที่ยวชมดอกนางพญาเสือโคร่งในที่ต่าง ๆ กัน เส้นทางที่ไปก็จะเป็นทางลูกรังมีแต่ฝุ่นและดิน แอบเห็นใจเพื่อน ๆ ที่นั่งหลังกระบะเพราะโดนฝุ่นเข้าไปเต็ม ๆ ส่วนตัวฉันนั่งข้างคนขับเพราะต้องถือกล้องถ่ายรูปซึ่งหากนั่งกระบะหลังก็กลัวว่าฝุ่นจะเข้ากล้องทำให้เสียหายได้ จึงไม่อยากเสี่ยง                               

     เมื่อมาถึงแปลงดอกนางพญาเสือโคร่งแปลงแรก สิ่งที่ฉันทำคือ ถ่ายรูปเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แต่เมื่อได้อย่างหนึ่งก็จะเสียอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ หากฉันมัวแต่ถ่ายรูป ฉันจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติที่แสนงดงามนี้ ฉันจึงเลือกทางที่พอดี ไม่มากและไม่น้อยเกินไป เดินชมซากุระบ้าง ถ่ายรูปบ้าง เลือกถ่ายแต่จังหวะที่สวยงามจริง ๆ และสิ่งที่ได้รับก็คือ ฉันมีความสุขเหลือเกิน ที่ได้มาที่นี่ สถานที่นี้สร้างความสุข และคลายความทุกข์ให้ผู้คนได้ หากมีโอกาสฉันจะกลับมาอีกแน่นอน

     ฉันขอขอบคุณ ผศ.ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการสถานอารยธรรมศึกษาโขง-สาละวิน รวมถึงพี่ ๆ ทุกคนที่พาฉันติดสอยห้อยตามไปทำงานและเปิดหูเปิดตาในครั้งนี้ ขอบคุณพี่เจี๊ยบที่คอยถามตลอดว่าการเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง แม้ว่าพี่เจี๊ยบจะติดธุระไม่ได้มาด้วยก็ตาม อยากขอบคุณเพื่อน ๆ ที่คอยคุยเรื่องสนุกสนานอยู่เสมอ สร้างเสียงหัวเราะได้มากจริง ๆ ขอบคุณมากค่ะ การทำงานบวกกับเที่ยวในครั้งนี้เปรียบเสมือนรักแรกพบสำหรับฉัน เป็นทริปที่สร้างความสุข ความอบอุ่นและการพบมิตรภาพดี ๆ ยากต่อการลืมเลือน

                เสาวลักษณ์ ภู่พงษ์
นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
๒๗ มกราคม ๒๕๖๐

“มันอร่อยร่องกล้า ชาสีชมพู ณ ภูลมโล”

2612591

สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร คิดค้น
“มันอร่อยร่องกล้า ชาสีชมพู ณ ภูลมโล”
ผลิตภัณฑ์ต่อยอดงานวิจัย สร้างมูลค่าให้ชุมชน และคุณค่าด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

261259

       เมื่อลมหนาวมาเยือน “ภูลมโล” คือหนึ่งเป้าหมายของเหล่านักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กับการสูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางดงดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย และสำหรับหนาวนี้ภูลมโลยังมีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ให้ทั้งมูลค่าและคุณค่า โดยการดำเนินงานของสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนการวิจัย

      มันอร่อยร่องกล้า ชาสีชมพู เป็นผลิตภัณฑ์ต่อยอดงานวิจัยการจัดการการท่องเที่ยวบนพื้นที่ภูลมโลและพื้นที่เชื่อมโยงอย่างยั่งยืน ในการพัฒนาสินค้าคุณภาพเพื่อเป็นตัวอย่าง และเน้นเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์อีกด้วย

     ชาสีชมพู มีที่มาจากความสะพรั่งงดงามอร่ามตาของดอกนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย ทำให้ภูลมโลได้ชื่อว่าเป็นภูเขาสีชมพู จึงได้ศึกษา วิจัย ทดลองทำชาสีชมพูขึ้น โดยใช้พืชสมุนไพรพื้นบ้าน คือ เตยหอม ผสมผสานกับสมุนไพรธรรมชาติอื่น ๆ สกัดออกมาเป็นชาสีชมพู” ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวินมหาวิทยาลัยนเรศวร เจ้าของผลงานวิจัยเล่าที่มา

     จากการศึกษาจนกระทั่งได้ชาสีชมพูตามที่ต้องการแล้ว จึงผลิตเป็นเป็นชาสำเร็จรูปเพื่อความสะดวก เพียงแค่เทน้ำร้อนจัดลงในแก้ว ชาก็จะค่อย ๆ ปรากฏเป็นสีชมพูอ่อน มีกลิ่นหอม รสชาติเย็นชุ่มคอ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าการดื่มชาทั่วไป

     “สำหรับมันอร่อยร่องกล้านั้น เกิดจากการลงพื้นที่พบว่าบนภูลมโลมีการปลูกพืชผักผลไม้เป็นจำนวนมาก เช่น กะหล่ำ ลูกพลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันญี่ปุ่น ซึ่งปกติชาวบ้านจะขายมันแบบสด กิโลกรัมละประมาณ ๑๔ บาท จึงคิดว่าถ้าเรานำมันมาแปรรูปโดยการอบ เผา หรือใช้กระบวนการให้รวดเร็วขึ้น ก็จะสามารถนำมาเป็นสินค้าของท้องถิ่นจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวได้ แถมยังมีราคาสูงกว่าการขายแบบสดด้วย นอกจากการเพิ่มมูลค่าแล้ว ยังเพิ่มคุณค่าด้วยการบรรจุมันลงในถุงกระดาษที่ออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้คำว่า มันยังหมายถึงการชมธรรมชาติด้วยการปั่นจักยาน บนเส้นทางอันวิบากและทรหด ทำให้เกิดความมัน สนุกสนาน จึงเกิดเป็นอาหารการกินอร่อย วิถีธรรมชาติอร่อย”

      ถุงกระดาษมันอร่อยร่องกล้านี้ไม่ได้มีประโยชน์เพียงบรรจุมันอบหรือมันเผาไว้รับประทานเท่านั้น บนถุงยังมีแผนที่ท่องเที่ยวบนภูลมโลอย่างละเอียด ครบถ้วน ทั่วถึง ชัดเจน ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษา และเก็บเป็นของที่ระลึกได้อีกด้วย ภายใต้แบรนด์ NUKS ซึ่งเป็นช่อย่อภาษาอังกฤษของสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร

     มันอร่อยร่องกล้าและชาสีชมพูจึงนับเป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์จากการต่อยอดงานวิจัยที่เป็นรูปธรรม มีประโยชน์แก่ชุมชน โดยเพิ่มมูลค่าทางการเกษตร และคุณค่าด้านการท่องเที่ยวบนภูเขาสีชมพู “ภูลมโล”

     “หนาวนี้ขอเชิญพบกับมันอร่อยร่องกล้า ชิมชาสีชมพู ดูซากุระเมืองไทย ในดินแดนภูลมโล”

 

พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
ละอองดาว โฉมสรี
นิสิตฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๙

 

เที่ยวเชียงคานแนวใหม่ ใส่การเรียนรู้คู่ความสนุกสนาน สืบสานศิลปวัฒนธรรม

5

เที่ยวเชียงคานแนวใหม่ ใส่การเรียนรู้คู่ความสนุกสนาน สืบสานศิลปวัฒนธรรม
Culdutainment…ด้วยพลังแห่งชุมชน บนพื้นฐานของการศึกษา วิจัย

1 2 3 4

       เชียงคาน จังหวัดเลย นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันทรงเสน่ห์ ชวนหลงใหล ใฝ่ฝัน ภาพของการปั่นจักรยานดื่มด่ำธรรมชาติริมโขง ชมบ้านไม้เก่า ชิมอาหารพื้นถิ่น เลือกซื้อผลิตภัณฑ์พื้นเมือง ช่างชวนให้หวนคำนึง แต่นอกเหนือจากนี้แล้วเชียงคานยังมีเอกลักษณ์ความโดดเด่นทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา และสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นให้ได้ศึกษา ชื่นชมอีกมากมาย

     สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร จึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นครศรีธรรมราช สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานพื้นที่พิเศษเลย หรือ อพท.๕ จัดโครงการ “การสร้างภาพลักษณ์จุดหมายปลายทาง (Destination Branding) และกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับการท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชนถนนสายวัฒนธรรม บ้านไม้เก่าริมโขงและพื้นที่เชื่อมโยง” ขึ้น

     “โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อการบูรณะ ปรับปรุง ฟื้นฟู เพื่อรักษาไว้ซึ่งแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน ประกอบด้วยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ปรับปรุงภูมิทัศน์ชุมชนสิ่งแวดล้อม รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานสำหรับการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน เพื่อสงวนรักษาให้มีคุณค่าที่ยั่งยืนในด้านการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ โดยเริ่มจากการประชุมเพื่อระดมความรู้ ความคิดเห็นของคนในชุมชนและองค์กรที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเป็นการลงพื้นที่เก็บข้อมูลชุมชน ถนนสายวัฒนธรรม เพื่อจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมเชียงคาน ที่เรียกว่า Culdutainment” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงที่มาของโครงการ

     ลุงสำเนียง ทาก้อม ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงคาน เล่าว่า “เนื่องจากชาวเชียงคานมีบรรพบุรุษมาจากหลวงพระบาง ดังนั้นวิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเชียงคานจะผสมผสานระหว่างไทยกับลาว กลายเป็นถนนวัฒนธรรมริมโขงที่มีความหลากหลาย ด้วยระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร ตั้งแต่ซอย ๐ – ๒๑”

     ส่วนสาเหตุที่มีซอย ๐ นั้น ลุงสำเนียงบอกว่า “เนื่องมาจากเป็นซอยที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่รู้ว่าจะตั้งชื่ออะไร เลยให้ชื่อว่าซอย ๐”
ตลอดระยะทาง ๒๒ ซอย ประกอบไปด้วยวิถี วัฒนธรรม ศิลปะ ภูมิปัญญา สถาปัตยกรรม ให้เราได้บันทึก ศึกษา เรียนรู้ ชื่นชม ได้อย่างไม่รู้จบสิ้น

ปั่นจักรยาน ชมบ้านไม้เก่า คละเคล้าธรรมชาติ
     การปั่นจักรยานดื่มด่ำธรรมชาติริมโขง สูดอากาศบริสุทธิ์ พร้อมชื่นชมชมบ้านไม้เก่า เอกลักษณ์ที่มีแทบทุกจุดทุกซอย เช่น ย่านบ้านไม้เก่าแถวยาว ๒ ชั้น มีระเบียง เคยเป็นศูนย์การค้าในอดีต เป็นท่าเรือเก่าค้าขายกับลาว มีโรงหนังเก่าหลายแห่ง คือ โรงหนังเพชรเชียงคาน โรงหนังพรเทพรามา (โรงหนังแรก) ที่ปัจจุบันกลายเป็นร้านบ้านนอกดีไซน์ บ้านไม้โบราณที่มีจุดเด่นอยู่ที่การนำแผ่นสังกะสีมาตัดแต่งเป็นลายหมากรุกที่เปิดเป็นร้านขายของฝากของที่ระลึก โรงหนังหลาย ๆ แห่งดัดแปลงเป็นเกสต์เฮาส์ ร้านกาแฟ เช่น สุวรรณรามา ส่วนโรงแรมแห่งแรกของเชียงคานคือโรงแรมพูลสวัสดิ์ สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นบ้านไม้โบราณหลังเก่าไว้ โรงแรมเชียงคานบุรีดัดแปลงมาจากบ้านไม้เก่า ๒ ชั้นดูงดงาม บ้าน White House สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ใช้แนวโคโลเนียลสไตล์ ตามอิทธิพลของฝรั่งเศสสมัยที่ปกครองลาว นับเป็นหลังแรกในสไตล์นี้ของเชียงคาน สำหรับบ้านไม้ที่เก่าแก่ที่สุดคือ บ้านเจ้าเมืองเก่า มีอายุกว่า ๒๐๐ ปี ยังคงเห็นสภาพการสร้างตามวัสดุเดิม เช่น ไม้ไผ่จักสาน อิฐหัก ปูนฉาบ หลักคาบ้าน ฯลฯ

ตักบาตรข้าวเหนียว เที่ยววัดสำคัญ
     ตื่นเช้ามาไม่ต้องไปทำบุญที่ไหนไกล ชุดข้าวเหนียว อาหารแห้ง ดอกไม้ ถูกจัดวางเรียงรายอยู่ริมถนน รอพระสงฆ์เดินมาบิณฑบาต อิ่มบุญกันตั้งแต่เช้ามืด จากนั้นไปเที่ยวชมวัด ซึ่งวัดที่เชียงคานล้วนเป็นวัดเก่าแก่ วัดส่วนใหญ่สร้างลักษณะคล้ายวัดในหลวงพระบาง เช่น วัดศรีคุณเมือง วัดมหาธาตุ วัดท่าคก วัดท่าคกนั้นเป็นสถาปัตยกรรมร่วมสมัย วัดศรีคุณเมืองโดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมล้านช้างผสมล้านนา มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม วัดมหาธาตุเป็นวัดแห่งแรก ๆ ของเชียงคาน มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องพญานาค เล่ากันว่าพระธาตุวัดมหาธาตุสร้างคลุมปล่องพญานาค มีขดเชือกที่แสดงถึงความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค มีภาพวาดสิมที่งดงาม, วัดโพนชัย เป็นที่เก็บอัฐิของเจ้าเมืองคนแรกของเชียงคาน และเป็นที่เก็บเรือยาวที่ใช้ในการแข่งขันช่วงเทศกาลออกพรรษา

อาหารพื้นถิ่น หอมกลิ่นมะพร้าวแก้ว
     เชียงคานอยู่ริมโขง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลา กุ้ง ที่นำมาปรุงเป็นอาหารท้องถิ่น เช่น ต้มปลา ลายปลา หมกปลา กุ้งฝอย กุ้งเสียบ ข้าวจี่ เมี่ยงคำ ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว ตำด๊องแด๊ง ส่วนของฝากจะเป็นข้าวหลามยาว ที่มีความยาวเป็นเมตร หมูแหนมมัดห่อใบตอง และอาหารที่รับอิทธิพลมาจากหลวงพระบาง คือ จุ่มนัว สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ กลุ่มแม่บ้านเชียงคานสาธิตการทำปลาร้าคั่วสมุนไพรให้เราชมและชิม บอกได้เลยว่าแซ่บถึงใจ
“น่าแปลกที่เชียงคานไม่มีต้นมะพร้าว แต่สามารถผลิตอาหารจากมะพร้าวจนกลายเป็นของฝากเลื่องชื่อ?”
“มะพร้าวแก้วก็มีขาย มีทำอยู่ทั่วไป แต่ทำไมต้องเป็นมะพร้าวแก้วเชียงคาน? ”
     ด้วยคำถามคาใจนี้ ทำให้เราเดินทางไปพิสูจน์ความสด ความอร่อยกันถึงแหล่งผลิต ณ แก่งคุดคู้ ซึ่งมีอยู่มากมายหลายกลุ่ม หลายร้าน จากการพูดคุยได้ความว่า เคล็ดลับความอร่อยของมะพร้าวแก้วเชียงคาน คือการใช้เนื้อมะพร้าวอ่อนแทนมะพร้าวเนื้อแก่ ผสมผสานเทคนิค กระบวนการ ออกมาเป็นมะพร้าวแก้วในแบบเชียงคาน มีหลายเกรดให้เลือก ทั้งแบบเนื้อหนา นุ่ม ละมุนลิ้น เรียกได้ว่าละลายในปากเลยทีเดียว หรือใครชอบแข็งและหวานน้อยหน่อยก็ลดเกรดลงมา

เพริศแพร้วลีลา ท่ารำเบิ่งโขง ผสมโรงดนตรี
      “รำเบิ่งโขง” ด้วยลีลาการร่ายรำอันอ่อนช้อย เสื้อผ้าการแต่งกายเฉพาะถิ่น ผสานกับดนตรีแบบพื้นเมือง คือการแสดงพื้นบ้านที่ชาวเชียงคานใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง รวมถึงพวกเราด้วย เป็นเพลงที่ร้อง รำ ฟ้อน ด้วยความสนุกสนาน สืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน เนื้อหาและท่ารำล้วนสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนเชียงคานที่อาศัยแม่น้ำโขงเป็นเสมือนเส้นโลหิตหล่อเลี้ยงชีวิต
การละเล่นผีขอน้ำ เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวนาซ่าว อำเภอเชียงคาน ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวไทพวน นิยมจัดขึ้นในช่วงงานบุญเดือน ๖ เพื่อบูชาบรรพบุรุษ ผีเจ้าปู่ เจ้าย่า ตลอดจนผีบรรพบุรุษในหมู่บ้านได้ปกปักรักษา คุ้มครองตนเองและคนในหมู่บ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข ทำมาหากินได้อย่างอุดมสมบูรณ์ สาเหตุที่เรียกว่าผีขนน้ำนั้น เนื่องจากงานนี้อยู่ในช่วงงานบุญเดือน ๖ ของทุกปี จะมีฝนตกทุกครั้ง ผู้ที่เล่นผีขนน้ำส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่มและเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน โดยการจัดเตรียมแต่งตัวหัวผีขนของตัวเอง ทำจากไม้เนื้ออ่อนมาสลักเป็นรูปหน้ากาก วาดลวดลายลงสีต่าง ๆ ตามความเชื่อและจินตนาการเพื่อให้ดูน่ากลัว จากนั้นนำผ้าจากที่นอนเก่าไม่ใช้แล้วมาทำเป็นตัวเสื้อผีขนน้ำ ทำให้นุ่นที่ติดอยู่กับที่นอนฟุ้งกระจายไปทั่วขณะเต้นรำ มีอุปกรณ์ในการให้จังหวะคือ ตีเคาะหรือขอลอ พร้อมมัดโป่งติดไว้ด้านหลังลำตัว การละเล่นผีขนน้ำจะเต้นรำอย่างสนุกสนาน โดยผู้เข้าร่วมขบวนจะตีกลอง ตีเคาะ ปรบมือ เป่าแคน ดีดพิณ เกิดจังหวะสนุกสนานไปตลอดขบวน ที่บ้านนาซ่าวยังมีการสาธิตการเพ้นท์หน้ากากผีขนน้ำ และให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือเพ้นท์เพื่อเป็นของที่ระลึกติดมือกลับบ้านไปด้วย

ทำผ้าห่มนวมฝ้าย
     โรงหีบฝ้ายบ่วยเฮียง เป็นโรงหีบฝ้ายแห่งแรกของเชียงคาน ที่ยังคงสืบสานการทำผ้าห่มนวมฝ้ายแบบดั้งเดิม ซึ่งต้องใช้ฝีมือ และความชำนาญอย่างยิ่ง  ป้าบุญมี จันทร์อ้วน เล่าว่า “แม้ว่าเชียงคานจะไม่มีการปลูกฝ้ายเช่นในอดีต ก็อาศัยซื้อมาจากลาวประเทศเพื่อนบ้าน นำดอกฝ้ายมาหีบ เอาเมล็ดออก ตี ใส่กวัก นำใส่แม่แบบ โดยการโยงเส้นด้ายบนแม่แบบก่อน โยงทั้งหมด ๔ ชั้น ตรง ๒ เฉียง ๒ ทำถี่และละเอียดมาก จากนั้นนำฝ้ายมาปูบนแม่แบบ เกลี่ยให้เท่ากัน ไม่เช่นนั้นผ้าห่มจะออกมาไม่สวย ความหนาของผ้าห่มอยู่ที่น้ำหนักของฝ้าย อยู่ที่ ๒ – ๓ กิโลกรัมแล้วแต่คนชอบ ที่สำคัญฝ้ายของเราไม่ได้ใส่สีสังเคราะห์ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ชอบ” ในอดีตคนเชียงคานปลูกฝ้ายกันเยอะมาก และทำผ้าห่มนวมฝ้ายกันแทบทุกครัวเรือน ทั่วทั้งอำเภอเลยทีเดียว แต่ปัจจุบันคนในพื้นที่หันไปทำอาชีพอื่นกันมาก จึงไม่มีการปลูกฝ้าย และทำผ้านวมฝ้ายอีกแล้ว ต้องซื้อฝ้ายจากลาว ซึ่งดูเหมือนคนลาวก็จะปลูกฝ้ายน้อยลงด้วยเช่นกัน เท่านั้นไม่พอ ยังมีผ้าห่มนวมจากที่อื่นมาตีตลาด ซึ่งราคาถูกกว่าที่นี่มาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้โรงหีบฝ้ายบ่วยเฮียงสั่นคลอน

     “เมื่อหลายปีก่อนเกือบจะเลิกทำแล้ว แต่รู้สึกเสียดาย อยากให้คนรุ่นหลังที่มาเยือนเชียงคานได้ชื่นชม ให้ผ้าห่มนวมฝ้ายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเชียงคาน”

      ดังนั้นการอนุรักษ์จึงต้องควบคู่ไปกับการประยุกต์ พัฒนา โดยลูกสาวของป้าบุญมีบอกให้ทำผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อเปิดตลาดให้กว้าง ดังนั้นนอกเหนือจากผ้าห่มนวมฝ้ายแล้ว หน้าร้านของบ่วยเฮียงจึงมีทั้งผ้าพันคอ ผ้าห่มทอมือ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าเช็ดมือ และผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นที่รู้จักทั่วเชียงคานและพื้นที่ใกล้เคียง ป้าบุญมียังคงสืบสานการทำผ้าห่มนวมฝ้ายด้วยความภาคภูมิใจ สุขใจ แต่ให้หวั่นใจว่า จะสิ้นสุดในยุคนี้ เพราะปัจจุบันยังไร้ผู้สืบทอด

เครื่องใช้จักสาน
     จากกอบงซึ่งเป็นไม้ตระกูลเดียวกับไผ่แต่ไม่มีหนาม ถูกนำมาตัด ทำให้เป็นเส้นนิ่มและเหนียว ตากแดด พรมน้ำเล็กน้อย สานเป็นภาชนะต่าง ๆ เช่น กระติบข้าวเหนียว หวดนึ่งข้าวเหนียว โคมไฟ ภาชนะสำหรับใส่ของทำบุญ งอบ พัด เป็นต้น ฝีมือลุงอ้วน โสคำ ป้าสมบูรณ์ โสคำ และลุงคูณ จงใจ ซึ่งปัจจุบันทำไว้ใช้เอง และจำหน่ายเป็นรายได้ให้แก่ครอบครัว งานจักสานเป็นงานละเอียด ประณีต พิถีพิถัน ต้องใช้สมาธิและความอดทน ปัจจุบันจึงหาผู้สืบทอดได้ยาก

การนวดยองเส้น
     นวดยองเส้น แม่คำก้อย อันขึ้นชื่อ ด้วยศาสตร์การนวดอันโดดเด่น แตกต่าง ผสมผสานภูมิปัญญาจากคนเฒ่าคนแก่ กอปรกับการศึกษาเรื่องเส้นในร่างกายตามหลักทางการแพทย์ โดยใช้เท้านวดเป็นหลัก มีเทคนิคคือการผูกผ้าขาวม้าไว้ที่ขื่อ เพื่อให้ผู้นวดสามารถยกตัว ทิ้งตัวตามน้ำหนักที่ต้องการได้ ปัจจุบันมีท่านวดที่เกิดจากการศึกษาและคิดค้นขึ้นมาเองกว่า ๑๐๐ ท่า เมื่อนวดเสร็จจะมีการบำบัดโดยใช้หินมาวางทับกดจุดตามหน้าท้อง ฝ่ามือ ใบหน้า เพื่อความผ่อนคลาย

เน้นศิลปะกระดาษ
     นอกจากงานจักสานแล้ว ลุงคุณ จงใจ ยังเป็นผู้สืบสานงานศิลปะจากกระดาษด้วย โดยได้วิชามาจากครู ตัดเป็นลวดลายต่าง ๆ เช่น สร้อยสา เกศกษัตริย์ ข้าวหลามตัด พวงมาลัย เชิงชายหรือบัวคว่ำบัวหงาย ตีนตะขาบ จักรหรือกงจัก ดาว ใบผักแว่น ดอกมะลิ ปีกจักจั่น เป็นต้น สำหรับใช้ประดับประดาในงานต่าง ๆ เช่น งานบวช งานศพ งานกองหดหรือหดสรงซึ่งเป็นพิธียกย่องเชิดชูพระสงฆ์ที่ประพฤติดี ลุงคูณพยายามพัฒนาลวดลายใหม่ ๆ แต่ยังคงอนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมไว้ ปัจจุบันลุงคูณได้รับการยกย่องเป็นครูศิลป์แห่งแผ่นดินที่พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้สนใจ ทั้งยังตระเวนเป็นวิทยากรพิเศษตามโรงเรียนต่าง ๆ ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ด้วยหวังให้งานตัดกระดาษเป็นหนึ่งศิลปะ ภูมิปัญญาที่มีผู้สืบทอด

ผาสาดลอยเคราะห์
     พิธีกรรมความเชื่อเพื่อขจัดปัดเป่าเคราะห์ภัยของคนเชียงคานที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ผาสาดมีลักษณะคล้ายกระทงทำจากกาบกล้วย โดยการทำฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ตกแต่งด้วยกรวยใบตอง ดอกไม้ ขี้ผึ้งหรือเทียน เมือตกแต่งเสร็จแล้วใส่เส้นผมหรือเล็บของตนเองลงไป จากนั้นนำไปลอยที่แม่น้ำโขง เพื่อให้สิ่งที่ไม่เป็นมงคลไหลไปกับสายน้ำ โดยนักท่องเที่ยวสามารถลงมือทำผาสาด และนำไปลอยเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง

เลาะแก่งคุดคู้
     จากตัวอำเภอเชียงคานประมาณ ๓ กิโลเมตร พบกับสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ “แก่งคุดคู้” ที่มีตำนานการก่อเกิดแก่งหินขนาดใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขงเกือบจรดสองฝั่งไทย-ลาว มีกระแสน้ำเชี่ยวกรากไหลผ่านช่องแคบ ๆ บริเวณใกล้ฝั่งไทย ให้นักท่องเที่ยวได้สูดอากาศบริสุทธิ์ พักผ่อนหย่อนใจ สัมผัสบรรยากาศริมฝั่งโขงอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีอาหารพื้นถิ่น เสื้อผ้า ของที่ระลึกให้ได้เลือกซื้อกันอีกด้วย สำหรับช่วงชมแก่งคุดคู้ที่ดีที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปีซึ่งเป็นเวลาที่น้ำแห้ง มองเห็นเกาะแก่งชัดเจน และสามารถเดินลงไปเพื่อสัมผัสบรรยากาศของริมน้ำโขงได้อย่างใกล้ชิด

ดูวิถีไทดำ
     เยี่ยมชมวิถี วัฒนธรรมของชาวไทดำ ณ บ้านนาป่าหนาด ห่างจากตัวเมืองเชียงคาน ประมาณ ๑๗ กิโลเมตร ทึ่งกับภูมิปัญญาศิลปะผ้าทอมือ มรดกตกทอดที่ทำสืบต่อกันมากว่า ๑๐๐ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งซิ่นนางหาญ ผ้าซิ่นที่มีลวดลาย โดดเด่น สวยงาม และเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนที่อื่นใด นอกจากนี้ชาวไทดำบ้านนาป่าหนาดยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี การประดิษฐ์ ตุ้มนกตุ้มหนู เพื่อประดับต้นปางเป็นเครื่องบรรณาการในพิธีแซปางของไทดำ เพื่อขอบคุณ “ผีบรรพบุรุษ” หรือ “ผีฟ้า” ผู้ปกป้องรักษาชาวไทดำให้อยู่เย็นเป็นสุข  ในอดีตชาวไทดำเคยตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทดำ บริเวณลุ่มแม่น้ำดำและแม่น้ำแดงในเขตเวียดนามเหนือ เมื่อปี ๒๔๒๕ สมัยสงครามฮ่อ และหลังจากสงครามยุติลง ไทดำส่วนหนึ่งจึงได้อพยพผ่านเข้ามาสู่ประเทศไทย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางภาคกลาง ส่วนกลุ่มสุดท้ายอาศัยอยู่ที่บ้านนาป่าหนาด จังหวัดเลย นี่เอง

สุขล้ำโฮมเสตย์
     เหน็ดเหนื่อยกับการท่องเที่ยวชมศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของชาวเชียงคานมาทั้งวัน ขอเชิญพักผ่อนหในโฮมเสตย์ บ้านของชาวเชียงคานที่แบ่งสรรสำหรับนักท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสกลิ่นอายวิถีเชียงคานอย่างถึงแก่น

     นี่คือเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม (Culdutainment) ริมน้ำโขงเชียงคาน ที่ไม่ได้ให้เพียงความสนุกสนานเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวยังได้ร่วมศึกษา เรียนรู้ สู่การอนุรักษ์ พัฒนา สืบสานวิถีชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาของเชียงคานอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยความร่วมมือของภาครัฐ องค์กรและชุมชน

     เที่ยวแบบ Culdutainment ณ เชียงคาน…ปั่นจักรยาน ชมบ้านไม้เก่า คละเคล้าธรรมชาติ ตักบาตรข้าวเหนียว เที่ยววัดสำคัญ อาหารพื้นถิ่น หอมกลิ่นมะพร้าวแก้ว เพริศแพร้วลีลา ท่ารำเบิ่งโขง ผสมโรงดนตรี ละเล่นผีขนน้ำ ทำผ้านวมฝ้าย เครื่องใช้จักสาน การนวดยองเส้น เน้นศิลปะกระดาษ ผาสาดลอยเคราะห์ เลาะแก่งคุดคู้ ดูวิถีไทดำ สุขล้ำโฮมเสตย์

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๑๒ กันยายน ๒๕๕๙

“ระบำชาวดินรำพัน” ลีลาจากหัตถศิลป์พื้นถิ่น เครื่องปั้นดินเผา

1608595

“ระบำชาวดินรำพัน” ลีลาจากหัตถศิลป์พื้นถิ่น เครื่องปั้นดินเผา
หนึ่งในเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมชุมชนทุ่งหลวง คีรีมาศ สุโขทัย

1608593 1608594

      “ระบำชาวดินรำพัน” เมื่อแรกได้ยินชื่อนี้ ก็ให้คิดว่าคงเป็นศิลปะการแสดงที่เปรียบเปรยชาวดินผู้ต่ำต้อยกับชาวฟ้าผู้สูงศักดิ์ จนกระทั่งได้ลงพื้นที่ศึกษาและพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวแบบใหม่ ในนามของสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร ณ ตำบลทุ่งหลวง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย จึงได้ถึงบางอ้อว่า ระบำชาวดินรำพันนั้นหมายถึงดินจริง ๆ

     “Culdutainment คือการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมอย่างสนุกสนาน อยากเรียนรู้ และอยากกลับมาเที่ยวใหม่ เป็นการท่องเที่ยวอย่างเก๋ไก๋ เที่ยวแบบอยากเรียนรู้พื้นถิ่นอย่างลึกซึ้ง และระบำชาวดินรำพันคือหนึ่งในเส้นทางการท่องเที่ยวของชุมชนทุ่งหลวง นับเป็นนวัตกรรมของชุมชนทุ่งหลวง เพราะเป็นการนำรูปแบบและเรื่องราวของเครื่องปั้นดินเผา มาประยุกต์เป็นท่วงท่าระบำ โดยชุมชนช่วยกันคิดประดิษฐ์ขึ้นมาเอง” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน เกริ่นถึงที่มา

     “ระบำชาวดินเป็นการแสดงพื้นบ้านของชุมชนชาวทุ่งหลวง เพื่อต้องการเล่าเรื่องเครื่องปั้นดินเผาที่มีมาแต่โบราณให้แก่เด็กรุ่นหลังได้รู้จัก ภาคภูมิใจ และต้อนรับนักท่องเที่ยว แขกบ้านแขกเมือง โดยเป็นการเล่าผ่านเสียงเพลงและท่วงท่าระบำที่ชุมชนช่วยกันคิด ช่วยกันแต่งขึ้นมา” นายวันชัย โมรัษเฐียร รองนายกเทศมนตรีตำบลทุ่งหลวง เล่าถึงความเป็นมาและความสำคัญของการแสดงชุดนี้

     ป้าเฉลิม เสาวนิตย์ คนในชุมชนบ้านทุ่งหลวง หนึ่งในผู้ประดิษฐ์ท่ารำระบำชาวดินรำพัน เล่าว่า “การแสดงระบำชาวดินนี้มีผู้แสดงทั้งหมด ๑๕ คน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นปู่ ย่า ตา ยายในชุมชนนี่เอง โดยเล่าเรื่องตั้งแต่เมืองสุโขทัย มีพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีโบราณสถาน โบราณวัตถุที่สำคัญ สาเหตุที่ต้องเล่าเรื่องเมืองสุโขทัยก็เนื่องมาจากมีความเกี่ยวข้องกับเครื่องปั้นดินเผาของชาวทุ่งหลวง นั่นคือ ในอดีตพระยาลิไททรงโปรดปรานงานฝีมือมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องปั้นดินเผา ท่านได้นำหม้อกรัน ซึ่งเป็นเครื่องปั้นดินเผาสิริมงคลของบ้านทุ่งหลวงไปมอบให้กับเพื่อนของท่าน”

     คำบอกเล่าของป้าเฉลิมสอดคล้องกับตำนานเครื่องปั้นดินเผาของทุ่งหลวงที่ว่า เป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุโขทัย มีกรรมวิธีการผลิตที่สืบทอดภูมิปัญญามาจากบรรพบุรุษอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สืบต่อกันมายาวนาน ดังปรากฏในบันทึกของสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์เมื่อครั้งเดินทางมาสำรวจมณฑลพิษณุโลก เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๔๔ ความตอนหนึ่งว่า “วันที่ ๑๘ เวลาตื่นนอนตอนเช้า พระยาสุโขทัยเอาหม้อกรันมาให้ ๓ ใบ เป็นหม้อที่ตั้งใจทำอย่างประณีตภาษาบ้านนอก เขาทำที่บ้านทุ่งหลวง อยู่ใต้เมืองสุโขทัยฝั่งตะวันตก หม้อใหญ่กระพุงเกือบ ๒ ศอก เขาก็ทำ มีชุมพละสีหสงครามให้มาแต่วัง ไม้ขรก็มี”

     หม้อกรันที่กล่าวถึงนี้ ในบันทึกของสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ระบุไว้ว่า เป็นหม้อน้ำในสมัยโบราณที่เป็นรูปแบบเฉพาะของบ้านทุ่งหลวง ด้วยกรรมวิธีการผลิตทำให้หม้อกรันมีความเย็นกว่าหม้อปกติทั่วไป นอกจากนี้หม้อกรันยังเป็นหม้อสิริมงคล ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่ครั้งสมัยพระร่วงครองเมืองสุโขทัย โดยใช้เป็นวัตถุมงคลสำหรับการขึ้นบ้านใหม่ การแต่งงานออกเรือน และมีความเชื่อว่าสามารถป้องกันสิ่งที่ไม่ดี สิ่งชั่วร้ายได้ มีความหมายดังนี้

ฝาปิด เรียกว่า ฝาระมี หมายถึง ความมั่งมีศรีสุข
กระพุง หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ มีกิน มีใช้
ฐาน หมายถึง รากฐานในความมั่นคงในการดำรงชีวิต

     นายวันชัย โมรัษเฐียร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในอดีตชาวทุ่งหลวงนิยมนำหม้อกรันมาใส่น้ำดื่ม รวมถึงใช้เก็บข้าวปลาอาหารต่าง ๆ เพื่อเป็นการถนอมอาหาร เรียกว่าแทนตู้เย็นในสมัยนี้ได้อย่างสบาย ๆ” หากถามถึงใจความสำคัญของการแสดงระบำชาวดินรำพัน แน่นอนว่าเป็นการถ่ายทอดเรื่องราว กระบวนการทำเครื่องปั้นดินเผา โดยป้าเฉลิมเน้นว่า “ที่เห็นย่ายายกระเดียดกระด้ง กระจาด เป็นการสื่อให้เห็นว่าสมัยก่อนทำเครื่องปั้นดินเผาไว้ใช้ในการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ค้าขาย โดยนำดินเผาไปแลกอาหารและสิ่งจำเป็น เช่น ข้าว ข้าวเปลือก ถ่าน กล้วย อ้อย แลกแบบไหต่อไห หม้อต่อหม้อ ส่วนเกวียนแสดงถึงการขนส่ง นำดินเผาใส่เกวียนไปแลกที่หมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งใช้เวลาในเดินทางกันเป็นเดือน ๆ”

เรียกได้ว่า ทุกลีลา ท่วงท่าการแสดงล้วนมีความหมายทั้งสิ้น

    การแบกฟืน สื่อว่า การเผาเครื่องปั้นดินเผาในอดีตใช้ฟืนไม้ไผ่ป่าเท่านั้น เพราะเวลาเผาเมื่อความร้อนได้ที่จะมีความแรงสูงถึง ๘๐๐ – ๙๐๐ องศา
    การถือพระพิฆเนศ แม่พระธรณี เป็นการบอกเล่าเก้าสิบ ขออนุญาตก่อนลงมือทำเครื่องปั้นดินเผา พร้อมการถือบายศรี เป็นการสักการะบูชา
    การหาบดิน ถือจอบ  สื่อให้รู้ว่า สมัยก่อนไม่มีรถ การขุดดินต้องถือจอบ หาบตะกร้าไปขุดดิน ขนทราย แล้วนำมาแช่น้ำ ใช้เท้าย่ำ เพราะไม่มีรถอัดดินเหมือนปัจจุบัน

     “สื่อทุก ๆ ชิ้นล้วนสื่อให้เห็นการทำเครื่องปั้นดินเผาในอดีตที่ใช้มือทั้งหมด ตั้งแต่การเหยียบดินด้วยเท้าในรางไม้ ซึ่งใช้เวลานานมากกว่าดินกับทรายจะเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นก็คั้นเพื่อหาก้อนกรวดออก ปั้นก้อน ขึ้นรูปบนแป้นไม้ แล้วนำมาตีอีกครั้งหนึ่ง” เรียกว่ากว่าจะได้หม้อสักใบต้องใช้เวลาและความมุ่งมั่นอุตสาหะไม่ใช่น้อย เมื่อถามถึงการสืบทอดการแสดง  “ระบำชาวดินรำพัน” เป็นที่น่ายินดีว่า จากรุ่นปู่ย่าตายายได้มีการสืบทอดมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน โดยป้าเฉลิมเล่าว่า  “ทางโรงเรียนวัดลายมิตรภาพและโรงเรียนวัดกลางได้นำระบำชาวดินของรุ่นยายไปประยุกต์ สอนให้นักเรียนที่สนใจ โดยเน้นการถือเครื่องปั้นดินเผา เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์มากขึ้น ส่วนเพลงจะเป็นเพลงเดิม” 

     ระบำชาวดินรำพันรุ่นเด็ก นับเป็นกลยุทธ์การสืบทอดด้วยวิธีประยุกต์ให้มีความร่วมสมัย ส่วนชาวดินรำพันรุ่นยายคือการอนุรักษ์ การสะท้อนกลิ่นอายดั้งเดิม ความเป็นธรรมชาติ ชีวิตชีวา อันสุดแสนทรงเสน่ห์ ระบำชาวดินรำพันคือหนึ่งในการรังสรรค์ภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมในท้องถิ่น ตั้งแต่วัดโบราณ ชุมชนโบราณ เครื่องปั้นดินเผา พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่น โฮมเสตย์ และศิลปะการแสดง อันสะท้อนวิถีชีวิตของชาวทุ่งหลวงอำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่รอให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจไปยลเยือน

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๙

มหาวิทยาลัยนเรศวรพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนทุ่งหลวง คีรีมาศ สุโขทัย

4

มหาวิทยาลัยนเรศวรพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวชุมชนทุ่งหลวง คีรีมาศ สุโขทัย
เรียนรู้คู่ความสนุกสนาน สู่การสืบสานศิลปวัฒนธรรม

1 2 3

     เพราะศิลปวัฒนธรรมคือรากเหง้าแห่งตัวตน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษา อนุรักษ์และสืบทอด “นั่นคือโจทย์สำคัญของสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้พันธกิจด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม นำมาสู่การจัดการการท่องเที่ยวชุมชนเชิงศิลปวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด “Culdutainment” ที่ก่อให้เกิดความสนุกสนานผสมผสานการเรียนรู้ นำไปสู่ความเข้าใจ อันเป็นแนวทางสำคัญในการศึกษาและพัฒนาการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างจิตสำนึกและเพิ่มมูลค่าให้แก่ตลาดผ่านการท่องเที่ยว มุ่งรักษาคุณค่าของชุมชนท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายคือ ตำบลทุ่งหลวง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวรเล่าถึงแนวคิด

     การลงพื้นที่ศึกษาวิถีชีวิต แหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนวัฒนธรรม ประเพณีของชาวทุ่งหลวง ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเทศบาลตำลทุ่งหลวง นำโดยนายวันชัย โมรัษเฐียร รองนายกเทศมนตรีตำบลทุ่งหลวง

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล เล่าถึงกระบวนการว่า “เราเริ่มต้นจากวิถีดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย อันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน นั่นคือ เครื่องปั้นดินเผา โดยการศึกษาค้นคว้าวิธีการปั้นแบบดั้งเดิมคือการปั้นมือ ไปจนถึงการปั้นขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน และการปั้นหล่อ จากนั้นเชื่อมโยงโดยให้ศิลปะองค์ความรู้ของวิชาชีพการปั้นเหล่านี้ไปสู่การท่องเที่ยว โดยการศึกษาว่าทุ่งหลวงมีแหล่งท่องเที่ยวอะไรบ้าง”

     การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมชุมชนทุ่งหลวง เริ่มจากการเรียนรู้ ลงมือทำเครื่องปั้นเดินเผาที่มีแทบทุกหลังคาเรือน ตามมาด้วยการทำน้ำตาลโตนดที่ปลูกกันมาแต่โบราณ ทั้งน้ำตาลสด การเคี่ยว การหยอดน้ำตาลปึก ชิมจาวตาล ลอนตาลสดหวานหอมชื่นใจ หรือจะนำไปเชื่อม ไปปรุงเป็นอาหารหวาน คาวได้อย่างหลากหลาย

     ถึงเวลาเตรียมอาหารกลางวัน ช่วยหยิบ ช่วยจับ และอิ่มอร่อยกับอาหารพื้นบ้าน ได้แก่ ชะเริ่มไก่ ขนมพับและขนมดอกดิน อิ่มท้องแล้วภาคบ่ายไปไหว้พระในวัดลายและวัดดุสิตตาราม โดยวัดลายมีโบสถ์ วิหาร โบราณสถานเก่าแก่อายุนับร้อยปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลาการเปรียญที่หน้าบันมีลวดลายแกะสลักรูปครุฑและเทพพนมที่มีลักษณะพิเศษ แตกต่างจากทั่วไป นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดลายที่รวบรวมเครื่องปั้นดินเผาข้าวของเครื่องใช้โบราณ ซึ่งสถานอารยธรรมศึกษาโขง-สาละวินได้เข้ามาจัดหมวดหมู่ เพื่อทำทะเบียนวัตถุแต่ละชิ้น ส่วนวัดดุสิตตาราม มีจุดเด่นคือ สถาปัตยกรรม ลวดลาย จิตรกรรม สะท้อนอารยธรรมการแลกเปลี่ยนกับชุมชนจีนและมอญ

     ตกเย็น ปั่นจักรยานชมชุมชนโบราณ อาคารบ้านเรือนในแต่ละยุคสมัย พร้อมวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม บอกเล่าประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นธรรมชาติ ชมสวนแตงโมขนาด 500 ไร่ ถ่ายภาพนกเป็ดน้ำจำนวนหลายพันตัว แถมมีควายเผือกซึ่งเป็นขวัญใจของเหล่านักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ เมื่อตะวันตกดิน พักผ่อนในโฮมเสตย์ เก็บผัก ผลไม้ เตรียมอาหารมื้อค่ำ สังสรรค์พร้อมชมการศิลปะการแสดงระบำชาวดินรำพัน ด้วยลีลาการบอกเล่าวิถีและกระบวนการทำเครื่องปั้นดินเผา ตั้งแต่การเตรียมดิน การปั้น จนสำเร็จเป็นผลิตภัณฑ์

     เมื่อการลงพื้นที่ศึกษา รวบรวมข้อมูลเสร็จสมบูรณ์ จะมีการจัดอบรมมัคคุเทศก์ อบรมเส้นทางการท่องเที่ยวให้แก่คนในชุมชน เพื่อพร้อมรับผู้มาเยือน

จากวิถี เรื่องราวอันหลากหลาย ชวนให้มาศึกษาท่องเที่ยว ดื่มด่ำกับอารยธรรมแห่งทุ่งหลวง
…ชุมชนโบราณ อาหารพื้นถิ่น ดินเผาเลื่องชื่อ คือท่วงท่าระบำ หอมล้ำตาลโตนด โจษจันวัดเก่า บ้านเราโฮมเสตย์…

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๙

มหาวิทยาลัยนเรศวรศึกษาการเปลี่ยนแปลงของชุมชนชาวม้ง ณ บ้านใหม่ร่องกล้า นครไทย

120525595

มหาวิทยาลัยนเรศวรศึกษาการเปลี่ยนแปลงของชุมชนชาวม้ง ณ บ้านใหม่ร่องกล้า นครไทย
ประกอบงานวิจัย “การจัดการชุมชนท่องเที่ยวภูลมโลและพื้นที่เชื่อมโยงอย่างยั่งยืน”

120525593 120525594

     “ซากุระเมืองไทย” หรือ “นางพญาเสือโคร่ง” ดอกสุดท้าย ณ ภูลมโล ร่วงโรยไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่พวกเราชาวสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร มาเยือนที่นี่ในช่วงเดือน ๖ สัมผัสกับอากาศอันแสนอบอ้าวร้อนระอุ ด้วยภารกิจ “การรวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของชุมชนชาวม้ง บ้านใหม่ร่องกล้า อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก” ซึ่งเป็นชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระแสการท่องเที่ยวภูลมโล เพื่อประกอบงานวิจัย “การจัดการชุมชนท่องเที่ยวภูลมโลและพื้นที่เชื่อมโยงอย่างยั่งยืน”

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวถึงการดำเนินงานว่า

      “การลงพื้นที่ ณ บ้านใหม่ร่องกล้าครั้งนี้ เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมพื้นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในหมู่บ้าน ตลอดจนศึกษาผลกระทบจากกระแสท่องเที่ยวภูลมโลในด้านต่าง ๆ โดยอาศัยแนวคิดทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชองชุมชน แนวคิดด้านการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจของชุมชน”

      “ข้อมูลที่ได้จะนำไปประกอบในงานวิจัย ‘การจัดการชุมชนท่องเที่ยวภูลมโลและพื้นที่เชื่อมโยงอย่างยั่งยืน’ เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-เลย ในรูปแบบการจัดการร่วมของชุมชนท่องเที่ยวหลายพื้นที่หลายหน่วยงาน บนฐานนิเวศวัฒนธรรมร่วมกัน โดยมีที่ปรึกษาคือผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชุลีรัตน์ จันทน์เชื้อ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม ทีมวิจัยของดร.วารัชต์ มัธยมบุรุษ มหาวิทยาลัยพะเยา อาจารย์มณฑล ศรีสุข มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และพันโท ดร.รุ่งคุณ มหาปัญญาวงศ์”

     ภารกิจของเราเริ่มต้นด้วยการเดินสำรวจรอบหมู่บ้าน พูดคุย ทักทาย ถ่ายภาพ และการสัมภาษณ์คนในชุมชน เข้าบ้านโน้นออกบ้านนี้ บ้างก็เดินหลงกว่าจะพบคนที่ต้องการ การแบ่งสายกันไปวัด โบสถ์ โรงเรียน โฮมเสตย์ ร้านขายของชำ ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม จากนั้นเริ่มออกนอกหมู่บ้าน พวกเราเดินเท้าไปยังไร่กะหล่ำปลี ระยะทางกว่า ๑ กิโลเมตร เพื่อพบกับคุณป๋อ วชิรวงศ์วรกุล ประธานกรรมการการท่องเที่ยวชุมชนบ้านใหม่ร่องกล้า ซึ่งเป็นชาวม้ง มีอาชีพหลักคือเกษตรกรรม ที่ทรหดที่สุดก็เห็นจะเป็นการหยิบยืมรถจักรยานยนต์ของชาวบ้าน แบ่งสายกันไต่ขึ้นเขา ฝ่ามวลฝุ่น ดงกรวดหิน เส้นทางอันขรุขระ เต็มไปด้วยหลุม บ่อ มุ่งไปยังรีสอร์ทต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้านและครอบคลุมที่สุด

     “เมื่อปี ๒๕๕๑ ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โดยมีอาจารย์ชุลีรัตน์ จันทร์เชื้อ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เข้ามาสำรวจพื้นที่ในหมู่บ้านว่ามีดีอะไร มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรบ้าง ตอนนั้นเริ่มมีการปลูกซากุระกันแล้ว ใช้เวลาเกือบ ๒ ปี ในการศึกษาวิจัย สรุปได้ว่าสามารถจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ๖ โปรแกรมคือ เกษตร ประวัติศาสตร์การต่อสู้สมัยพรรคคอมมิวนิสต์ ประเพณีและวัฒนธรรม ธรรมชาติ สมุนไพร โฮมสเตย์ และเรื่องสุดท้ายที่เราเปิดคือ ภูลมโล ซึ่งเป็นตัวหลักทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามา” คุณป๋อ วชิรวงศ์วรกุล ประธานกรรมการการท่องเที่ยวชุมชนบ้านใหม่ร่องกล้า เล่าถึงจุดเริ่มต้นการท่องเที่ยว

     บ้านใหม่ร่องกล้ามีลักษณะพิเศษ คือ เป็นชุมชนที่มีชาวม้งอาศัยอยู่มายาวนาน ในจำนวนกว่า ๑๐๐ หลังคาเรือน มีคนไทยประมาณ ๑๐ – ๒๐ หลังเท่านั้น มีทั้งกลุ่มนับถือผีบรรพบุรุษ กลุ่มนับถือศาสนาพุทธ และกลุ่มนับถือศาสนาคริสต์ ที่นี่จึงมีทั้งวัด โบสถ์ และพิธีกรรม ความเชื่อ อันหลากหลาย ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว แครอท พลับ เผือกหอม ข้าวโพด เป็นต้น

     สำหรับการปลูกซากุระหรือนางพญาเสือโคร่งนั้น คุณจู ลีชานนท์ ชาวม้งเล่าว่า “เมื่อก่อนก็ปลูกแครอท เผือก กะหล่ำปลี พอเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว ส่งลูกเรียนได้ ต่อมาคิดปลูกซากุระ จึงทำโครงการขอพันธุ์มา ทางหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าก็เสนอให้เราปลูกซากุระบนพื้นที่ของอุทยาน โดยปลูกพืชผักของเราไปด้วย พอซากุระโตก็ให้เราย้ายออก พวกเราก็ปลูกได้ ๓ ปี แล้วมอบคืนให้ทางอุทยานฯ”

     เมื่อซากุระเติบโต เบ่งบาน สะพรั่ง ทั่วทั้งภูเขา จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก เล่าขาน บอกต่อ จนเกิดเป็นเทศกาลซากุระเมืองไทยบานที่ภูลมโล บนพื้นที่ ๔,๐๐๐ ไร่ ในช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ของทุกปี กลายเป็นกระแสการท่องเที่ยวที่โหมกระหน่ำอย่างรวดเร็ว ชุมชนบ้านใหม่ร่องกล้าจึงเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงชนิดที่ตั้งตัวไม่ทัน ชุมชนต้องมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

จากอาชีพเกษตรกรรมดั้งเดิมสู่ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว

      เมื่อถึงฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ ของทุกปี บ้านใหม่ร่องกล้าจะเข้าสู่ระบบการบริหารจัดการรูปแบบใหม่ นั่นคือ หันมาประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยว เช่น รถบริการพานักท่องเที่ยวขึ้นภูลมโล คันละ ๘๐๐ บาท การเปิดบ้านโฮมสเตย์ในอัตรา ๑๘๐ – ๒๐๐ บาทต่อคน การสร้างบ้านพักรีสอร์ท มีตั้งแต่ราคา ๑,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ บาท การจำหน่ายพืช ผัก ผลไม้ ที่ปลูกเป็นอาชีพและที่ปลูกเพิ่มเติมในช่วงเทศกาล เช่น สตรอเบอรี, มัลเบอรี่ เป็นต้น รวมถึงเสื้อผ้า ของที่ระลึกต่าง ๆ ตลอดจนร้านขายของชำ ร้านอาหารและเครื่องดื่มที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พอหมดฤดูกาลท่องเที่ยวก็กลับมาทำเกษตรกรรมเหมือนเดิม“เรามีการท่องเที่ยวชุมชน บริหารจัดการเอง โดยที่ทางส่วนกลางไม่เข้ามายุ่ง เพียงแต่

     ว่าหน่วยงานส่วนกลางเป็นพี่เลี้ยงให้เรา เป็นที่ปรึกษา เช่น เจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อาจารย์จากราชภัฏพิบูลสงคราม มีกรรมการทั้งหมด ๗ คน ผมเป็นประธานกลุ่ม ชื่อว่า ชมรมท่องเที่ยวบ้านใหม่ร่องกล้า” ป๋อ วชิรวงศ์วรกุล กล่าว “พอถึงช่วงเทศกาลเราก็ตั้งร้านขายของหน้าบ้าน มีพืช ผัก ผลไม้ และเราสั่งทำเสื้อยืดสกรีนร่องกล้า หมวก ผ้าพันคอมาจากภูทับเบิก รายได้อยู่ที่ ๒๐,๐๐๐ – ๓,๐๐๐๐ บาทต่อวัน ยังไม่หักต้นทุน เฉพาะต้นทุนก็หมื่นกว่าบาทแล้ว”

     “ร้านนี้เป็นร้านที่ ๓ และมีร้านค้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขายให้คนในชุมชนนี่แหละ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเรื่อย ๆ นะ ไม่ใช่ช่วงเทศกาลก็มี และยังมีคนที่เข้ามาเก็บข้อมูลแบบน้อง ๆ อีก” คำบอกเล่าของณัฐรดา อินสูง ชาวไทยพุทธ เจ้าของณัฐรดาโฮมสเตย์, ร้านขายของชำ, ร้านอาหารและเครื่องดื่ม, ปลูกผักกาดขาวและกาแฟพันธุ์อาราบิก้า

     “ชุมชนเดียวนี้มีการปรับตัวมากขึ้น ขึ้นอยู่กับเรื่องของเศรษฐกิจ ทุกคนเริ่มหันมาทำการท่องเที่ยวกันหมด ถ้าหมดช่วงการท่องเที่ยวก็จะไปทำเกษตร หมุนเวียนแบบนี้ทั้งปี ทำให้รายได้ของชาวบ้านมา ๒ ทาง จากเกษตรและการท่องเที่ยว” ผ้า แซ่หว้า ชาวม้ง เจ้าของฮ่องก๋าฮิลล์ โฮมเสตย์และเกษตรกรรม  ขณะเดียวกันด้านการขนส่งพืชผักการเกษตรก็ได้รับผลดีตามไปด้วย

     “เมื่อก่อนเราต้องออกไปขายกันเอง หรือไม่ก็ส่งพ่อค้าคนกลาง ที่หล่มสัก หล่มเก่า เพชรบูรณ์ แต่เดี๋ยวนี้เค้ามารับถึงที่ไร่เลย ได้ราคาดีด้วย เคยได้ไร่ละแสนก็มี บางทีก็หมื่น มันไม่แน่นอน ราคามันอยู่ที่ช่วง” ป๋อ วชิรวงศ์วรกุล แน่นอนว่า สิ่งที่ตามมาก็คือ การเข้ามาของนายทุนเพื่อหาผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว เช่น การสร้างบ้านพักหรือรีสอร์ทผิดจากรูปแบบที่ชุมชนกำหนดขึ้น, รถบริการนักท่องเที่ยวที่เข้ามาโดยไม่หักเปอร์เซนต์ให้ชุมชนตามระบบ, การนำสินค้าพื้นเมืองเข้ามาจำหน่ายในพื้นที่ เป็นต้น

     สำหรับปัญหานี้คุณป๋อเล่าถึงวิธีการแก้ไขว่า “ก่อนที่จะทำวิจัยเรื่องการท่องเที่ยวโดยอาจารย์ชุลีรัตน์ ชาวบ้านคิดว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับการท่องเที่ยวที่นี้ แต่ว่าเดี่ยวนี้ทุกคนอยากจะเข้ามาอยู่ในวงจรของการท่องเที่ยว ต่างจากเมื่อก่อนไม่สนใจเรื่องการท่องเที่ยว ส่วนปัญหาอีกอย่างที่ยังไม่เห็นชัดเจน คือ เรื่องผลประโยชน์ มาจากที่อื่น เช่น รถมาจากที่อื่นเขาพาไป ที่นี้เราจะขอหรือมาช่วยค่าบำรุงมันก็มีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ส่วนเจ้าของบ้านพักนี่โอเค คุยกันรู้เรื่อง ให้ความร่วมมือดี”

เกิดค่านิยมใหม่

     เมื่อคนในชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยว จากสังคมชนบทกลายเป็นสังคมเมืองมากขึ้น เช่น จากบ้านที่เคยเป็นแบบเรียบ ง่าย อิงธรรมชาติ กลายเป็นไม้ ปูน กระเบื้อง มีไฟฟ้า เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภาษาพูด ชาวม้งต้องฝึกพูดภาษาไทยเพื่อให้ขายของได้ จะมีก็แต่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่ยังคงพูดภาษาม้งและแต่งกายด้วยชุดม้งในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้จากที่เคยร่ำเรียนกันในชุมชน เรียนจบก็มาทำเกษตรกรรมของครอบครัว เปลี่ยนเป็นการเรียนในตัวเมือง พอจบการศึกษาขั้นสูงก็หันไปประกอบอาชีพอื่น

     “เมื่อก่อนเป็นบ้านหลวงสร้างให้ เสาก็มี ๖-๙ ต้น และใช้ไม้สานมาทำเป็นผนัง หลังคา แต่เดี๋ยวนี้ เปลี่ยนไปหมดแล้ว การท่องเที่ยวเข้ามาก็ทำให้คนในชุมชนมีเงิน มีเงินก็เริ่มปรับปรุงบ้านเรือนของตนเองให้คงทนขึ้น”

     “สภาพเมื่อก่อนชุมชนลำบากมาก ไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อก่อนไฟฟ้าเข้ามาถึงแค่อุทยานภูหินร่องกล้าแค่ นั้นเอง ไฟฟ้าเข้ามาได้ไม่นานนี่เอง เพราะการท่องเที่ยวนี่ล่ะ”

     วิมล ทองแซก ชาวไทยพุทธ เจ้าของร้านขายของชำ เคยประกอบอาชีพเกษตรกรรม “ส่งลูกไปเรียนในตัวเมืองพิษณุโลก พอเรียนจบก็ไม่กลับมาเลย เหลือคนแก่อยู่สองคน ถ้าไม่ให้เรียน เขาก็ไม่มีความรู้ พอให้เขาเรียนเขาก็มีงานของเขา จะกลับมาเฉพาะช่วงเทศกาล อย่างตอนนี้ก็เหลือคนที่เป็นครู วันที่ ๒๔ นี้ เขาก็ต้องกลับแล้ว คนอื่นเขาไม่มา แต่ครูเขาก็จะกลับมาอยู่กับพ่อแม่สัก ๒-๓ อาทิตย์” จู ลีชานนท์

เกิดพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     บ้านใหม่ร่องกล้ามีการอนุรักษ์วัฒนธรรมประจำพื้นถิ่นของตนเองโดยผ่านการแสดงให้ นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของตนเอง โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวมีกิจกรรมที่ส่งเสริมความเป็นเอกลักษณ์ เช่น ตลาดเด็กดอย ที่นโยบายเริ่มจากครูโรงเรียนร่องกล้าวิทยาเสนอให้เกิดการอนุรักษ์ประเพณีของชาวม้งให้อยู่อย่างยั่งยืนและสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายใต้ความร่วมมือกับชุมชน นอกจากนี้ชาวบ้านยังตั้งร้านค้าหน้าบ้านของตัวเอง เพื่อขายพืชผัก ผลไม้ สมุนไพร โดยถ้าเป็นชาวม้งก็จะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า เพื่อความเป็นเอกลักษณ์และดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยว การจัดงานปีใหม่ม้ง จากแต่เดิมจัดขึ้นเพื่อสืบทอดประเพณีของชาวม้ง ได้มีการปรับรูปแบบเพื่อ

     ต้อนรับนักท่องเที่ยว เช่น การจัดศิลปะการแสดง การจำหน่ายสินค้าพื้นถิ่น การตกแต่งพื้นที่ สถานที่จัดงานให้มีความสวยงาม น่าสนใจ เป็นต้น ซึ่งปีนี้มีการจัดงานปีใหม่ม้งขึ้น เมื่อวันที่ ๑๑ – ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๘

     “งานปีใหม่ม้งเป็นจุดศูนย์รวมของคนในหมู่บ้าน ทั้งชาวม้งและไทยพุทธจะไปสังสรรค์ร่วมกัน มี การละเล่น การขายของ การแสดงต่าง ๆ สนุกสนานมาก ก่อนถึงวันงานก็จะไปช่วยกันจัดสถานที่ให้สวยงาม ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย” ณัฐรดา อินสูง

     อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ได้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ เพราะในขณะเดินเก็บข้อมูลก่อนกลับเราพบกับกลุ่มหญิงม้งสูงอายุที่สวมใส่ชุดม้งแบบเต็มยศ นั่งปักผ้าคาดเอวกันอยู่ คุณป้า คุณยายพูดภาษาไทยไม่ได้เลย โชคดีที่มีสาวม้งหนึ่งคนพูดไทยได้ จึงอาสาเป็นล่ามให้ และแน่นอนว่า ล่ามจำเป็นของเราไม่ได้สวมชุดม้ง

     “คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านซึ่งมีส่วนน้อยไม่ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น บอกว่าขาดความภาคภูมิใจและรู้สึกว่าตัวเองด้อยพัฒนา เช่น การเข้ามาแจกของ การแนะนำให้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาภายนอกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย อาหาร การรักษาสุขภาพ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ”

     เมื่อเราถามถึงผ้าที่กำลังปักอยู่ ล่ามสาวบอกเราว่า “ปักไว้ใส่เอง หรือให้ลูกหลาน ไม่ได้ทำขาย เพราะราคาสูงมาก ใช้เวลาเย็บ เวลาปักเป็นเดือน เวลาเราใส่ขายของ นักท่องเที่ยวถามราคา พอเราบอกไป เขาก็ไม่คิดจะซื้อเลย เพราะราคาสูง”

     ปัญหาขยะ รถติด ที่จอดรถไม่เพียงพอ ที่พักไม่เพียงพอ ดูจะเป็นปัญหาพื้นฐานที่ชาวบ้านใหม่ร่องกล้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ชุมชนได้แก้ปัญหาโดยขอความร่วมมือจากรถบริการนักท่องเที่ยวเก็บขยะลงมาทิ้งในบริเวณที่จัดไว้ในชุมชน การเดินเรื่องขอขยายช่องทางการเดินรถ รวมถึงขอพื้นที่ว่างจากกรมอุทยานแห่งชาติเปิดพื้นที่ว่างบริเวณทางเข้าหมู่บ้านให้เป็นที่จอดรถ ส่วนเรื่องที่พักนั้นชาวบ้านมีการสร้างเพิ่มเติมและเปิดโฮมสเตย์มากยิ่งขึ้น

     วันนี้การเปลี่ยนแปลง ผลกระทบ ปัญหาต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้น ณ บ้านใหม่ร่องกล้า อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ให้คนในชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ หาแนวทางรับมือและแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาบานปลายเช่นเดียวกับแหล่งท่องเที่ยวหลาย ๆ แห่ง อย่างน้อย ๆ เราหวังว่างานวิจัย “การจัดการชุมชนท่องเที่ยวภูลมโลและพื้นที่เชื่อมโยงอย่างยั่งยืน” จักเป็นประโยชน์ต่อชุมชนแห่งนี้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ภูลมโลและบ้านใหม่ร่องกล้า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงวัฒนธรรมอันงดงามและมีคุณค่าอย่างแท้จริง

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์
สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร
นางสาวเพ็ญประภา หมื่นสุดตา, นายนิติวัฒน์ พวงเงิน, นายธีรวัฒน์ ศรีจันทร์ นิสิตฝึกงาน
๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙

รู้จักกี่เอว….หนึ่งเอกลักษณ์ของคนกะเหรี่ยง ณ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

IMG_6873

รู้จักกี่เอว….หนึ่งเอกลักษณ์ของคนกะเหรี่ยง ณ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

เกร็ดงานวิจัย
โครงการสืบค้นตลาดพื้นเมืองกับวิถีชีวิตคนชายแดนแม่สอด จังหวัดตาก

8425591

8425592

     หมู่บ้านกะเหรี่ยง แค่ชื่อหมู่บ้านข้าพเจ้าก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงอยากจะลองเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศแบบคนกะเหรี่ยงดูสักครั้ง สิ่งที่ผู้คนสังเกตและรับรู้ได้ด้วยตนเองว่าคนกลุ่มนี้คือชาวเขาหรือกะเหรี่ยงก็คือการแต่งกายของพวกเขาที่เป็นเอกลักษณ์และดูสวยงามมีสีสันน่ามอง การแต่งกายของคนกลุ่มนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว และมีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ปักลวดลายและเพิ่มสีสันให้ดูสดใสเข้ากับบรรยากาศบ้านป่า

      ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เดินทางไปที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงแห่งหนึ่ง คือ บ้านป่าไร่เหนือ หมู่ที่ ๓ ตำบลพระธาตุ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะทราบอยู่ก่อนแล้วว่าหมู่บ้านกะเหรี่ยง เป็นชนชาติเก่าแก่ชนชาติหนึ่งที่มีวัฒนธรรมและภาษาเป็นของตนเอง เอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นกะเหรี่ยงก็คือ ผ้าทอกะเหรี่ยง หมายถึง ผ้าของชุมชนชาวไทยกะเหรี่ยงที่มีเอกลักษณ์การทอผ้าด้วยกี่เอว การทอนั้นคือผ้าที่ผู้ทอต้องนั่งกับพื้น เหยียดขาตรงไปข้างหน้าทั้งสองข้าง เส้นยืนมีสายหนังคาดรัดโอบไปด้านหลัง ใช้นิ้วหรือไม้ไผ่ซี่เล็ก ๆ สอดด้ายพุ่ง และใช้ไม้แผ่นกระแทกเส้นด้ายให้แน่น กลุ่มชนชาติกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมีกลวิธีการทอผ้าและรูปแบบของผ้าที่ใกล้เคียงกัน

     จากการที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาข้อมูลกี่เอวจากเวบไซต์ ผ้าทอพื้นบ้านกะเหรี่ยง http://www.otoptoday.com/wisdom พบว่าผ้าทอกะเหรี่ยงมีลักษณะวิธีการทอโดยทำลวดลายบนผ้าซิ่น ตัวซิ่นทอลายมัดหมี่สีแดงอมส้มสลับลายทอยกดอก ตีนซิ่นทอลายจกแล้วเย็บกับตัวซิ่น ส่วนเสื้อทำลวดลายด้วยวิธีการปัก ลวดลายด้านในและด้านนอกจะสวยงามสวมใส่ได้ ๒ ด้าน ชนิดของผ้าจะแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท  
๑) เสื้อผู้ชาย
๒) เสื้อผู้หญิงสีขาว (ไชอั่ว) เป็นเสื้อยาวคลุ่มเข่า ใช้สวมใส่ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยมีประจำเดือน เสื้อสี น้ำเงิน (ไช่โพล่ง) เป็นเสื้อที่แสดงถึงการที่ผู้หญิงแต่งงานแล้ว ตัวเสื้อยาวคลุ่มเข่า คอวี ปัก ลวดลายรอบตัว
๓) ย่าม
๔) ผ้าโพกหัว
๕) ผ้าอื่นๆ
ลวดลายมี ๔ กลุ่มลาย ได้แก่
๑) ลายอ่องกึ้ย
๒) ลายอ่องทา
๓) ลายหนึ่ยไก๊ย
๔) ลายเฉะ

     ผ้าทอกะเหรี่ยงมีความสำคัญและมีคุณค่าต่อสังคม บ่งบอกสถานภาพทางสังคม แสดงให้เห็นคุณวุฒิทางจริยธรรมและการควบคุมความประพฤติของผู้สวมใส่ควบคู่กับความสวยงามของลวดลาย ทั้งนี้ ได้มีการส่งเสริมให้นำผ้ามาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น การนำมาใช้ในการสืบสานประเพณี กินข้าวห่อ การส่งเสริมให้พัฒนาเป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ และการส่งเสริมให้เกิดการสืบทอดความรู้ให้อยู่กับชุมชน ปัจจุบันผ้าทอกะเหรี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม คือ การขาดแคลนช่างทอผ้ากะเหรี่ยงรุ่นใหม่ การหมดความนิยมในการใช้ การขาดความต่อเนื่องและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการพัฒนาผ้าทอ และกลายเป็นแค่สัญลักษณ์ของคนกะเหรี่ยง

     การทอผ้าด้วยกี่เอว ในปัจจุบันนิยมทอเพื่อเป็นเครื่องใช้เล็ก ๆ เช่น เข็มขัด กระเป๋า สายสะพาย หรือเอาไว้ตกแต่งชิ้นงานต่าง ๆ หากต้องการผ้าชิ้นใหญ่ก็จะต้องนำมาเย็บต่อกัน ข้อดีของการทอผ้าด้วยกี่เอวคือเป็นกี่ขนาดเล็ก พกพาสะดวก ขั้นตอนไม่ซับซ้อน แต่ชิ้นงานที่ทออกมามีความสวยงาม ไม่แพ้กี่เอวขนาดใหญ่

      ข้าพเจ้าเดินทางมา ณ จังหวัดตาก เพื่อศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับอาหารของชาติพันธุ์ในครานี้ ได้มีโอกาสเห็นการทอผ้าด้วยกี่เอวเป็นครั้งแรก ซึ่งข้าพเจ้าขอบอกไว้เลยว่ากว่าจะได้มาเห็นตาตัวเองนั้น ระยะทางกับเส้นทางค่อนข้างที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางมาก เนื่องจากอยู่บนเขา รถมาถึงที่หมายแล้วแต่เราก็ไม่สามารถที่จะจอดรถไว้บริเวณหน้าบ้านได้ อากาศก็ค่อนข้างร้อน อีกทั้งกำลังขาของข้าพเจ้าที่ล้ามาก่อนหน้านี้แล้ว จึงทำให้การพาตัวเองขึ้นไปถึงที่หมายลำบากมาก ถึงบ้านที่เราตั้งใจจะมาแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอนั่งพักก่อน ในขณะที่คนอื่น ๆ ขึ้นบ้านไปพูดคุยกับชาวบ้าน

       เป็นที่น่ายินดีว่า ณ หมู่บ้านป่าไร่เหนือแห่งนี้มีการทอผ้ากะเหรี่ยง ทั้งเสื้อ ผ้าซิ่น ผ้าโพกผม จำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจทั่วไป นับว่าเป็นการอนุรักษ์ความเป็นชนเผ่ากะเหรี่ยงไว้ ทั้งยังสร้างรายได้ให้กับคนในหมู่บ้านอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันหาได้น้อยมาก ลวดลายผ้าดูสวย สีสดใสเหมาะกับผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านป่ามาก เพราะเสื้อผ้ามีส่วนทำให้หมู่บ้านนี้ดูสดใสมากยิ่งขึ้น ลวดลายที่คนกะเหรี่ยงถักทอออกมามันเป็นลวดลายที่สวยงามมาก ๆ และมีหลายขั้นตอนเลยทีเดียว กว่าจะได้ผ้าที่สวยงามออกมาแต่ละผืน

      เสื้อผ้าสีสันสวยงามแต่ละตัวถูกนำมาวางเรียงรายให้ผู้มาเยี่ยมชมคือพวกเราได้สัมผัสกับลวดลายสวยงามอย่างใกล้ชิด ทั้งเสื้อ ผ้าซิ่น ผ้าชิ้น ผ้าพันคอ และผ้าโพกผม แต่ละชิ้นถูกจับขึ้นมาเชยชมจากโดยผู้ร่วมเดินทางของข้าพเจ้า ความสวยงามของลวดลายที่โดนใจทำให้ต่างคนต่างก็จับจองสินค้านั้น ๆ กันยกใหญ่ ทุกคนเลือกเสื้อผ้ากันอย่างสนุก มีการหยิบขึ้นมาเทียบตัวเพื่อดูความเหมาะสม เปลี่ยนเสื้อเพื่อใส่ถ่ายรูปก็มี เวลาผ่านไปสักพักทุกคนต่างก็มีของที่จับจองกันคนละชิ้นสองชิ้น แต่…. พี่ที่นำเสื้อผ้าออกมาให้ดูบอกว่าไม่ขายค่ะ ! เอาออกมาเพื่อให้ดูลวดลายเพราะมีลูกค้าจองไว้แล้ว… จากนั้นทุกอย่างเงียบและตามมาด้วยเสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

     เอาเถอะ! ถึงเราจะไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมา แต่เราก็ได้ความรู้เกี่ยวกับผ้าทอของกะเหรี่ยง ได้เห็นวิธีการทอผ้าด้วยกี่เอว ได้เห็นลวดลายของผ้าซิ่น ผ้าโพกผม ที่กำลังถักทอด้วยกี่เอว การมาเยือนบ้านไร่เหนือในครั้งนี้เป็นการศึกษาผ้าทออย่างใกล้ชิดและข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งเหล่านี้คงจะเป็นสิ่งเดียวที่พวกเรานำกลับมาด้วยได้ …. นั่นก็คือ “ความทรงจำดีดี”

นางสาวเพ็ญประภา หมื่นสุดตา
นิสิตฝึกงานภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
๗ เมษายน ๒๕๕๙

เส้นทางอาหาร…… กับวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่

183599

เส้นทางอาหาร…… กับวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่

เกร็ดงานวิจัย
โครงการสืบค้นตลาดพื้นเมืองกับวิถีชีวิตคนชายแดนแม่สอด จังหวัดตาก

183596

     ภาคเหนือหรือล้านนา ดินแดนแห่งความหลากหลายทางประเพณีและวัฒนธรรมที่มีความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าภาคอื่นของไทย เพราะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งมนต์ขลัง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีความหลากหลายทางกลุ่มชาติพันธุ์ ในที่นี้จะกล่าวถึงชนไทกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในอำเภอแม่สอด คือชาวไทใหญ่หรือชาวเงี้ยวซึ่งได้นำประเพณีวัฒนธรรมและพิธีกรรมทางศาสนา ตลอดจนวิถีชีวิตประจำวันมาเผยแพร่ ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรม

ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น
     ชาวไทใหญ่ได้สร้างวัฒนธรรมอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านประเพณี อาหารการกินของชาวไทใหญ่เองที่แสดงให้เห็นถึงการ “สร้างพื้นที่” ท่ามกลางบริบทข้ามชาติ โดยที่ยังคงรักษารสชาติของอาหารไทใหญ่เอาไว้ ขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนเพื่อที่จะรักษารสชาติของอาหารให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใหม่ของชาวไทใหญ่เอง จากการสังเกตด้วยตัวเองพบว่า ชาวไทใหญ่ในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ส่วนมากแล้วจะมีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่แตกต่างจากคนไทย รวมถึงรูปร่าง ลักษณะ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความแตกต่าง คือ “วัฒนธรรมการกิน” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างอาหารที่มีความโดดเด่น เช่น จะส่าน เมี่ยงคำ เป็นต้น

     แม่สอดถือว่ามีความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาหาร ประเพณี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องได้ลอง คือ การสรรหาอาหารพื้นเมืองของคนในพื้นที่เพื่อจะได้ลองชิม เช่น อาหารไทใหญ่ ถ้าหากอยากจะลองสัมผัสอาหารไทใหญ่เหล่านี้ เชื่อได้ว่าทุกคนต้องได้ยินชื่อร้านของป้าทั้งสองที่ตั้งอยู่ซอยวัดหลวง ซึ่งขายมานานถึง ๔๐ กว่าปี ในที่นี้จะขอพูดถึงอาหารที่พวกเราได้สัมผัส ได้ชิมรสชาติของอาหารไทใหญ่ว่าหน้าตาของอาหารเหล่านี้เป็นอย่างไร

เมนูไทใหญ่
     “ร้านป้านี ป้าทอง” เป็นร้านที่ตั้งอยู่ข้างทางและเป็นที่รู้จักกันทั่วไปของคนแม่สอด ร้านนี้ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นอาหารของชาวไทใหญ่โดยตรง ป้าทั้งสองเป็นพี่น้องที่สืบสานด้านการทำอาหารมาจากรุ่นพ่อแม่ ร้านของคุณป้าทั้งสองนี้ถึงแม้จะมีอาหารให้ลูกค้าได้เลือกไม่มากมายแต่อาหารเหล่านี้มีลักษณะเด่นที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น ต้องมาลองได้สัมผัสกับรสชาติของอาหารชนิดนี้ เช่น “จะส่าน เมี่ยงคำ ข้าวกั้นจิ้น” เป็นต้น ถ้าหากได้มาแม่สอดต้องตรงมาที่ร้านของคุณป้าทั้งสอง ถ้าไม่มาจะถือว่าคุณพลาดอาหารของชาวไทใหญ่เลยก็ว่าได้

183597
183598

“จะส่าน”……… ชื่อนี้น่าลอง
     จะส่านเป็นอาหารของชาวไทใหญ่ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับก๋วยเตี๋ยวแห้งบ้านเรา แต่ความพิเศษของจะส่านจะมีเอกลักษณ์ที่เป็นของชาวไทใหญ่เอง ลักษณะเด่นของจะส่าน คือ ใช้เส้นชนิดเล็กปรุงด้วยกุ้งแห้งป่น แคบหมูชิ้นเล็ก หอมกระเทียมเจียว หมูบด น้ำตาลทราย น้ำมะนาว น้ำปลามีทั้งชนิดแห้ง และน้ำ นอกจากนั้นจะส่านจะมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างออกไป โดยมีการใส่มะละกอและถั่วเหลืองซึ่งต่างจากก๋วยเตี๋ยวทั่วไป จะส่านเมื่อนำมาคลุกเข้าด้วยกันแล้วสามารถรับประทานได้เลย รสชาติจะกลมกล่อมโดยที่ไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่ม ส่วนเมนูต่อไปคงจะเป็นที่รู้จักกันดี นั้นคือ “ข้าวกั้นจิ้น” ของชาวไทใหญ่

“ข้าวกั้นจิ้น”……..ใคร ๆ ก็เคยลอง
     “ข้าวกั้นจิ้น” เป็นอาหารเหนือ คำว่า กั้น เป็นคำเมืองแปลว่า นวด บีบหรือคั้น ส่วนคำว่า จิ้น ก็คือเนื้อหมู แต่สำหรับบางคนมักเรียกว่า “ข้าวเงี้ยว” อันเป็นคำที่คนไทยในอดีตใช้เรียกชาวไทยใหญ่ว่า “เงี้ยว” ข้าวกั้นจิ้นนิยมบริโภคแพร่หลายในหมู่ภาคเหนือ ถือเป็นหนึ่งในอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยใหญ่ เลยว่าได้
ถ้าพูดถึง “ข้าวกั้นจิ๊น” ทุกคนคงนึกถึงข้าวที่มีลักษณะออกสีน้ำตาล ห่อด้วยใบตอง ถ้าเปิดออกมาคงหอมจนน่าลองชิม แต่หารู้ไม่ว่า “ข้าวกั้นจิ๊น” สามารถนำไปรับประทานคู่กับอาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ส้มตำ ขนมเส้นน้ำเงี้ยว น้ำหยวก หรืออะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่สามารถนำมารับประทานร่วมกันได้

     “ข้าวกั้นจิ้น วิธีทำคือเอาเลือดหมูที่ขายเป็นก้อน ๆ มาคั้นเป็นน้ำสีแดงคลุกกับข้าวสวยร้อน ๆ ปรุงรสด้วยเกลือ เติมผงชูรส จากนั้นนำมาห่อใบตองเหมือนห่อข้าวเหนียวเอาไม้กลัด ๆ ไว้ นึ่งให้สุกแล้วนำกระเทียมเจียวราดหน้ากินได้เลย เครื่องเคียงมีพริกแห้งทอด ผักชี ต้นหอม รสชาติออกเค็ม ผมว่าใส่ผงชูรสแล้วมันก็มีรสกลมกล่อมนะ ใครที่ชอบมัน ๆ ก็เอาน้ำมันกระเทียมเจียวเติมเข้าไป”

น้ำหยวก…มาพร้อมขนมจีน
      ขนมจีน หรือจะเรียกอีกอย่างว่า ขนมเส้น ตามภาษาของคนพื้นเมือง ขนมเส้นเป็นที่นิยมของผู้คนมากมายสามารถนำมารับประทานกับอาหารชนิดใดก็ได้ตามที่ต้องการ เช่น ส้มตำ อาหารที่เป็นที่รู้จักกันดีแพร่หลายก็ คือ ขนมเส้นน้ำเงี้ยวเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของเมืองเหนือ แต่บางพื้นที่อาจจะมีวิธีการทำน้ำขนมเส้นที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป

     ถ้าพูดถึงน้ำหยวกคงหนีไม่พ้นที่จะต้องกินคู่กับขนมจีน ขนมจีนน้ำหยวก มักจะเป็นเมนูประจำของงานประเพณีต่าง ๆ อาจเป็นเพราะกุศโลบายโบร่ำโบราณในเรื่องของความประหยัดและสามารถเลี้ยงผู้คนได้อย่างหลากหลายและทั่วถึง เพราะหยวกกล้วยเป็นของที่หาได้จากตามธรรมชาติและเมื่อนำหยวกอ่อนมาแกงจะมีความหวานในตัวทำให้รสชาติไม่แพ้หมูหรือไก่เลยก็ว่าได้

     ขนมจีนน้ำหยวกเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวพม่าและชาวมอญ เครื่องปรุงก็จะมีหยวกกล้วย ปลา ตะไคร้ หอมแดง กะปิมอญ เกลือ ขมิ้นผง คั่วแขกพม่า ขิง ข่า กระชาย น้ำมันชะ พริกป่น เป็นเครื่องผสมในการทำน้ำหยวกแบบง่าย ๆ หาได้ตามธรรมชาติ
น้ำหยวกถือเป็นอาหารพื้นบ้านของคนมอญเป็นที่นิยมรับประทานกันมาก ในด้านคุณค่าทางโภชนาการจะเห็นว่ามีคุณค่าทางโภชนาการครบทั้ง ๕ หมู่ และในทางพฤกษศาสตร์พบว่า หยวกกล้วยสามารถรักษาสุขภาพของร่างกายได้ คือ ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยดูดซับไขมันในบริเวณลำไส้ ทำให้ไขมันดูดซึมสู่ร่างกายน้อย และช่วยไม่ให้ท้องผูก น้ำหยวกถือว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกายเราอีกด้วย

เมี่ยงเต้าเจี้ยว…….อาหารพื้นบ้านของไทใหญ่
     เมี่ยงเต้าเจี้ยวมักถูกเรียกว่าเมี่ยงจอมพล เนื่องจากในอดีตทุกครั้งที่จอมพลถนอม กิติขจร มาเมืองตากครั้งใดก็มักจะมากินเมี่ยงเต้าเจี้ยว คนตากจึงเรียกต่อๆ กันมาว่า เมี่ยงจอมพล

     เมี่ยงจอมพลหรือเมี่ยงเต้าเจี้ยวนี้ มีส่วนประกอบเป็นสมุนไพรมากมายหลายชนิด  ส่วนประกอบหลัก ๆ ของเมี่ยงเต้าเจี้ยวนี้มีมะพร้าวขูด ถั่วลิสงคั่ว กุ้งแห้ง มะนาวหั่นเป็นลูกเต๋า ขิงสดหั่นเป็นลูกเต๋า ตะไคร้หั่นฝอย กระเทียมและพริกขี้หนูสด ห่อด้วยใบชะพลูและข้าวเกรียบงาดำของขึ้นชื่อเมืองตาก เวลาจะกินก็ราดด้วยเต้าเจี้ยวรสชาติออกเปรี้ยวเค็ม มีมะเขือพวงและพริกสดเป็นเครื่องเคียงทานคู่กันกับเมี่ยงจอมพลนี้

     หลายคนอาจสงสัยว่าเมี่ยงเต้าเจี้ยวหรือเมี่ยงจอมพลต่างจากเมี่ยงที่อื่นอย่างไร ตรงนี้ดูได้ไม่ยากสิ่งที่ทำให้เมี่ยงจอมพลแตกต่างจากเมี่ยงที่อื่นอย่างสุดขั้วคือ น้ำเมี่ยงที่ใช้ราดเป็นน้ำเต้าเจี้ยวสูตรเฉพาะที่ออกรสชาติหวาน เค็ม เปรี้ยว ครบรส และนอกจากนั้นยังห่อด้วยใบเมี่ยงคำอีกด้วยเมี่ยงชนิดนี้จะมีเต้าเจี้ยวเป็นน้ำเมี่ยง แต่เต้าเจี้ยวที่ใช้ไม่เหมือนกับเต้าเจี้ยวที่ขายทั่ว ๆ ไป ซึ่งมีรสเค็มแต่เต้าเจี้ยวของตากที่รับประทานกับเมี่ยงเป็นเต้าเจี้ยวเปรี้ยวออกรสหวานหน่อย ๆ ซึ่งคนตากจะทำการหมักไว้จนเปรี้ยวและก็มีวางขายเป็นของฝากด้วย เต้าเจี้ยวเปรี้ยวแบบนี้ใช้ทำอาหารได้หลายอย่างเหมือนเต้าเจี้ยวทั่ว ๆ ไป

อาหารผสานวัฒนธรรม
     ดูแล้วอาหารคงมีส่วนในความลื่นไหลทางวัฒนธรรม จะส่านมันมีอารมณ์คล้าย ๆ กับการกินก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา แต่ไม่เหมือนกันเลยทีเดียว ลองคิดดูว่าคนไทใหญ่ที่อยู่รัฐฉานทางเหนือของพม่าสามารถมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมทางอาหารเป็นของตนเอง ซึ่งสภาพที่ตั้งของไทใหญ่เชื่อว่าจะอยู่ใกล้กับจีน คงมีการรับวัฒนธรรมจีนเข้ามาเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย “การรับวัฒนธรรมสำหรับผมคิดเองนะว่ามันน่าจะได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอื่นด้วยและนำมาดัดแปลกเป็นอาหารพื้นถิ่นของตนเอง ชาวไทใหญ่มีการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์ ทำให้อาหารก้าวข้ามเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเช่นกัน จะบอกว่าจะส่านเป็นอาหารไทใหญ่เพียว ๆ คงน่าจะเกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน”

     อาหารไทใหญ่ถือว่ามีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ถึงแม้อาหารเหล่านี้จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับอาหารพื้นเมืองล้านนาของไทยก็ตาม แต่อาหารไทใหญ่ก็ยังคงมีความเป็นเอกลักษณ์ของมันอยู่ในตัว อาหารที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็น “จะส่าน หรือ ข้าวกั้นจิ้น” ที่ยกมาอธิบายแบบคราว ๆ พอให้ทุกคนได้รู้จักว่าหน้าตาของอาหารชนิดนี้เป็นอย่างไร ถ้าหากได้มาที่อำเภอแม่สอด ซึ่งเป็นอำเภอที่มีกลุ่มหลากหลายทางเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็น พุทธ คริสต์ อิสลาม ไทใหญ่ กะเหรี่ยง ก็ตาม ทุกคนต้องไม่พลาดลิ้มลองอาหารของคนพื้นถิ่น

นายนิติวัฒน์ พวงเงิน
นิสิตฝึกงาน ภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ขอบคุณที่มาของข้อมูล
http://www.banmuang.co.th/news/region/24008
http://www.lannashoppingmall.com/khao-ngiew.html
http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2012/06/D12304646/D12304646.html
https://www.wongnai.com/restaurants

มีอะไรในหนึ่งคำหมาก

143595

143595

มีอะไรในหนึ่งคำหมาก 

เกร็ดงานวิจัย
โครงการสืบค้นตลาดพื้นเมืองกับวิถีชีวิตคนชายแดนแม่สอด จังหวัดตาก

      เดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสได้ไปอำเภอแม่สอดเป็นครั้งแรก โดยไปเพื่อนทำการสำรวจและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาหารของแต่ละชาติพันธุ์ในอำเภอแม่สอด ซึ่งผมก็พบว่าในอำเภอแม่สอดนั้นมีความหลากหลายในด้านต่างมากมาย ทั้งด้านเชื้อชาติ เช่น ไทย พม่า อินเดีย กะเหรี่ยง ภาษา เช่น ไทย พม่า กะเหรี่ยง ไทใหญ่ หรือแม้แต่ในเรื่องของอาหารการกินก็ยังมีความหลากหลาย ในตลาดแม่สอดนั้นมีอาหารมากมายหลายประเภท ทั้งทีคุ้นตาก็มี หรือที่แปลกและแตกต่างไปเลยก็มี แต่สิ่งที่ทำให้ผมสนใจก็คือ หมาก เพราะเมื่อผมเข้าไปที่ตลาดแม่สอดก็เห็นผู้คนต่างพากันเคี้ยวหมากอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ปมมีความสนใจเกี่ยวกับหมาก และสนใจโดยเฉพาะด้วยว่าเพราะอะไรคนส่วนใหญ่ที่กินหมากจึงเป็นคนพม่าและหมากนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวพม่า และหมากนั้นเกี่ยวข้องกับชาวพม่าอย่างไร

   เมืองไทยในปัจจุบันเป็นเรื่องยากมากแล้วที่เราจะเห็นคนกินหมาก เพราะผู้ที่ยังคงกินหมากอยู่นั้นก็เห็นจะมีแต่ผู้สูงอายุทีมีอายุมาก ๆ แล้ว (๗๐ – ๘๐ปีขึ้นไป) และถ้าหากเราต้องการที่จะเห็นคนกินหมากก็คงต้องไปดูตามสถานที่ ๆ มีพวกทรงเจ้า เข้าผี หรือไม่ก็บรรดาพระที่เป็นเกจิอาจารย์ หลวงปู่ทั้งหลาย เพราะในปัจจุบันการกินหมากในเมืองไทยนั้นไม่เป็นที่นิยมเหมือนในอดีตแล้ว โดยเหตุที่ทำให้หมากถูกลดความนิยมก็คงจะเป็นผลมาจากนโยบายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งมีนโยบายที่จะปรับปรุงสยามให้เจริญก้าวหน้าทันอารยประเทศตามที่ท่านได้ไปดูงานมาในหลายประเทศ จึงออกกฎระเบียบเปลี่ยนแปลงชีวิตหลายอย่างของประชาชน ห้ามการกระทำหลายอย่าง รวมทั้งการกินหมาก ซี่งกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศแนะนำประชาชนให้เลิกกินหมากอย่างเป็นทางการในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ โดยชี้แจงโทษของการกินหมากไว้ดังนี้
– ทำให้สถานที่สกปรกเปรอะเปื้อน
– เศษหมากเศษพลูตามซอกฟันทำให้เชื้อโรคเพาะเชื้อได้ง่าย
– กินหมากเสมอทำให้ปลายประสาทชา ความรู้สึกลดน้อยลง จึงรับประทานอาหารปร่า เป็นเหตุให้รับประทานอาหารได้น้อยกว่าที่ควร
– สงสัยว่าการกินหมากอาจเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งกรามข้าง อันเป็นโรคร้ายแรงและยังไม่มีทาง รักษาให้หายได้

     โดยรัฐบาลในยุคนั้นเอาจริงเอาจังเรื่องการห้ามกินหมากมากถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่ไปตัดต้นหมากเครือพลูตามบ้านของประชาชนทั้งในเมืองและนอกเมือง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การกินหมากในยุคนั้นเป็นเรื่องต้องห้าม ต่อมาในภายหลังเมื่อหมดยุคของจอมพล ป. พิบูลสงครามแล้วผู้คนก็กลับมากินหมากกันเหมือนเดิม แต่ได้รับความนิยมน้อยลง

กินหมากวัฒนธรรมร่วมของชาวอุษาคเนย์
     นอกจากในประเทศไทยแล้ว การกินหมากยังเป็นวัฒนธรรมร่วมที่แพร่หลายมายาวนานในภูมิภาคเอเชีย ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก โดยเฉพาะที่ไต้หวัน จีนตอนใต้ เอเชียใต้ เช่น อินเดียใต้ ปากีสถาน ศรีลังกา พม่า รวมไปถึงหลายหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

   ต้นกำเนิดของหมากนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด เชื่อว่าอาจมีแหล่งอยู่ในแถบเอเชียนี้เอง การกินหมากที่แพร่หลายในอินเดียใต้และจีนตอนใต้ โดยถูกนำเข้ามาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แถบเกาะชวา และเกาะสุมาตราที่ดูแล้วจะเป็นแหล่งผลิตและตลาดรายใหญ่ในอดีต มีหลักฐานของจีนกล่าวว่า การกินหมากพลูแพร่เข้ามาทางตอนใต้ของจีนในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๒ โดยเอกสารชิ้นหนึ่งในปลายสมัยราชวงศ์ถัง ได้มีการระบุถึงการนำเข้าหมากมาจากพม่า

หมากสยามหายไปแต่ในพม่ายังคงนิยม
    ในพม่านั้นวัฒนธรรมการกินหมากยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่น เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมฮิตติดตลาด ซื้อง่ายขายคล่อง มีขายทุกถนน ทุกแห่งเลยก็ว่าได้ หมากในภาษาพม่าเรียกว่า กุนยา กวินหย่า หรือคุนยา ในปัจจุบันร้านขายหมากในพม่านั้นมีมากเหมือนกับร้านขายขนมหรือแผงลอยขายของที่ตั้งอยู่ริมทางเท้าของบ้านเรา และราจะพบเห็นป้ายต่าง ๆ ที่เขียนว่า “ห้ามบ้วนน้ำหมาก” ติดอยู่ตามถนนจนชินตา ร้านขายหมากในพม่านั้นมีขนาดค่อนข้างกะทัดรัด มีอุปกรณ์สำคัญคือโต๊ะเล็ก ๆ บนโต๊ะมีขวดและกระปุกเครื่องปรุงรสหลากหลายให้เลือก สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือใบพลูที่ถูกวางเรียงเป็นชั้น ๆ เมื่อลูกค้ามาสั่งซื้อใบพลูจึงถูกนำมาวางเรียงทีละใบแล้วปรุงรสตามความต้องการของลูกค้า หมากนั้นมีชนิดเรียกว่า “หมากหวาน” และ “หมากเมา” หมากหวานจะมีรสหวานและไม่ใส่ใบยาสูบ ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญที่ใส่ใน “หมากเมา” อาการเมาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับคนที่เพิ่งทดลองกินหมากครั้งแรก

   การกินหมากเป็นวิถีชีวิตปกติของชาวพม่ามายาวนาน ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ในอดีตชาวพม่าต้อนรับแขกที่มาเยือนด้วยหมาก บุหรี่ และเมี่ยง ซึ่งหมากนี่เองที่ทำให้การพบปะพูดคุยสนุกสนานมากขึ้น วัฒนธรรมดั้งเดิมนี้ต้องการให้แขกได้รับ 3 สิ่งดังกล่าว ไม่ว่าเจ้าบ้านจะเสิร์ฟสิ่งอื่นไปแล้วก็ตาม หมากจะเป็นสิ่งที่ภูมิใจเสนอที่สุดในบรรดาสามสิ่งที่ได้กล่าวมานั้น ปัจจุบันในหลาย ๆ บ้านยังนิยมใช้เชี่ยนหมากต้อนรับแขกที่มาเยือน เพราะชาวพม่าเชื่อว่ามิตรภาพของชาวพม่าจะไม่สมบูรณ์หากปราศจากการเสิร์ฟหมากพลู
ความหลากหลายในหนึ่งคำหมาก

   คำหมากคือใบพลูทาด้วยปูนขาว ใส่หมากชิ้นเล็ก ๆ สีเสียดเล็กน้อย และยาเส้น ตามด้วยเครื่องปรุงที่ช่วยเพิ่มเติมรสชาติ เช่น อบเชย กระวาน ยี่หร่า การบูร กานพลู ชะเอม สีเสียด และมะพร้าวแห้ง ส่วนผสมทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่มีสรรพคุณทางยาในตัวเองทั้งหมด เช่น
– ใบพลู ช่วยกระตุ้นน้ำลาย ขับเสมหะ ขับเหงื่อ แก้ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด มีฤทธิ์เป็นยาชา และดับกลิ่นปาก
– หมาก ทำให้เหงือกแข็งแรง เป็นยาสมานแผล ปากเปื่อย รักษาอาการท้องเดิน ท้องเสีย แก้บิดปวดเบ่ง แก้ปวดแน่นท้อง ฆ่าพยาธิ ขับปัสสาวะ
– กระวาน มีฤทธิ์ในการขับลม แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ
– สีเสียด แก้ปากเป็นแผล
– ชะเอม มีรสหวานชุ่มคอ ขับเสมหะ

บอกรักผ่านคำหมาก
   พม่าในอดีตนั้นการยื่นหมากให้แก่กันแสดงถึงความพึงพอใจที่ผู้ยื่นมีให้ต่อผู้รับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเห็นได้จากการจีบกันกันระหว่างหนุ่มสาว หากหญิงสาวถูกใจชายหนุ่มคนใดก็จะจัดแจงบรรจงจีบหมากมอบให้แก่ชายผู้นั้นเพื่อเป็นความนัยว่าตนเองนั้นมีใจชอบพออยู่ หนุ่ม ๆ พม่านั้นจะพากันไปจีบสาวเป็นกลุ่ม ๆ ไม่มีการฉายเดี่ยวไปคนเดียว แต่ถ้าหนุ่มคนใดเกิดเข้าตา ฝ่ายหญิงก็จะบรรจงจีบหมากส่งให้กับชายหนุ่มผู้โชคดีคนนั้น เป็นการส่งสัญญาณให้เพื่อนที่มาด้วยกันรู้ว่าหมดสิทธิ์แล้วและไปบ้านอื่นแทน

  มีเรื่องตลกเล่าว่า ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ พ่อค้าชาวอังกฤษคนหนึ่งนำของกำนัลมาเข้าเฝ้านางสนม และเขาได้รับมอบหมากเป็นการขอบคุณ หลังจากรับหมากที่นางสนมคนนั้นหยิบออกมาจากเชี่ยนหมากแล้วเขากลับนำไปเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกง การกระทำดังกล่าวจึงเป็นที่ขบขันของพวกนางกำนัลที่ได้เห็นฝรั่งไม่รู้ธรรมเนียมและความหมายของการมอบหมากของคนพม่า

   เห็นได้ว่าวัฒนธรรมการกินหมากนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ในประเทศไทย แต่ยังมีให้พบเห็นได้แทบจะทั่วทั้งภูมิภาคเชีย ถึงแม้ว่าความนิยมในการกินหมากในบางพื้นที่ บางชุมชน บางประเทศกำลังค่อย ๆ เลือนหายไป แต่ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ หลายประเทศที่วัฒนธรรมการเคี้ยวหมากนี้ยังคงฝังรากลึกอยู่ในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชาวพม่า

นายธีรวัฒน์ ศรีจันทร์
นิสิตฝึกงานสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ที่มา
http://www.sujitwongthes.com/suvarnabhumi/
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=540488426087783&id=175638745906088
http://newslifeclub.blogspot.com/2012/09/acho-kunhsay-laphet-piper-betel-bagan.html

“ทานาคา”…แป้งของคนท้องถิ่น

143594

143594

“ทานาคา”…แป้งของคนท้องถิ่น

เกร็ดงานวิจัย
โครงการสืบค้นตลาดพื้นเมืองกับวิถีชีวิตคนชายแดนแม่สอด จังหวัดตาก

     หากคุณเคยไปเที่ยวแถวชายแดนไทย – พม่า คุณคงเห็นภาพชาวพม่าหรือคนไทยจำนวนหนึ่งนิยมนำผงสีเหลืองมาทาบริเวณใบหน้าและนำมาวางขายกันเป็นจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของคนท้องถิ่นที่นำธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน ในช่วงเวลาหนึ่งผู้เขียนได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พบว่าการใช้แป้งทานาคาของแม่ค้าตามชายแดน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณตลาดริมเมยหรือบริเวณเมืองเมียวดี ประเทศพม่า มีวัฒนธรรมการใช้แป้งทานาคาที่เหมือนกัน
นับตั้งแต่บรรพกาลนานมา

     มนุษย์กับความรักสวยรักงามถือเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะกับความงามทางร่างกายของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรือนร่าง ผิวพรรณ หน้าตา ที่ดูเหมือนว่าทั้งหญิงและชายส่วนใหญ่ในโลกต่างให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งในแต่ละพื้นที่ แต่ละสังคม วัฒนธรรม ต่างก็มีรสนิยมด้านความงามแตกต่างกันออกไป ในเมืองไทยนอกจากความงามตามจารีตของกุลสตรีไทยที่ นุมนวล อ่อนโยน หน้าหวานชดช้อยแล้ว ความงามแบบ “ผิวพม่า นัยน์ตาแขก” นับเป็นคำพังเพยที่แฝงคตินิยมด้านความงามที่ชาวไทยมีต่อสาวพม่าและสาวแขก สำหรับผู้หญิงพม่าแล้ว ผิวที่ดีเต่งตึงและใบหน้าที่เนียนผ่องมาจากการดูแลรักษา โดยสาวพม่าดำรงวิธีการดูแลรักษาผิวพรรณด้วยเนื้อไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งนิยมสืบทอดกันมายาวนานจนถึงปัจจุบัน เป็นวิธีอันเรียบง่ายแบบพื้นบ้าน นั่นก็คือ ทานาคา
ความงามที่ได้จาก….. ธรรมชาติ

      นาคาเป็นเครื่องประทินผิวโบราณและได้พัฒนากลายมาเป็นเครื่องสำอางที่ขายทั้งในประเทศพม่าและประเทศใกล้เคียง สาวพม่าใช้แป้งชนิดนี้ทาหน้ามายาวนานกว่า ๒๐๐ ปี เป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์ ทานาคามีที่มาจากต้นทานาคา ซึ่งมีมากในแถบตอนกลางของพม่า ส่วนที่มีกลิ่นหอมและเป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์ คือ ส่วนที่เป็นเปลือก การนำทานาคามาใช้จะเลือกต้นทานาคาที่มีอายุราว ๆ ๓๕ ปี ตัดเป็นท่อน ๆ ขนาดพอดีมือแล้วใช้ส่วนของเปลือกไม้บดกับหินขัดพร้อมพรมน้ำเป็นระยะ จะได้ออกมาเป็นผงสีออกขาวเหลือง ใช้ทาหน้า ทาตัว ถือเป็นวิธีดั้งเดิมของคนสมัยก่อน ลักษณะของลำต้นจะตั้งตรง สูงประมาณ 10เมตร เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง กิ่งและก้านตั้งฉากกับลำต้น มีหนามยาวเล็กคล้ายกิ่งสั้น ๆ ดอกเป็นช่อสีขาว ผลกลมสีเหลืองสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการขยายเมล็ด ซึ่งในประเทศไทยก็มีต้นไม้ที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับต้นทานาคาคือต้นพญายา นอกจากจะใช้เป็นแป้งทาหน้าแล้วยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพร เช่น ใบแก้โรคลมบ้าหมู ผลแห้งแก้พิษ แก้ไข้ ท้องอืดเฟ้อ บำรุงร่างกาย รากเป็นยาระบาย ขับเหงื่อ และลำต้นใช้ฝนกับน้ำสะอาดทาหน้าแก้สิวฝ้า ป้องกันการอักเสบของผิวหนังบำรุงผิว

      ดินแดนพม่ามีการใช้สมุนไพรธรรมชาตินี้มานานและยังคงใช้กันจนเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมประจำชาติไปแล้วก็ว่าได้ และทานาคาเองก็ยังบ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีชาติใดเหมือนในโลก เพราะเห็นใบหน้าแบบนี้รู้ได้ทันทีว่าเป็นประชากรประเทศพม่า แม้ว่าจะมีเครื่องสำอางที่ทันสมัยเข้ามาเผยแพร่ในพม่ามากเท่าใด ก็ไม่สามารถทำให้การใช้ทานาคาลดลงไปได้เลย ทานาคายังคงได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย เพราะเหมือนเป็นสมบัติประจำบ้านที่ทุก ๆ บ้านจะต้องมีทานาคาไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง แม้จะเขียน คิ้ว ทาปาก ใช้เครื่องสำอางอื่น ๆ ผสม สุดท้ายก่อนออกจากบ้านก็ต้องทาทานาคาอยู่ดี

      ตลาดริมเมยกับวัฒนธรรมทานาคา แม่สอด มีความหลากหลายทางเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็นคนไทย พม่า กะเหรี่ยง มุสลิม ฯลฯ ที่สามารถผสมกลมกลืนกันได้เป็นอย่างดี ทำให้แม่สอดมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมชวนให้มาลองสัมผัสในเสน่ห์ความงามของแม่สอด หนึ่งในนั้นคงไม่พ้น “ตลาดริมเมย” ตลาดซื้อขายสินค้าชายแดนที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเมย หรือที่ชาวพม่าเรียกแม่น้ำตองยิน อันเป็นเส้นแบ่งพรมแดนของไทยและพม่า ตลาดแห่งนี้คงได้รับวัฒนธรรมจากพม่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสภาพที่ตั้งอยู่ใกล้พม่าด้วยแล้วทำให้การรับวัฒนธรรมพม่าของคนไทยเป็นที่นิยมและคัดสรรเฉพาะที่แปลกใหม่ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ เครื่องประทินผิวแบบพม่า เช่น ทานาคา ที่เป็นที่นิยมของคนไทยและคนพม่าเอง ไม่เว้นแม้กระทั่งแม่ค้าตามร้านค้าต่าง ๆ ในตลาดริมเมยก็ยังทาทา

      นาคาเต็มใบหน้า ถ้านึกถึงพม่าไม่ว่าไปทางไหนจะพบเห็นผู้หญิงแก่ หญิงสาว และเด็กหญิง หรือแม้แต่เด็กชายและชายหนุ่ม ทาหน้าด้วยทานาคากันอย่างภาคภูมิใจ ทานาคาถือว่าเป็นสมุนไพรที่สร้างประโยชน์ให้กับคนพม่ามาช้านานสร้างตัวตนให้ผู้คนภายนอกได้รู้จักกับชาวพม่าได้อย่างดี ความเป็นสมุนไพรของทานาคาก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมในแบบของตัวเอง

      ปัจจุบันหลังจากพม่าเปิดประเทศอย่างจริงจังได้ประมาณ ๓ ปี มีเครื่องสำอางสมัยใหม่จากต่างประเทศทะลักเข้าประเทศ พร้อมกับป้ายโฆษณาความสวยแบบสมัยใหม่ที่ใช้สารพัดเครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าเฉพาะหญิงบ้านนอกเท่านั้นที่เขาใช้ทานาคากัน หญิงสมัยใหม่หันมาใช้เครื่องสำอางสมัยใหม่กันแล้ วอย่างไรก็ดีมีผู้ผลิตทานาคาสมัยใหม่ออกมาสู้เพื่อความสะดวกและเพื่อลด ‘ความเป็น บ้านนอก’ ด้วยการผลิตครีมทานาคาในหลอดหรือเป็นกระปุกโดยตั้งใจเอาใจผู้คุ้นเคยทานาคาและรักความเป็นสมัยใหม่ด้วย

นายนิติวัฒน์ พวงเงิน
นิสิตฝึกงาน ภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ขอบคุณที่มา 
http://yingchom.blogspot.com/2011/05/blog-post.html
http://www.rtc.ac.th/www_km/03/032/125603.pdf
http://www.oknation.net/blog/borderline/2012/06/11/entry-1
http://www.varakorn.com/page.php?id=253