กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร อาคารวิสุทธิกษัตริย์ ชั้น 3 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000

055-961208 , 055-961204 , 055-961148 mekong_salween@nu.ac.th

บทความพิเศษเล่าเรื่องวันสำคัญ

น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ กษัตริย์ผู้สร้างยุคทองของกรุงศรีอยุธยา

0802256017

น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ กษัตริย์ผู้สร้างยุคทองของกรุงศรีอยุธยา
วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ๑๖  กุมภาพันธ์

0802256018

      หากจะเอ่ยถึงยุคที่เจริญรุ่งเรืองสูงสุดหรือเป็นยุคทองของสมัยอยุธยา(The Golden age of Ayutthaya)แล้วนั้น ผู้รู้หรือผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์คงจะต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันอย่างแน่นอนว่า  เป็นยุคสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะในช่วงสมัยของพระองค์มีความเจริญก้าวหน้าในหลายๆ ด้านพร้อมกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏในราชวงศ์ใดมาก่อน  ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองการปกครอง  การค้าการขาย  การศึกษา  ศิลปะวิทยาการ  การติดต่อกับต่างประเทศโดยเฉพาะด้านการทูต  วัฒนธรรมจากต่างชาติจึงไหลเข้ามาแทรกซึมในวัฒนธรรมไทยมาถึงทุกวันนี้  จนบางอย่างเราเองก็ไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าอาหารการกินหรือข้าวของชนิดนั้น ๆ ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศหรือไม่  หากเมื่อเอ่ยถึงยุคสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้มีผู้จดบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ เอาไว้  ทำให้เราสามารถตอบได้เต็มปากเต็มคำว่ายุคสมัยในการปกครองของพระองค์ท่านนั้นเป็นยุคทองอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการประกาศให้วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ของทุกปีซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

พระราชประวัติ

       สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๒๗ แห่งราชวงศ์ปราสาททองในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เสด็จพระบรมราชสมภพเมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ ปีวอก พ.ศ. ๒๑๗๕ (พ.ศ. ๒๑๗๕ – พ.ศ. ๒๒๓๑) มีพระนามที่ปรากฏอยู่หลายพระนาม  ได้แก่  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ และสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชรญ์  พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าปราสาททอง อดีตพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา มีพระราชมารดาคือพระนางศิริธิดาซึ่งเป็นพระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ภายหลังทรงได้รับการเลื่อนพระราชอิสริยยศเป็นพระราชเทวี สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีพระขนิษฐาร่วมพระมารดาคือสมเด็จเจ้าฟ้าศรีสุพรรณ กรมหลวงโยธาทิพ หรือพระราชกัลยาณี  นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีพระเชษฐาและพระอนุชาต่างพระมารดาอีกหลายพระองค์ ได้แก่ สมเด็จเจ้าฟ้าไชย เจ้าฟ้าอภัยทศ (เจ้าฟ้าง่อย) เจ้าฟ้าน้อย  พระไตรภูวนาทิตยวงศ์หรือพระองค์ทอง และพระอินทราชา   เหตุที่มีพระนามว่า “นารายณ์” เพราะมีพระญาติวงศ์เหลือบเห็นเป็น ๔ กรตอนขึ้นอู่(พระองค์มีพระนามเดิมว่า “เจ้าฟ้านรินทร์”) จึงพระราชทานนามใหม่ว่า “พระนารายณ์” 

การครองราชย์

      สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีบทบาทสำคัญในการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาซึ่งพระศรีสุธรรมราชานั้นมีศักดิ์เป็นพระปิตุลาหรืออาแท้ ๆ (พระศรีสุธรรมทรงเป็นพระอนุชาในพระเจ้าปราสาททอง)  โดยก่อนที่สมเด็จพระนารายณ์จะได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์นั้น ทรงร่วมมือกับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาช่วงชิงราชสมบัติจากสมเด็จเจ้าฟ้าไชยซึ่งเป็นองค์พระเชษฐา เมื่อสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาขึ้นครองราชย์สมบัติได้ทรงดำรงตำแหน่งเป็นพระมหาอุปราชประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคล หลังจากนั้นได้ ๒ เดือนเศษสมเด็จพระนารายณ์ทรงชิงราชสมบัติจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา  และขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อเวลาสองนาฬิกา วันพฤหัสบดี แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๒ จุลศักราช ๑๐๑๘ ปีวอก (ตรงกับวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๑๙๙) มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระรามาธิบดี เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่  ๒๗  แห่งกรุงศรีอยุธยา ขณะมีพระชนมายุได้ ๒๕ พรรษา  หลังจากประทับในกรุงศรีอยุธยาได้ ๑๐ ปี พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๐๙ และเสด็จไปประทับที่ลพบุรีทุก ๆ ปี ครั้งละเป็นเวลานานหลายเดือน

ด้านการเมืองการปกครองการทหาร

      ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีการล่าอาณานิคม  ทรงบริหารบ้านเมืองให้พ้นจากการล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตกได้อย่างงดงาม  ทรงสนับสนุนการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับนานาประเทศ  ดังนั้นอยุธยาจึงมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ทำให้มีอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ ๆ  ที่ทันสมัยมาใช้ในกองทัพรวมถึงมีการปรับตำราพิชัยสงครามจนสามารถยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ และหัวเมืองพม่าอีกหลายเมือง ได้แก่ เมืองจิตตะกอง สิเรียม ย่างกุ้ง แปร ตองอู หงสาวดี

ด้านการศึกษาและวรรณคดี

      สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดให้ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือที่ทันสมัยในยุคนั้นเป็นครั้งแรก  รวมถึงส่งเสริมให้มีการจัดทำตำราเรียนภาษาไทยขึ้นเป็นเล่มแรกของสยามประเทศด้วย นอกจากนี้ยังเป็นยุคที่รุ่งเรืองหรือยุคทองของวรรณคดี  เพราะพระองค์เองทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านกวีอย่างยอดเยี่ยม  ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไว้หลายเรื่อง  ได้แก่  พระราชนิพนธ์โคลงเรื่องทศรถสอนพระราม  พระราชนิพนธ์โคลงเรื่องพาลีสอนน้อง  พระราชนิพนธ์โคลงเรื่องราชสวัสดิ์  สมุทรโฆษคำฉันท์ (ตอนกลาง)  คำฉันท์กล่อมช้าง (ของเก่า) รวมถึงบทพระราชนิพนธ์โคลงโต้ตอบกับศรีปราชญ์และกวีอื่น  ๆ   ทรงให้จัดสร้างตำราชื่อจินดามณีซึ่งเป็นตำราเรื่องไวยากรณ์ไทยเป็นครั้งแรก   อีกทั้งยังทรงให้จัดสร้างพจนานุกรมไทย-ฝรั่งเศสขึ้นเป็นครั้งแรกอีกด้วย

ด้านดาราศาสตร์

     ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีการปรับปรุงศาสตร์แขนงนี้และใช้ปฏิทินเป็นแบบฝรั่งโดยมีพระโหราธิบดีในสมัยนั้นเป็นตัวตั้งตัวตีในการใช้  จึงเป็นครั้งแรกที่คนไทยสามารถคำนวณหาวันเกิดสุริยุปราคาได้ในยุคนั้น

0802256016

ด้านการทูตและการต่างประเทศ

     ในยุคสมัยนั้นมีการล่าอาณานิคมกันอย่างแพร่หลาย  และไทยเองเป็นเป้าหมายหนึ่งของอังกฤษ  เพื่อให้บ้านเมืองพ้นวิกฤตินี้  สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงทรงส่งพระวิสุทธสุนธร (โกษาปาน) เป็นทูตโดยนำพระราชสาสน์ไปเจริญสัมพันธ์ไมตรี กับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ของฝรั่งเศส  เพื่อให้อังกฤษไม่กล้าบุกรุกกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น  ซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงตอบรับและชักชวนสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ตามพระองค์โดยทรงให้ราชฑูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ.๒๒๒๘  พร้อมกับนำบาทหลวงเข้ามาเพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์ บาทหลวงได้นำหลักคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลมาให้พระองค์ทรงศึกษา ท้ายที่สุดบาทหลวงจึงเข้าเฝ้าพระองค์เพื่อให้รับศีลเพื่อเป็นคาธอลิค    แต่พระองค์ทรงตอบว่าถ้าพระผู้เป็นเจ้าในคัมภีร์ของทานมีอยู่จริง มีอำนาจพิเศษจริง ๆ พระผู้เป็นเจ้าของท่านก็คงทราบว่าประเทศไทยนี่ เป็นเมืองนับถือพระพุทธศาสนา แล้วพระผู้เป็นเจ้าให้ข้าพเจ้ามาเกิดในประเทศไทยก็เท่ากับว่าให้มาเป็นหัวหน้าของพุทธบริษัท นับถือพระพุทธศาสนา ถ้าข้าพเจ้าเปลี่ยนจิต เปลี่ยนมานับถือศาสนาคาทอลิคที่พวกท่านให้ข้าพเจ้านับถือ มันก็ขัดกับความต้องการของพระผู้เป็นเจ้า จะเป็นโทษเป็นบาป” (มูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ, ม.ป.ป. :๔๑-๔๒)

     จากข้างต้นที่กล่าวมาจะเห็นได้ถึงพระปรีชาสามารถขององค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชในหลากหลายด้านเพื่อให้คนไทยและลูกหลานไทยได้อยู่ดีกินดี  มีความสงบสุขและปลอดภัย  ซึ่งสิ่งต่าง ๆ  เหล่านี้ได้สืบทอดกันมาในทุกรัชสมัยทุกรัชกาล  จึงนับเป็นความโชคดีอันยิ่งใหญ่ของคนไทยที่ได้อาศัยใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารมายาวนานหลายชั่วอายุคน  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนไทยทั้งหลายจะรักและเทิดทูนบูชาสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดมา

น.ส. ละอองดาว   โฉมสี
นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
๘  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๐
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง
สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
Wikipedia.
Jutalux Phunsanit.
https://goo.gl/LXlfAC

 

วันตรุษจีน

2701605

วันตรุษจีน
 2701604

     เทศกาลถือศีลกินเจคือปีใหม่จีนหรือวันตรุษจีนนั่นเอง และวันนี้เรามีบทความวันตรุษจีนปี ๒๕๖๐ มาฝากทั้งประวัติความเป็นมา วันจ่าย วันเที่ยว และวันไหว้

     ตรุษจีนเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นงานเฉลิมฉลอง ที่สำคัญของคนจีนเพราะคนจีนเชื่อว่า วันตรุษจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาอย่างเวลานาน ดังนั้นคนจีนจึงให้ความสำคัญกับวันตรุษจีนโดยมีการหยุดงานและจัดพิธีเฉลิมฉลอง  สำหรับตรุษจีนปี ๒๕๖๐ ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๘ มกราคม

2701603

ประวัติความเป็นมาวันตรุษจีน

     ที่มาของวันตรุษจีนนั้น คนจีนเชื่อกันว่าเป็นประเพณีสำคัญที่มีมาแต่โบราณ  จุดกำเนิดของตรุษจีนมีประวัติมานานหลายศตวรรษจนไม่สามารถย้อนกลับไปดูว่าเริ่มต้นฉลองครั้งแรกมาตั้งแต่เมื่อใด  ในอดีตไม่ได้เรียกว่าเทศกาลตรุษจีนแต่มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามยุคตามสมัยและก็ไม่ได้กำหนดวันเวลาที่แน่นอน  เมื่อ ๒,๑๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราชจะเรียกว่า “ซุ่ย ”  ซึ่งจะเรียกตามความหมายของดาวปีจูเตอร์ที่นับถือกัน จนกระทั้งต่อมาในยุค ๑,๐๐๐ ปีคริสต์ศักราชให้เรียกว่า ” เหนียน “  หมายถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์   นอกจากนี้ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า  “เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ”  เพราะฤดูใบไม้ผลิตามปฏิทินจีนเริ่มต้นด้วยวันลีชุนซึ่งเป็นวันแรกในทางสุริยคติของปีปฏิทินจีน วันดังกล่าวยังเป็นวันสิ้นสุดฤดูหนาว  เพราะในฤดูหนาวไม่สามารถทำการเกษตรได้  เมื่อเข้าถึงฤดูใบไม้ผลิ จึงจะสามารถเพาะปลูกพืชผักได้ตามปกติ  ชาวจีนจึงกำหนดให้วันแรกของฤดูใบไม้ผลิตในแต่ละปีเป็นวันสำคัญที่เรียกว่า  วันตรุษจีน

     การเตรียมงานฉลองส่วนใหญ่จะเริ่มหนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีนโดยผู้คนจะเริ่มออกมาซื้ออาหาร เสื้อผ้าและสิ่งต่าง ๆไปเตรียมไว้เพื่อประดับบ้านเรือนตลอดจนการทำความสะอาดครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้นในวันก่อนตรุษจีน นอกจากนี้ยังมีประเพณีว่า ทุกครอบครัวจะทำความสะอาดบ้านเรือนตั้งแต่บนลงล่าง หน้าบ้านยันท้ายบ้าน ซึ่งหมายถึงการกวาดเอาความโชคร้าย ออกไป ประตูหน้าต่างมีการซ่อมแซมและทาสีใหม่ ซึ่งสีแดงเป็นสีนิยม ประตูหน้าต่างจะถูกประดับประดาด้วยกระดาษที่มีคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข ร่ำรวย และอายุยืน เป็นต้น

ประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ

     อาหารวันตรุษจีน  ประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ นั้นผูกไว้กับกับทุกสิ่งทุกอย่าง  ในพิธีวันตรุษจีน  อาหารค่ำประกอบด้วยอาหารทะเลและอาหารนึ่งซึ่งแต่ละอย่างจะมีความหมายต่างกัน เช่น กุ้ง จะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรือง และความสุข เป๋าฮื้อแห้ง หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสด จะนำมาซึ่งโชคดี  จี้ไช่  (ผมเทวดา)  สาหร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้มหมายถึงบรรพชนอวยพร

      อาหารไหว้เจ้า ในวันไหว้หรือฉลองตรุษจีนเป็นประเพณีที่จะต้องจัดเตรียมอาหารคาวหวานมากกว่าเทศกาลอื่น ๆ   อาหารชนิดต่าง ๆ ที่ปฏิบัติกันจนเป็นประเพณีจะถูกจัดเตรียมให้กับบรรพบุรุษและญาติพี่น้องที่ได้เสียไปแล้วและในวันตรุษจีนครอบครัวคนจีนนิยมทานผักที่เรียกว่า  ไช่  เพราะชาวจีนหลายคนเชื่อว่าเมื่อทานผักชนิดแล้วชีวิตจะมีแต่เรื่องมงคลในชีวิตตามความหมายของผักนั่นเอง

นอกจากนี้มีอาหารสิริมงคลอื่น ๆ อีกเช่น

  • เม็ดบัว – หมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย
  • เกาลัด – หมายถึง เงิน
  • สาหร่ายดำ – ออกเสียงคล้ายความร่ำรวย
  • เต้าหู้หมักที่ทำจากถั่วแห้ง – ออกเสียงคล้ายความร่ำรวยและความสุข
  • ปลาทั้งตัว – เพื่อเป็นตัวแทนแห่งการอยู่ร่วมกัน และความอุดมสมบรูณ์
  • ไก่ – ความเจริญก้าวหน้า ซึ่งไก่นั้นจะต้องยังมีหัว หางและเท้าอยู่ เพื่อ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์
  • เส้นหมี่ – หมายถึงชีวิตที่ยืนยาว
  • หน่อไม้ – คำของมันออกเสียงคล้ายคำอวยพรให้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข เต้าหู้ที่ทำจากถั่วสดนั้นจะไม่นำมารวมกับอาหารในวันนี้เนื่องจากสีขาวซึ่ง เป็นสีแห่งความโชคร้าย สำหรับปีใหม่และหมายถึงการไว้ทุกข์

      ทางตอนใต้ของจีน อาหารที่นิยมรับประทานมากที่สุดได้แก่ ข้าวเหนียวหวานนึ่ง บ๊ะจ่างหวาน ซึ่งถือเป็นอาหารอันโอชะ ส่วนทางเหนือ หมั่นโถ และติ่มซำ เป็นอาหารที่นิยม  อาหารจำนวนมากที่ถูกตระเตรียมในเทศกาลนี้ มีความหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์และความร่ำรวย  ผลไม้ที่ใช้ไหว้จะนิยมเลือกชนิดที่เป็นมงคล ส้ม เรียกว่า “ไต้กิก” แปลว่า โชคดี  , องุ่น เรียกว่า  “พู่ท้อ”  แปลว่า งอกงาม สับปะรด เรียกว่า  “อั้งไล้”  แปลว่า มีโชคมาหา  ,กล้วย หมายถึงการมีลูกหลานสืบสกุล  นอกจากนี้ในกระถางธูปที่ใช้ไหว้เจ้า บางคนนิยมใส่  “โหงวจี้”  สำหรับปักธูป ประกอบด้วย เมล็ด 5 อย่าง คือ ข้าวสาร ข้าวเหนียว ถั่วเขียว ถั่วดำ และเชื้อแป้ง (ยีสต์) โดยถือว่าเมล็ดทั้งห้า คือบ่อเกิดของการเจริญเติบโต   อุปมาอุปไมยให้การไหว้เจ้านี้นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง

วันจ่าย วันไหว้ และวันปีใหม่

     วันจ่าย หรือ เซียวตื่อเส็ก  คือวันก่อนสิ้นปี 1 วัน ใครจะต้องไปซื้ออาหารผลไม้และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ก่อนที่ร้านค้าทั้งหลายจะหยุดยาวเพื่อพักผ่อน ในตอนค่ำจะมีการจุดธูปอัญเชิญเจ้าที่( ตี่จู๋เอี๊ย) ให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อรับการสักการะของเจ้าบ้าน

      วันไหว้ คือ วันสิ้นปี จะมีการไหว้ 3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ตอนเช้ามืดไหว้ไป๊เล่าเอี๊ยเป็นการไหว้เทพเจ้าต่างๆ ของเซ่นจะมี เนื้อสัตว์ 3 อย่าง (ซาแซ ได้แก่ หมูสามชั้นต้ม ไก่ เป็ด ปรับเปลี่ยนเป็นชนิดอื่นได้ หรือมากกว่านั้นได้) เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง

      ตอนสายไหว้ไป๊เป้บ๊อ เป็นการไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเวลาเที่ยง ของเซ่นประกอบด้วย ซาแซ อาหารคาวหวาน (ส่วนมากจะทำตามที่ล่วงลับชอบ) รวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้ากระดาษเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ หลังจากนั้น ญาติพี่น้องจะร่วมกันรับประทานอาหารที่ได้เซ่นไหว้เพื่อสิริมงคลและถือเป็นเวลาที่ครอบครัวรวมตัวกันได้มากที่สุดพร้อมกับแลกเปลี่ยนอั่งเปาหลังจากรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว        

      ตอนบ่ายไหว้ไป๊ฮ้อเฮียตี๋  เป็นการไหว้ผี พี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ของเซ่นจะเป็นพวกขนมเข่ง ขนมเทียน  เผือกเชื่อมน้ำตาล  กระดาษเงินกระดาษทอง  พร้อมทั้งมีการจุดประทัดเพื่อไล่สิ่งชั่วร้ายและสิ่งอวมงคลออกจากชีวิต

      วันขึ้นปีใหม่หรือวันเที่ยว วันถือ  คือวันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่งของปี (ชิวอิก) วันนี้ชาวจีนจะถือธรรมเนียมโบราณที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน คือไป๊เจีย เป็นการไปไหว้ขอพรจากญาติผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพรักโดยนำส้มสีทองไปมอบให้จำนวน 4 ผล ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชายและเหตุผลที่ให้ส้มก็เพราะออกเสียงภาษาจีนแต้จิ๋วว่า “กา” ซึ่งไปพ้องกับคำว่าทอง  เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำความโชคดีไปมอบให้ ทำไมถึงเรียกวันนี้ว่าวันถือเพราะเป็นวันที่ชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล งดการทำบาป จะมีคติถือบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหนี้กัน ไม่จับไม้กวาด แต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่แล้วออกเยี่ยมอวยพรและพักผ่อนนอกบ้าน เป็นต้น

      สัญลักษณ์ของวันตรุษจีน นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของวันตรุษจีน คือ อั่งเปา ซึ่งมีความหมายว่า กระเป๋าแดง หรือจะใช้คำว่า  แต๊ะเอีย ซึ่งมีความหมายว่า ผูกเอว โดยมีธรรมเนียมคือ ผู้ใหญ่ที่ผ่านการแต่งงานมาและทำงานมีรายได้แล้ว จะมอบซองสีแดง (ที่มีเงินจำนวนหนึ่งข้างใน) ให้กับเด็ก ๆ  ที่มีอายุต่ำกว่า หรือยังไม่ได้ทำงานพร้อมกล่าวสวัสดีปีใหม่

      จะเห็นได้ว่าเทศกาลตรุษจีนเป็นประเพณีและพิธีกรรมที่สำคัญของคนจีนหรือคนที่มีเชื้อสายจีนมาอย่างยาวนาวจนถึงปัจจุบันและยังเป็นเทศกาลที่ผู้คนภายนอกสนใจรอดูการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่และสวยงามตระการตาเป็นอย่างมาก

新正如意,新年发财

ซินเจียยู่อี่  ซินนี้ฮวดไช้

ปีใหม่ขอขอให้ร่ำรวยและสมความปรารถนาทุกประการ

 

 

น.ส. ละอองดาว   โฉมสี
นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
๒๗  มกราคม  ๒๕๕๙
ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก
Sawkitty
www.Oknation.com
www.Tlcthai.com
www.Bookings.co.th
www.Sanook.com

แด่คุณครู…ผู้สร้าง

1101606

แด่คุณครูผู้สร้าง

1101604

     ในอดีต ไม้เรียวคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปัจจุบันกลับกลายเป็นของต้องห้ามไปเสียแล้ว

     ฉันมิได้คัดค้านกฎระเบียบนี้ เพราะเข้าใจดีว่าเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เพียงแต่ความทรงจำได้กระตุ้นให้สำนึกในบุญคุณของไม้เรียว และคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากไม้เรียว แต่อยู่ที่ผู้ถือไม้เรียวต่างหาก

    ไม่ได้ทำการบ้าน โดดเรียน เสียงดัง พูดคำหยาบ ทะเลาะวิวาท…ฯลฯ กระทั่งลืมตัดเล็บมือ คือต้นเหตุของการเจ็บตัว ฝ่ามือ ข้อนิ้วมือ หลัง ก้น ตาตุ่ม แล้วแต่ขนาดของความผิด ทว่านี่คือความรัก ความหวังดี ความเมตตา ความกรุณา ที่ส่งผ่านน้ำหนักมือลงบนไม้เรียว …เจ็บแล้วจำ ห้ามทำอีก…ซึมซาบเข้าไปในหัวใจ

     วันนี้ฉันยังจำชื่อของครูสมัยประถมศึกษาปีที่ ๕ ได้อย่างแม่นยำ ด้วยขึ้นชื่อเรื่องความดุ การเคี่ยวเข็ญ สารพัดวิธีการทำโทษที่ช่างสรรหามาได้ทุกวัน และแม่ของฉันเองก็เป็นแบบอย่างของครูที่ดี แม้ว่าจะถอดบทบาทความเป็นครูในโรงเรียนไปหลายปีแล้ว แต่ยังเป็นครูอยู่ในใจของนักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ทุกปีจะมีลูกศิษย์มาไหว้ เล่ารำลึกถึงไม้เรียวและวิธีการทำโทษแบบพิสดารของแม่ เช่น ให้ยืนอมบอระเพ็ดหน้าห้อง “ถ้าไม่ได้ครู ก็ไม่มีวันนี้”  ทำเอาฉันอึ้ง อาชีพครูนี้ช่างแสนวิเศษและพิเศษจริง ๆ

     ครู หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอนแนะนำ ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ เป็นผู้ที่มีหน้าที่สอน อบรมเกี่ยวกับวิชาความรู้ การอ่านเขียน รวมไปถึงการให้ความรู้และแนะนำในการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน (คำว่าครูนั้นมาจากศัพท์ภาษาสันสกฤต คำว่า “คุรุ” และภาษาบาลี คำว่า “ครุ”, “คุรุ”)

     “ถ้าครูไม่ห่วงประโยชน์ที่ควรจะห่วง หันไปห่วงอำนาจ ห่วงตำแหน่ง ห่วงสิทธิ์ และห่วงรายได้กันมากเข้า ๆ แล้ว จะเอาจิตเอาใจที่ไหนมาห่วงความรู้ ความดี ความเจริญของเด็ก ความห่วงในสิ่งเหล่านั้น ก็จะค่อย ๆ บั่นทอนทำลายความเป็นครูไปจนหมดสิ้น จะไม่มีอะไรเหลือไว้ พอที่ตัวเองจะภาคภูมิใจ หรือผูกใจใครไว้ได้ ความเป็นครูก็จะไม่มีค่าเหลืออยู่ให้เป็นที่เคารพบูชาอีกต่อไป”

     พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ครูอาวุโส ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ วันเสาร์ ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๒๑

     การจัดพิธีไหว้ครูนับเป็นการแสดงความเคารพครูที่สืบทอดกันมายาวนาน สถาบันการศึกษาต่าง ๆ จะกำหนดจัดพิธีไหว้ครูในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี โดยถือหลักว่าต้องเป็นวันพฤหัสบดี ส่วนจะเป็นพฤหัสบดีที่เท่าไรนั้นให้เป็นไปตามความสะดวกของแต่ละสถาบัน

     ความทรงจำในวัยเด็กหวนมาอีกครั้ง ก่อนวันไหว้ครู ๑ วัน ทางโรงเรียนจะให้นักเรียนแต่ละห้องทำพานกันเอง ทุกปีฉันรับหน้าที่เตรียมดินเหนียวสำหรับทำโครง (เด็กสมัยนี้คงงง เพราะเดี๋ยวนี้เป็นโฟมสำเร็จแทบทั้งสิ้น) เนื่องจากบ้านฉันอยู่ติดริมแม่น้ำน่านในชนบท มีวัตถุดิบมากกว่าใคร ตาของฉันจะพายเรือไปขุดดินเหนียวที่ดีที่สุด ยายกับแม่เดินเก็บดอกมะเขือ ดอกเข็ม และหญ้าแพรกในละแวกบ้าน ยกเว้นข้าวตอกที่เป็นความรับผิดชอบของเพื่อนคนอื่น ๆ รวมถึงดอกไม้ ใบไม้ หลากหลายชนิด แล้วแต่การออกแบบ แต่เน้นว่าต้องมาจากธรรมชาติล้วน ๆ เข็มหมุดไม่ต้องพูดถึง พวกเราต้องตัดหรือหาไม้ไผ่มาเหลาเป็นเข็มกลัด ช่วยกันคิด ช่วยกันเตรียม ถึงเวลาทำก็หยิบจับตัดแต่งกันคนละไม้ละมือ จากหลากหลายมุมมอง ความเห็น ความชอบ ในที่สุดก็สำเร็จเป็นพานไหว้ครู ๒ พาน สำหรับผู้หญิง ๑ ผู้ชาย ๑ เป็นตัวแทนห้อง นำไปเข้าร่วมพิธีไหว้ครูอันศักดิ์สิทธิ์และทรงคุณค่า บทสวดปาเจราจริยา โหนติ คุณุตตรานุสาสกา ปัญญาวุฒิกเรเตเต ทินโนวาเท นมามิหัง…(ประพันธ์โดย พระวรเวทย์พิสิฐ: วรเวทย์ ศิวะศรียานนท์) ยังฝังอยู่ในมโนสำนึก ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปแค่ไหน เชื่อว่าทุกคนยังจำบทสวดเคารพครูอาจารย์นี้ได้อย่างแม่นยำ ปิดท้ายพิธีไหว้ครูด้วยการลุ้นรางวัลจากการประกวดพาน เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเรียน ห้องไหนได้รางวัลก็ดีใจ ไชโย ส่วนใครไม่ได้รางวัลก็ไม่ได้เสียใจ เพราะแต่ละคนซาบซึ้งดีว่าทุกคนได้รับรางวัลตั้งแต่เราเริ่มคิดแบบพาน เตรียมของ การมีส่วนร่วมของทุกคน จนถึงการถือพานมาไหว้ครู

1101605

      เรือจ้างคือสัญลักษณ์ของอาชีพครู คือจิตวิญญาณของความเป็นครู นอกจากนี้ยังมีดอกกล้วยไม้เป็นดอกไม้ประจำวันครู ด้วยคุณลักษณะของดอกกล้วยไม้ที่ใช้เวลานานในการผลิดอกออกช่อ ต้องการการเอาใส่ใจจากผู้ปลูก ลักษณะเชิงสัญลักษณ์คล้ายอาชีพครู ทางคณะกรรมการจัดงานวันครู พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงประกาศให้กล้วยไม้เป็นดอกไม้ประจำวันครู

อาชีพครูเปรียบเป็นเช่นเรือจ้าง              เฝ้าแผ้วถางนำทางสร้างความรู้

ผ่านห้วงน้ำอวิชชาพาอุ้มชู                     หล่อหลอมสู่คนดีมีปัญญา

ดุจกล้วยไม้ใช้เวลาผลิดอกช่อ               ใส่ใจรอดูแลและรักษา

ทั้งอดทนเคี่ยวเข็ญเน้นเมตตา                หนุนนำพาหมายมุ่งสู่เส้นชัย

ศิษย์นบน้อมกราบกรานคุณครูนี้              หญ้าแพรกมีขยายพันธุ์ได้โดยง่าย

เปรียบความรู้สู่โลกกว้างอย่างว่องไว      ไม่ทำร้ายผู้ใดให้ร้าวรอน

ข้าวตอกก่อนแตกตัวเป็นสีขาว                ถูกคลุกเคล้าคั่วตัวด้วยความร้อน              

ครูควบคุมเคี่ยวเข็ญแม้ลุ่มดอน               มิผัดผ่อนแตกฉานผ่านวินัย

ดอกมะเขือเอนโอนโน้มลงต่ำ                 อ่อนน้อมนำถ่อมตนเป็นนิสัย

อีกดอกเข็มหลักแหลมแกมคมคาย         หวานชื่นใจใสสดจรดทุกยาม

ปาเจราจริยา โหนติ                                  ครูผู้มิท้อบ่นบนขวากหนาม

เจียระไนหินกรวดเป็นเพชรงาม               ภาคภูมินามศิษย์เพรียกเรียกคุณครู

พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๑๑ มกราคม ๒๕๖๐
ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล 
http://www.mcp.ac.th
http://news.truelife.com
http://swis.act.ac.th
http://campus.sanook.com
http://kmoftp.blogspot.com/
http://oknation.nationtv.tv/blog/whitedahla/2009/01/19/entry-1
https://www.gotoknow.org/posts/542887
http://mamiow222.blogspot.com/2010/01/blog-post.html
http://www.bloggang.com/m/mainblog.php?id=nongsua9&month=18-08-2014&group=15&gblog=22
http://littledevils.exteen.com/20130117/entry

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับศิลปกรรมสมัยกรุงธนบุรี

2712596

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับศิลปกรรมสมัยกรุงธนบุรี

2712591

     ธันวาคม..เดือนแห่งเทศกาลและวันสิ้นปี ทั้งยังเป็นเดือนที่มีความสำคัญสำหรับคนไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ไทยถึง ๒ พระองค์ด้วยกัน คือ วันที่ ๕ ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) ส่วนอีกวันหนึ่งคือ วันที่ ๒๘ ธันวาคมเป็น วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

    สมัยที่ฉันยังเด็ก ในบทเรียนวิชาประวัติศาสตร์มักจะกล่าวถึงราชวงศ์ต่าง ๆ ของเชื้อพระวงศ์ไทย ที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานีจนถึงปัจจุบัน และกษัตริย์ที่น่าสนใจสำหรับฉันนอกจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว ก็ยังมีสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอีกพระองค์หนึ่งด้วย เพราะทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยกรุงธนบุรีและที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ทรงเป็นบุรุษผู้กอบกู้เอกราชของประเทศได้เป็นครั้งที่สองต่อจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั่นเอง

     หลาย ๆ คนคงทราบดีอยู่แล้วถึงพระราชประวัติและความเป็นมาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดังนั้นฉันจึงเขียนในประเด็นอื่นที่ฉันสนใจและมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเหตุการณ์อื่น ๆ

                ศิลปกรรมและวัฒนธรรมที่โยงใยข้ามเวลาจากอดีตสู่ปัจจุบัน

     สำหรับฉันความสนใจต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังไม่หมดเพียงแค่ท่านเป็นบุรุษผู้กอบกู้เอกราชเท่านั้น แต่ยังสนใจไปถึงวัฒนธรรมและศิลปกรรมในสมัยกรุงธนบุรีอีกด้วย ความสวยงามของศิลปกรรมในสมัยนั้นเป็นการคาบเกี่ยวระหว่างกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไล่เลี่ยกัน ทั้งหมดนั้นเป็นเสน่ห์และมีมนต์ขลังทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น ฉันจึงเริ่มต้นหาข้อมูลที่สนใจทันที

ด้านนาฏดุริยางค์, การละเล่นต่าง ๆ

แม้ว่าบ้านเมืองในสมัยนั้นจะยังอยู่ในภาวะสงครามแต่สมเด็จพระเจ้าตากสินก็ทรงหาโอกาสเพื่อฟื้นฟูและบำรุงศิลปกรรมของไทยอยู่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับนาฏดุริยางค์ ทั้งนี้ทรงฟื้นฟูเพื่อสร้างความครื้นเครงให้แก่ประชาชนที่เสียขวัญจากภาวะสงครามและการรบราฆ่าฟัน จึงพระราชทานโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้มีครูมาฝึกสอนนาฏศิลป์ และสามารถนำไปแสดงเพื่อสร้างความครื้นเครง ไม่ว่าจะเป็น โขน หนังตะลุง ละครหุ่น ละครรำ มโหรี ปี่พาทย์ และการละเล่นต่าง ๆ เช่น หกไม้สูงสามต่อ ชกมวย ชนช้าง แข่งม้า ทวนหลังม้า เป็นต้น

ด้านวรรณกรรม

2712592

     ผลงานด้านวรรณกรรมที่เด่นสะดุดตาคือ วรรณกรรมบทละครเรื่อง รามเกียรติ์ ต้องบอกไว้ก่อนว่ารามเกียรติ์นั้นมีมาหลายยุคหลายสมัยนอกจากนี้ยังแบ่งออกเป็นหลายฉบับ ดังนั้นฉันจะกล่าวถึงเพียงตอนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงประพันธ์เอาไว้เท่านั้น

     ถึงแม้ว่ารามเกียรติ์ฉบับนี้จะประพันธ์ขึ้นเพียง ๔ ตอน แต่ก็เป็น ๔ ตอนที่มีคุณค่าทางภาษาและเห็นได้ชัดว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินนั้นมีอัจฉริยภาพในด้านการประพันธ์ด้วยเช่นกัน ชื่อตอนที่ทรงประพันธ์ขึ้น ได้แก่ ตอนที่ ๑   ตอนพระมงกุฎ ตอนที่ ๒ ตอนหนุมานเกี้ยววานริน จนท้าวมาลีวราชมา ตอนที่ ๓ ตอนท้าวมาลีวราชพิพากษา จนทศกัณฐ์    เข้าเมือง ตอนที่ ๔ ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด, พระลักษณ์ต้องหอกกบิลพัท จนผูกผมทศกัณฐ์กับนางมณโฑ ซึ่งทั้ง ๔ ตอนนี้ได้รับคำชื่นชมและยกย่องมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังได้บรรจุอยู่ในหนังสือเรียนอีกด้วย

ผลงานวรรณกรรมในยุคสมัยกรุงธนบุรีที่ประพันธ์ขึ้นโดยนักประพันธ์ท่านอื่น

     สมัยกรุงธนบุรียังมีวรรณกรรมอีกหลายเรื่องถูกประพันธ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลิลิตเพชรมงกุฎ และอิเหนาคำฉันท์ ประพันธ์ขึ้นโดย หลวงสรวิชิต (หน), กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ ประพันธ์โดยเจ้าพระยาราชสุภาวดีและพระภิกษุอินท์,  โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี ประพันธ์โดยนายสวนมหาดเล็ก และนิราศกวางตุ้งหรือนิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีนครั้งกรุงธนบุรี พ.ศ.๒๓๒๔ ประพันธ์โดยพระยามหานุภาพ

 ด้านจิตรกรรม

2712593

     จิตรกรรมในสมัยกรุงธนบุรีที่หลงเหลือมายังปัจจุบันก็คือ ตำราภาพไตรภูมิ (ฉบับหลวง) ซึ่งถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ หากมีโอกาสฉันก็อยากเข้าไปชมของจริงดูสักครั้งเพราะอย่างน้อยสิ่งนี้ก็เป็นหลักฐานว่าจิตรกรในสมัยกรุงธนบุรีเป็นผู้มีฝีมือและควรค่าแก่การยกย่องเป็นอย่างยิ่ง

     ตามที่ศึกษาข้อมูลนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีส่วนข้องเกี่ยวกับตำราภาพนี้โดยพระองค์ได้ศึกษาตำราเกี่ยวกับไตรภูมิอย่างถ่องแท้ จึงต้องการเผยแพร่ความรู้นี้ให้แก่ประชาชนทั้งหลาย เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องภพภูมิทั้งสาม นั่นก็คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิอย่างถ่องแท้ ดังนั้นพระองค์จึงรับสั่งให้อัครเสนาบดีส่วนพระองค์ไปรวบรวมสมุดหนังสือต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องไตรภูมิ จากนั้นได้ส่งไปยังช่างเขียนเพื่อเขียนตำรานี้ขึ้น ต่อมาให้สมเด็จพระสังฆราชเป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาที่ปรากฏในคัมภีร์อย่างถูกต้องและตรงกับต้นฉบับที่มีมาแต่เดิม หากใครได้ไปหอสมุดแห่งชาติก็อย่าลืมเข้าชมตำราภาพไตรภูมิ จิตรกรรมที่เชื่อมโยงยุคสมัยของกรุงธนบุรีมาถึงปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นมรดกของคนรุ่นก่อน เป็นสิ่งที่เราต้องเก็บรักษาเอาไว้ตราบนานเท่านาน

ด้านสถาปัตยกรรม 

2712594       

     ตามความคิดและจินตนาการบวกกับข้อมูลที่ค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ต พบว่าสถาปัตยกรรมในสมัยกรุงธนบุรีนั้น     สมเด็จพระเจ้าตากสินรับสั่งให้มีการก่อสร้างจำนวนไม่น้อย เพราะต้องฟื้นฟูบ้านเมืองในช่วงสงครามให้กลับมาโดยเร็ว และเพื่อเป็นการเสริมสร้างบารมีและเป็นหน้าประวัติศาสตร์ด้านสถาปัตยกรรมในยุคสมัยของพระองค์   ด้วยเหตุนี้จึงมีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมเป็นจำนวนมาก เช่น กำแพงพระนคร ป้อมปราการ  พระราชวัง พระอารามต่าง ๆ สถาปัตยกรรมส่วนมากที่กล่าวมานี้ล้วนสืบทอดมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาทั้งสิ้น เพราะเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกัน ดังนั้นส่วนต่าง ๆ เช่น ฐานอาคารและรูปทรงอาคารจะไม่แตกต่างจากกรุงศรีอยุธยามากนัก

     แต่ก็น่าเสียดายเหลือเกินตามที่เล่ากันมาว่าสถาปัตยกรรมสมัยกรุงธนบุรีมักจะมีการบูรณะซ่อมแซมอยู่เสมอ   ไม่ว่าจะเป็นในยุคสมัยของพระเจ้าตากสินเอง หรือยุคสมัยต่อ ๆ มา หากคนรุ่นหลังต้องการซึมซับความงดงามนั้นก็คงเป็น     การยาก เพราะรูปทรงของสถาปัตยกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปเสมอ ไม่ค่อยเหลือเค้าโครงเดิมให้ได้ชม แต่ก็ยังมีสถาปัตยกรรมบางแห่งที่บูรณะแล้วยังปรากฏเค้าโครงเดิมนั่นคือ ป้อมวิชัยประสิทธิ์ กำแพงพระราชวังเดิม พระตำหนักท้องพระโรงและพระตำหนักเก๋งคู่ในท้องพระโรงเดิม ส่วนสถาปัตยกรรมที่เป็นพระอารามและถูกบูรณะแต่ยังมีเค้าโครงเดิม ได้แก่ พระอุโบสถและพระวิหารน้อย วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) พระอุโบสถและพระวิหารเดิมวัดราชคฤห์ พระอุโบสถเดิมวัดอินทาราม ตำหนักแดงวัดระฆังโฆสิตาราม และพระอุโบสถวัดหงส์รัตนาราม

     สถาปัตยกรรมในยุคสมัยกรุงธนบุรีที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ในปัจจุบันล้วนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และอนุรักษ์ทั้งสิ้น เพื่อเชื่อมต่อสิ่งที่คนรุ่นก่อน ๆ ได้สร้างเอาไว้ให้คนรุ่นหลังดู และคงอยู่สืบไปในกาลข้างหน้า

ด้านประณีตศิลป์

2712595

     ว่ากันว่างานศิลป์ในแต่ละแขนงจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้น ๆ โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นช่างแกะสลัก   ช่างประดับ ช่างลงรัก-ปิดทองพระ ช่างปั้น ช่างเขียน และสมัยกรุงธนบุรีก็มีช่างที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้อย่างพร้อมมูล ดังนั้นจึงมีงานประณีตศิลป์ออกมามากมายไม่ว่าจะเป็น ตู้พระไตรปิฎกลายรดน้ำ ๔ ตู้ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในหอวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร และทราบมาว่าตู้ลายรดน้ำเหล่านี้ได้มาจากวัดราชบูรณะ วัดจันทาราม และ   วัดระฆังโฆสิตาราม นั่นแสดงว่างานช่างฝีมือทำลายทองรดน้ำก็เป็นศิลปกรรมอีกแขนงหนึ่ง ซึ่งได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้าตากสิน และยังมีงานแกะสลัก ได้แก่ พระแท่นบรรทมในพระอุโบสถน้อย วัดอรุณราชวราราม ในพระวิหารของวัดอินทารามอีกด้วย

     ในปัจจุบันผู้คนออกท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก บ้างก็เที่ยวเพราะสบายใจ บ้างก็เพื่อหลีกหนีปัญหาต่าง ๆ   บ้างก็เพื่อพักผ่อน บางคนก็ออกเที่ยวเพราะ “สนใจ” ในความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ เช่นเดียวกับตัวฉันที่สนใจและมีความต้องการที่จะท่องเที่ยวในสถานที่ที่เป็นประวัติศาสตร์ของไทย ด้วยความหลงใหลในศิลปกรรมและวัฒนธรรมดั้งเดิมของผู้คนในอดีตจนถึงปัจจุบัน นึกดูแล้วก็อยากไปชมของจริงเร็ว ๆ เพราะต่อให้เราค้นหาข้อมูลไว้มากมายแค่ไหนก็ไม่เท่ากับการได้ไปเห็นด้วยตาและประสบพบเจอกับตนเอง ฉันหวังว่าในอนาคตอันใกล้ ตัวฉันจะได้ไปชมศิลปกรรมเหล่านี้ดังที่ใจหวัง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศิลปกรรมจากอดีตจะยังคงงดงามมิเสื่อมคลาย

“บางสถานที่โยงใยกันข้ามเวลา เชื่อมโยงถึงกันด้วยเสียงเพรียกเก่าแก่ผ่านยุคสมัยจากอดีตมายังปัจจุบัน”

เสาวลักษณ์ ภู่พงษ์
นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๙

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก
http://baanjomyut.com

http://saruta088.blogspot.com
http://www.classpublishing.com
http://irrigation.rid.go.th
http://pralanna.com
http://www.sookjai.com

สงกรานต์ เทศกาลนี้ไม่ได้มีแค่ไทย

11425599

สงกรานต์ เทศกาลนี้ไม่ได้มีแค่ไทย

     ในเดือนเมษายนมีเทศกาลที่สำคัญอยู่อีกหนึ่งเทศกาล ซึ่งคนไทยทั้งประเทศถือเป็นวันขึ้นปีใหม่และยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ และยังเป็นวันที่หลายคนรอคอย เพราะเป็นวันหยุดราชการติดต่อกันหลายวัน จึงเป็นโอกาสดีในการเดินทางกลับบ้านเพื่อทำบุญกับครอบครัว นั่นก็คือ “เทศกาลสงกรานต์” โดยจะมีการเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันเพื่อคลายความร้อนในช่วงเดือนเมษายน อีกทั้งยังสร้างความสนุกสนานให้กับคนทุกเพศทุกวัยเพราะหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต แปลว่า ผ่าน หรือ เคลื่อนย้าย ซึ่งหมายถึง พระอาทิตย์ผ่านหรือเคลื่อนย้ายเข้าไปในจักรราศีใดราศีหนึ่ง แต่ในวันและเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนย้ายเข้าสู่ราศีเมษ คือ ในเดือนเมษายน เรียกเป็นพิเศษว่า “มหาสงกรานต์” เพราะถือว่าเป็นวันและเวลาที่ตั้งต้นปีใหม่ และการตั้งต้นวันมหาสงกรานต์เป็นวันที่ ๑๓ เมษายนนั้น เป็นไปตามธรรมเนียมของอินเดียฝ่ายเหนือ วัฒนธรรมนี้ได้แพร่ขยายมาในดินแดนใกล้เคียง ทั้งศรีลังกาและสุวรรณภูมิ เทศกาลสงกรานต์จึงไม่ได้มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว พม่า และกัมพูชา ซึ่งล้วนได้รับอิทธิพลเดียวกัน ได้ยึดถือมาเป็นประเพณีปฏิบัติของตน แต่อาจจะมีความแตกต่างกันออกไปบ้างตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของแต่ละชาติ

สงกรานต์ไทย

11425596
      วันสงกรานต์ของไทยกำหนดไว้ ๓ วันด้วยกัน คือ วันที่ ๑๓ ถึง ๑๕ เมษายนของทุกปี วันที่ ๑๓ เมษายน วันมหาสงกรานต์ หรือวันส่งท้ายปีเก่า เป็นวันทำความสะอาดใหญ่ ชำระล้างร่างกายและจิตใจให้ใสสะอาด เริ่มมีการเล่นสาดน้ำเป็นวันแรก  วันที่ ๑๔ วันกลาง หรือวันเนา เป็นวันที่มักมีการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านมากมาย เช่น ขนทรายเข้าวัด การก่อเจดีย์ทราย สำหรับประเทศไทยได้กำหนดให้ วันที่ ๑๔ เมษายนของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุด้วย วันที่ ๑๕ เมษายน เป็นวันเถลิงศก หมายถึง วันขึ้นศกใหม่ เป็นวันทำบุญตักบาตรต้อนรับปีใหม่ และยังนิยมทำกิจกรรมที่การกุศลอื่น ๆ เช่น การปล่อยนกปล่อยปลา อุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว การรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการขอขมา และขอพรปีใหม่เพื่อเป็นสิริมงคลต่อชีวิต ตลอดจนจัดให้มีการสรงน้ำพระ สงฆ์น้ำพระพุทธรูป และสิ่งศักดิ์สำคัญคู่บ้านคู่เมือง

สงกรานต์ลาว

11425598

     เทศกาลสงกรานต์ลาว จะจัดขึ้น ๓ วัน วันแรกเรียกว่า “วันสังขารล่วง” เป็นวันทำความสะอาดบ้านเรือนเพื่อปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีออกไปและรับสิ่งใหม่เข้ามา วันที่สองเรียกว่า “วันเนา” วันแห่งครอบครัว มีญาติพี่น้องมารวมตัวกันเพื่อบายศรีสู่ขวัญให้ผู้ใหญ่ และวันสุดท้ายเรียกว่า “วันสังขารขึ้น” หรือวันปีใหม่ จะมีการบายศรีสู่ขวัญ อวยพรซึ่งกันและกัน รวมถึงมีการสรงน้ำพระ และการแห่นางสังขาร ซึ่งคือนางสงกรานต์ของลาว นอกจากนี้ยังมีการละเล่นอื่นๆ อีกด้วย เช่น เล่นสะบ้า เล่นงูกินหาง เป็นต้น

     สำหรับเทศกาลสงกรานต์ของประเทศลาวที่โด่งดังนั้นก็คือ เทศกาลสงกรานต์หลวงพะบาง ซึ่งในเมืองนี้ แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางกันมาเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ในหลายจังหวัดที่มีชายแดนติดกันระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกับประเทศไทยก็มีการจัดเทศกาลสงกรานต์ร่วมกันอีกด้วย อย่างสงกรานต์ผูกสายสิญจน์เชื่อมโยงพระธาตุสองแผ่นดินที่จังหวัดนครพนม ถือเป็นการสานสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

สงกรานต์กัมพูชา

11425595

      เทศกาลสงกรานต์ในกัมพูชา เป็นประเพณีโบราณเรียกกันว่า “โจลชนัมทเมย” ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวกัมพูชาเช่นเดียวกันประเทศไทย โดยจะจัดตรงกับช่วงวันสงกรานต์ของไทย ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว ในแต่ละปีรัฐบาลกัมพูชาอาจจะกำหนดให้จัดขึ้นในวันที่ ๑๓-๑๕ หรือ ๑๔-๑๖ เมษายน

      เทศกาลสงกรานต์ของชาวกัมพูชาจะมีกิจกรรมคล้าย ๆ กับไทย คือ มีการทำบุญตักบาตร ก่อพระเจดีย์ทราย สรงน้ำพระ มีการละเล่นพื้นบ้าน โดยจะแบ่งงานสงกรานต์ออกเป็น ๓ วัน วันแรกชาวบ้านจะไปทำบุญตักบาตร มีการขนทรายเข้าวัดเพื่อเตรียมก่อพระเจดีย์ทราย วันที่สองเป็นวันของครอบครัว พ่อแม่ลูกและญาติพี่น้องจะมารวมตัวกัน อาจจะมีการให้ของขวัญกันเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ด้วย ในช่วงค่ำก็จะมาร่วมกันก่อพระเจดีย์ทราย ส่วนในวันที่สาม จะมีการละเล่นรื่นเริงต่างๆ สรงน้ำพระพุทธรูป และรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่เพื่อความเป็นสิริมงคล

สงกรานต์ในพม่า

11425597

     ประเพณีสงกรานต์ของประเทศพม่ามีความเป็นมายาวนานโดยในอดีตนั้นประเทศพม่าได้มีการประกอบพิธีสงกรานต์ ตามความเชื่ออยู่ ๓ ประการ ได้แก่
๑. พิธีชำระสระเกศของพระราชา มีกำหนดเจ็ดวันครั้งไปจนถึงเดือนละครั้ง เรียกว่า “ปกติสงกรานต์”
๒. พิธีสรงสนานชำระสระเกศาของพระมหากษัตริย์เพื่อความรุ่งเรืองของแผ่นดิน เสริมดวงพระชะตาหรือเพื่อขจัดปัดเป่าเคราะห์ภัยต่างๆ ของบ้านเมือง เรียกว่า “พระสงกรานต์อย่างกลาง”
๓. พิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อบูชาเทวดานพเคราะห์ในวันก่อนที่จะจัดให้มีพิธีรับเครื่องราชสักการะ ซึ่งมักจะเป็นวันเถลิงศกหรือไม่ก็เป็นวันบรมราชาภิเษก เรียกว่า “พระมหาสงกรานต์ใหญ่” หรือ “วันเรียกพระสงกรานต์”

     ชาวพม่าเรียกเทศกาลสงกรานต์ว่า “ตะจังเหย่ตะเบงบะแวด่อ” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “เหย่มะแวด่อ” โดยทางการจะประกาศเป็นวันหยุดราชการเพื่อให้ประชาชนประกอบกิจกรรมตามประเพณี ซึ่งชาวพม่าถือว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการสร้างบุญกุศล จึงนิยมเข้าวัดทำบุญ รักษาศีล และยังให้ความสำคัญกับกิจกรรมการขจัดปัดเป่าและชำระล้างมลทินทั้งหลายให้หมดสิ้นไป ด้วยการอาบน้ำชำระร่างกายและสระผมให้สะอาดหมดจดในช่วงเวลาของการเคลื่อนย้ายราศีเก่าและเข้าสู่ราศีใหม่หรือปีใหม่ รวมทั้งปัดกวาดทำความสะอาดบ้านช่อง เพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีให้หมดไป และเปิดรับสิ่งใหม่ที่เป็นสิริมงคลในวันขึ้นปีใหม่ นอกจากนี้ยังมีประเพณีการจัดอาหารคาวหวานไปขอขมาญาติผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีลักษณะคล้ายกับธรรมเนียมทางภาคเหนือของไทยเรียกว่า การ “รดน้ำดำหัว”

      ในปัจจุบันนี้ หากพูดถึงเทศกาลสงกรานต์ คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงสงกรานต์ที่ประเทศไทยเป็นอันดับแรก และคนไทยหลาย ๆ คนก็มักจะคิดว่าเทศกาลนี้มีเพียงแค่ในประเทศไทยเพียงแห่งเดียว ทั้งที่จริงแล้ว “สงกรานต์” เป็นประเพณีร่วมของคนที่นับถือพระพุทธศาสนา และผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบอาเซียนเช่นกัน

นาย ธีรวัฒน์ ศรีจันทร์ นิสิตสาขาวิชาประวัติศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
๑๑ เมษายน ๒๕๕๙

ที่มา
http://www.oceansmile.com/Lao/Festival.htm
http://mcpswis.mcp.ac.th/html_edu/cgi-bin/mcp/main_php/print_informed.php?id_count_inform=11165
http://www.sahavicha.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=4858
http://www.tkpark.or.th/

วันอนุรักษ์มรดกไทยเทิดไท้องค์วิศิษฏศิลปิน

31325593

วันอนุรักษ์มรดกไทยเทิดไท้องค์วิศิษฏศิลปิน

31325591 31325592 31325594

     เดือนเมษายนนอกจากจะเป็นเดือนที่มีวันสำคัญอย่างเช่น วันคล้ายวันสวรรณคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือวันสงกรานต์ซึ่งเป็นวันหยุดยาวที่เด็ก ๆ รอคอยแล้วยังมีวันสำคัญอยู่อีกวันหนึ่งคือ “วันอนุรักษ์มรดกไทย” ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่าวันทั้งสองที่ได้กล่าวมานั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร เดิมทีวันที่ ๒ เมษายนนั้นเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเพียงอย่างเดียว ต่อมารัฐบาลได้มีมติประกาศให้วันที่ ๒ เมษายนของทุกปี เป็น “วันอนุรักษ์มรดกไทย” ทั้งนี้เป็นเพราะทั้งเหล่าคนธรรมดาสามัญชน ตลอดจนข้าราชการ นักการเมืองต่างตระหนักในพระปรีชาสามารถในด้านศิลปวัฒนธรรมและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงอนุเคราะห์สนับสนุนกิจกรรมอันเนื่องด้วยงานวัฒนธรรมของชาติเสมอมา โดยเฉพาะทรงเป็นแบบอย่างในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ และพระราชจริยาวัตรในด้านการอนุรักษ์มรดกของชาติในสาขาต่าง ๆ ทั้ง ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและศาสนา

     การดำเนินงานวันอนุรักษ์มรดกไทย เริ่มขึ้นตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๒๘ เป็นต้น โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ได้แก่ การประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านอนุรักษ์มรดกไทย โดยได้รับพระราชทานเข็มเกียรติคุณวันอนุรักษ์มรดกไทย และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ

      ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีได้รับการทูลเกล้าฯถวายพระสมัญญาว่า “ เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย ” และเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ วันศิลปินแห่งชาติ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติก็ได้ทูลเกล้าฯถวายพระสมัญญา “ วิศิษฏศิลปิน ” แด่พระองค์ท่าน ซึ่ง มีความหมายว่าทรงมีพระอัจฉริยะภาพและทรงพระปรีชาสามารถในศิลปะหลายสาขา ทรงมีคุณูปการต่อเหล่าศิลปินและศิลปวัฒนธรรมของชาติ และยังทรงเป็นเมธีทางด้านวัฒนธรรม คือทรงเป็นปราชญ์ที่มีความรอบรู้ในวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ

     วันอนุรักษ์มรดกไทยในแต่ละปีจะมีการจัดกิจกรรม นิทรรศการ และการแสดงต่าง ๆ ขึ้นมา โดยเน้นเกี่ยวกับงานพื้นบ้านกับการสืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมไทย เช่น การสาธิตงานช่างพื้นบ้าน การแสดงพื้นบ้าน การเสวนาการแข่งขันตอบปัญหา อีกทั้งยังมีการเปิดพิพิธภัณฑ์โบราณสถาน-อุทยานประวัติศาสตร์ให้เข้าชมฟรี อีกทั้งบางแห่งก็ยังได้ฉายภาพยนตร์ รวมถึงรณรงค์ให้มีการพัฒนา บูรณะและทำความสะอาดโบราณสถาน และศาสนสถาน เป็นต้น

      กิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นในแต่ละปีล้วนแตกต่างกันออกไปตามยุคสมัยและเหตุการณ์บ้านเมือง แต่ยังเน้นในเรื่องของการสร้างสำนึกและปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่หันมาร่วมมือกันอนุรักษ์และทำนุบำรุงวัฒนธรรมประเพณีตามวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันอนุรักษ์มรดกไทยที่ถูกแบ่งไว้เป็น ๖ ข้อ ดังนี้

๑. เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่ามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ
๒. เพื่อรณรงค์ให้มีการสงวนรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างถูกวิธี
๓. เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนและภาคเอกชนได้มีความรู้สึกร่วมในความเป็นเจ้าของโบราณสถาน โบราณวัตถุและร่วมรับผิดชอบดูแลทะนุบำรุงรักษาได้เป็นมรดกไทยประจำถิ่น
๔. เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในท้องถิ่น
๕. เพื่อลดอัตราการสูญเสีย และการถูกทำลายของโบราณสถานโบราณวัตถุให้น้อยลง
๖. เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติ ซึ่งมีผลให้วัฒนธรรมไทยเบี่ยงเบนเปลี่ยนทิศทางไป

      ในวันอนุรักษ์มรดกไทย ปี ๒๕๕๙ นี้สถานอารยธรรมโขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรสวรร่วมกับสภาวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก เทศบาลนครพิษณุโลก และมหาวิทยาลัยพิษณุโลก จัดกิจกรรมเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๙ ณ ศาลาประชาคม ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก และหอประชุมอนุสรณ์ ๑๐๐ ปี คุณย่าประสาท รักเลี้ยง มหาวิทยาลัยพิษณุโลก

     กิจกรรมประกอบด้วยการวางพานพุ่มถวายราชสักการะสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, การแสดงรำถวายพระพร โดยภาควิชาศิลปะการแสดง คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, กิจกรรมทางวัฒนธรรม/การประกวดการแสดงศิลปวัฒนธรรม, ลานอาหารไทย ตลาดย้อนยุคเมืองพิษณุโลก ทั้งนี้สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวินร่วมจัดนิทรรศการพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ, นิทรรศการเส้นสายชาติพันธุ์สู่การพัฒนาผ้าทอร่วมสมัย ได้แก่ การนำเสนอผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยการออกแบบลวดลายผ้าทอเอกลักษณ์จังหวัดพิษณุโลก และงานวิจัยพัฒนาผ้าทอร่วมสมัย ระยะที่ ๒: แปรรูปผ้าทอเป็นกระเป๋า ตลอดจนการเดินแฟชั่นโชว์ชุดสีสันเส้นสายลวดลายชาติพันธุ์

     ด้วยความเปลี่ยนแปลงจากทั้งสภาพของสังคมและผู้คนจึงทำให้มรดกไทย วัฒนธรรมไทยบางอย่างได้เปลี่ยนไป อีกทั้งเยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่ได้ให้ความสนใจที่จะรักษาไว้ซึ่งมรดกไทยอันล้ำค่าเหล่านี้ไว้ จึงทำให้มรดกอันทรงคุณค่าของไทยบางส่วนได้ถูกทำลายไป ดังนั้นการจัดงานวันอนุรักษ์มรดกไทยจึงมีความสำคัญ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่ามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติเพราะเมืองไทยของเราเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นทางด้านศิลปวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์เอาไว้มากมาย ทั้งศิลปะ หัตถกรรม นาฏศิลป์ ดนตรี ตลอดจนการดำเนินชีวิต และประเพณีต่าง ๆ ที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นมรดกอันทรงคุณค่าซึ่งควรค่าแก่การรักษาให้คงอยู่ต่อไป

นายธีรวัฒน์ ศรีจันทร์ นิสิตฝึกงาน สาขาวิชาประวัติศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙

ที่มา
http://goo.gl/VQTnOf , https://goo.gl/hDAVi0 , http://goo.gl/E3eFPy , http://goo.gl/ezIKSV
http://www.chula.ac.th/th/archive/32965 , http://www.chula.ac.th/th/archive/33112