กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร อาคารวิสุทธิกษัตริย์ ชั้น 3 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000

055-961208 , 055-961204 , 055-961148 mekong_salween@nu.ac.th

บทความพิเศษเล่าอารยธรรม

“ไก่เหลืองหางขาว” จากตำนานประวัติศาสตร์ชาติไทย สู่นวัตกรรมแห่งเส้นสายลายผ้า

07066106

“ไก่เหลืองหางขาว” จากตำนานประวัติศาสตร์ชาติไทย
สู่นวัตกรรมแห่งเส้นสายลายผ้า

07066103

     ไก่ชนเหลืองหางขาว หรือที่เรียกติดปากกันว่า ไก่ชนพระนเรศวร ด้วยที่มาจากตำนานแห่งวีรกษัตริย์ไทย องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งปรากฏอยู่ในพงศาวดาร เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงพำนักอยู่ในกรุงหงสาวดี ประเทศพม่าตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงนำไก่เหลืองหางขาวไปจากเมืองพิษณุโลก (ไก่จากบ้านกร่าง เดิมเรียกบ้านหัวแท ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองพิษณุโลกไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๙ กิโลเมตร) เพื่อไปชนกับไก่ของพระมหาอุปราชา เป็นไก่ชนที่มีลักษณะพิเศษ มีความเฉลียวฉลาดในการต่อสู้ จึงชนชนะ จนได้รับสมญาว่า เหลืองหางขาว ไก่เจ้าเลี้ยง

07066104

     มาวันนี้ไก่เหลืองหางขาวเผยโฉมในรูปแบบของความวิจิตร งดงาม ด้วยสีสันเส้นสายบนผ้าขาวม้าลวดลายใหม่ “เหลืองหางขาว” โดยกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ กลุ่มวิสาหกิจผ้าทอไทยร่วมใจบ้านกร่างท่าวัว หรือ กลุ่มทอผ้าบ้านกร่าง ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก อันเป็นแหล่งกำเนิดของไก่ชนเหลืองหางขาว

     “ด้วยภารกิจของกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมในการอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เล็งเห็นว่า ผ้าขาวม้า เป็นผ้าทอที่คนไทยคุ้นเคย ผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตมาเนิ่นนานทุกยุคสมัย สะท้อนวัฒนธรรม และยังสามารถพัฒนาเป็นสินค้าวัฒนธรรมเชิงพาณิชย์ได้ ทั้งนี้จากการลงพื้นที่พบว่า ในจังหวัดพิษณุโลกมีกลุ่มทอผ้าบ้านกร่างเพียงกลุ่มเดียวที่ยังคงทอผ้าขาวม้าออกสู่ท้องตลาด โดยมีผ้าขาวม้าเอกลักษณ์ของกลุ่มอยู่เพียงลวดลายเดียวที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ คือผ้าขาวม้าตาเล็ก สีส้มเหลือง จึงเห็นว่าควรส่งเสริมให้มีผ้าทอรูปแบบเพิ่มเติม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค และเพิ่มประเภทของผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มฯ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร เล่าถึงที่มา

07066105

     ช่วงระยะเวลาประมาณ ๒ เดือน ในการผสมผสานศาสตร์และศิลป์ จากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ กับเอกลักษณ์เมืองพิษณุโลก บนรากเหง้าวัฒนธรรม เริ่มตั้งแต่การคิดค้น ออกแบบลวดลาย โดยนายวชริพงษ์ วงศ์ประสิทธิ์ นักวิชาการช่างศิลป์ กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม นำไปสู่กระบวนการถักทอฝีมือของสมาชิกกลุ่มทอผ้าบ้านกร่าง จึงก่อเกิดเป็นผ้าขาวม้าจากเส้นฝ้ายแท้ สีสันของไก่เหลืองหางขาว ได้แก่ น้ำตาล เหลือง ขาว และดำ

     ผ้าขาวม้าต้นแบบ “เหลืองหางขาว” จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการผ้าขาวม้า ร่วมกับผ้าขาวม้าโบราณและผ้าขาวม้าจากการประยุกต์พัฒนาของกลุ่ม ตลาดจนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าขาวม้า เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ซึ่งมีความสวยงาม สดใส และร่วมสมัย นอกจากนี้ยังมีผ้าขาวม้าของบุคคลสำคัญ เช่น นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธุ์ ประธานสถาบันพัฒนาสี่แยกอินโดจีน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีรธร บุณยรัตพันธุ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าที่ร้อยตรีธรรมนูญ ท้าวฮ้าย นายกองค์การส่วนบริหารตำบลบ้านกร่าง เป็นต้น

     ผ้าขาวม้าลายเหลืองหางขาว รวมถึงผ้าขาวม้าลวดลาย รูปแบบต่าง ๆ ในนิทรรศการผ้าขาวม้า จำนวนกว่า ๑๐๐ ชิ้น นับเป็นนวัตกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม ที่พร้อมเผยแพร่และเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ เป็นสินค้าทางวัฒนธรรม รอการมาชื่นชม ณ พิพิธภัณฑ์ผ้า มหาวิทยาลัยนเรศวร ในวันและเวลาราชการ จนถึงวันที่ ๑๕ มิถุนายนศกนี้ โทร. ๐ ๕๕๙๖ ๑๒๐๗ และ ๐ ๕๕๙๖ ๑๑๔๘

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยนเรศวร

“ผ้าขาวม้า” ภูมิปัญญาแห่งชีวิต จิตใจ สายใย ความผูกพัน

07066103

“ผ้าขาวม้า”
ภูมิปัญญาแห่งชีวิต จิตใจ สายใย ความผูกพัน

07066101

07066102

    “ยามเย็นเดินเล่นชายทุ่ง ผ้าขาวม้าคาดพุง นุ่งกางเกงขาวยาว แต่งตัวไปอวดสาว ๆ นุ่งกางเกงขายาว ผ้าขาวม้าคาดพุง…”

    เสียงเพลงจากการแสดงชุดผ้าขาวม้า โดยกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน อำเภอวัดโบสถ์จังหวัดพิษณุโลก ในพิธีเปิดนิทรรศการ “ผ้าขาวม้า” เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ณ พิพิธภัณฑ์ผ้า กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร เล่าย้อนวิถีชีวิตของคนไทยนับแต่อดีตที่มีผ้าขาวม้าเป็นผ้าคู่กาย ใช้ได้สารพัดประโยชน์ตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่เกิดจนตาย ผู้ชายใช้โพกผม พาดบ่า คล้องคอ คล้องไหล่ คาดพุง นุ่งอาบน้ำ ปูนอน ห่อสัมภาระ ฝ่ายหญิงก็ใช้บังแดด เช็ดข้าวของเครื่องใช้ ปัดยุง ไล่แมลง ผูกเปล หรือมัดสะพายแล่งโอบก้นลูกน้อยเข้าเอว ฯลฯ

     มาถึงวันนี้เราได้รู้จักอีกหนึ่งคุณค่าอันแสนลึกซึ้งของผ้าขาวม้า จากนายประดิษฐ์  ศรีกองหนุน ผู้อำนวยการส่วนเทคโนโลยีและสารสนเทศ สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ ๖ ในการเสวนาเรื่อง ผ้าขาวม้า

     “เมื่อพ่อแม่เสียชีวิต จะเก็บของใช้ของพ่อแม่ไว้บูชา ตัวเองก็นำผ้าขาวม้าของพ่อมาเก็บไว้ในลิ้นชักในรถยนต์ เวลาขับรถไปไหนก็เหมือนมีพ่อคอยติดตาม คุ้มครอง เป็นขวัญ กำลังใจ และสิริมงคลชีวิต” ผ้าขาวม้าผืนนี้จึงมีคุณค่ายิ่งกว่าเครื่องรางของขลังใด ๆ ทั้งปวง

     ในแง่ของการใช้ชีวิต ผ้าขาวม้าก็มีความผูกพันอย่างแนบแน่น “ตอนที่มีลูกเล็ก ๆ ๒ คน ลูกไม่ยอมนอนเปลที่ซื้อมา จะดิ้น จึงนำผ้าขาวม้ามาผูกเป็นอู่หรือเปลให้ลูกนอน ลูกก็จะนอนอย่างอบอุ่น” เรียกว่าผ้าขาวม้าแทนอ้อมกอดของพ่อแม่เลยก็ว่าได้

     จากผู้ใช้ มาถึงฝ่ายผู้ผลิตกันบ้าง นั่นคือ กลุ่มวิสาหกิจผ้าทอไทยร่วมใจบ้านกร่างท่าวัว หรือ กลุ่มทอผ้าบ้านกร่าง ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นกลุ่มทอผ้าที่ผลิตผ้าประเภทต่างๆ ทั้งผ้าพื้น ผ้ามัดหมี่และผ้าขาวม้า โดยเฉพาะผ้าขาวม้ามีการผลิตมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยมีการนำผ้าขาวม้าเก่าที่ใช้จริงในชุมชนมาเป็นแบบในการผลิตขึ้นมาใหม่ นอกจากนั้นยังส่งเข้าคัดสรรเป็นสินค้า OTOP จนได้รับคัดสรรเป็นสินค้า OTOP ระดับ ๔ ดาว ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย

     นางประสาน  คงคอน รองประธานกลุ่มวิสาหกิจผ้าทอไทยร่วมใจบ้านกร่างท่าวัว เล่าว่า “เราใช้ผ้าขาวม้าในชีวิตประจำวันกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ สมาชิกของกลุ่มจึงแกะลวดลายจากผ้าขาวม้าดั้งเดิมที่มีอายุนับ ๑๐๐ ปี ลักษณะเป็นผ้าขาวม้าตาเล็กโทนสีส้มเหลือง วัสดุที่ใช้คือไหมประดิษฐ์ สามารถนำไปแปรรูปและตัดเย็บเป็นเครื่องแต่งกายได้ แต่เมื่อทางมหาวิทยาลัยนเรศวรมาสอนให้เราทอผ้าขาวม้าจากฝ้าย พร้อมลวดลายใหม่ ซึ่งสามารถประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อีก เราก็จะทอทั้งผ้าขาวม้าดั้งเดิมและที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ไปพร้อมกัน”

     บุคลากรของกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ฝึกสอนให้สมาชิกของกลุ่มทอผ้าบ้านกร่าง มีการประยุกต์ พัฒนา สร้างสรรค์ ลวดลายและสีสันของผ้าขาวม้าให้มีความทันสมัย ทั้งยังแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม ที่สำคัญทอจากเส้นใยฝ้ายที่มาจากดอกฝ้าย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและคุณค่า

     “ปกติผ้าขาวม้า ๑ ผืน เราขายราคา ๒๕๐ บาท ยังมีคนต่อ เราก็บอกว่ากว่าจะได้แต่ละผืน ต้องผ่านกระบวนการมากมาย ผ้าขาวม้าแต่ละผืนสมาชิกทุกคนทอด้วยหัวใจ ด้วยใจรักจริง ๆ ตอนก่อตั้งกลุ่มมีสมาชิก ๓๐ คน ตอนนี้เหลืออยู่ ๘ คน ซึ่งเป็น ๘ คนที่รักการทอผ้าขาวม้าเป็นชีวิตจิตใจ”

     นางประสานให้คำมั่นสัญญาว่า ทั้ง ๘ คนจะยังคงมุ่งมั่นทอผ้าขาวม้าต่อไป และเป็นที่น่ายินดีว่า ภูมิปัญญานี้กำลังได้รับการสืบทอดไปยังเยาวชนคนรุ่นใหม่ นั่นคือเด็กหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย แม้ไม่ใช่คนในพื้นที่แต่ชื่นชอบการทอผ้าขาวม้าเป็นพิเศษ เข้ามาศึกษา เรียนรู้ จนสามารถทอเป็นผืนผ้าได้แล้ว ทุกวันนี้มีความผูกพันกับผ้าขาวม้าและสมาชิกกลุ่มทอผ้าบ้านกร่างเป็นอย่างยิ่ง

     ผ้าขาวม้าแต่ละผืนที่จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการ “ผ้าขาวม้า” ณ พิพิธภัณฑ์ผ้า มหาวิทยาลัยนเรศวร จนถึงวันที่ ๑๕ มิถุนายนศกนี้ จึงมิได้มีเพียงเส้นสี ลวดลาย อันสดใสสวยงามเท่านั้น แต่ยังสอดแทรกหัวใจของผู้ทอ ที่รอให้ทุกคนมองเห็นและเข้าใจ

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยนเรศวร

 

 

สามล้อถีบพิษณุโลก…ฤาจะกลายเป็นเพียงเอกลักษณ์ในตำนาน?

05096010

สามล้อถีบพิษณุโลก…ฤาจะกลายเป็นเพียงเอกลักษณ์ในตำนาน?

0509608

     แต่ก่อนเมื่อกลับจากกรุงเทพฯ พอลงรถทัวร์เป็นต้องมองหารถสามล้อถีบ นั่งสามล้อชมเมืองแบบเพลินเพลินระหว่างกลับบ้านแบบไม่เร่งรีบ เจอสะพานหรือเนินสูงก็ต้องลงไปช่วยเข็นกลายเป็นความสนุกสนาน เป็นสีสัน และเสน่ห์คู่เมืองพิษณุโลกมาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบันสามล้อถีบลดจำนวนลง จนเหลือน้อยมาก สามล้อถีบหายไปไหน และคนถีบสามล้อไปทำอาชีพอะไร จากคำถามดังกล่าว กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวรจึงได้ดำเนินการงานวิจัย “พลวัตของคนประกอบอาชีพสามล้อถีบเมืองพิษณุโลก” ขึ้น

“เมื่อสังคมเมืองพิษณุโลกก้าวเข้าสู่การพัฒนาและขยายตัวของชุมชนเมืองในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ส่งผลให้วิถีชีวิตของคนถีบสามล้อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเมืองพิษณุโลก แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่าน รถสามล้อถีบเมืองพิษณุโลกได้ถูกพัฒนาเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว แต่วิถีชีวิตของคนถีบสามล้อกลับโรยราและเปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนขาดผู้เชื่อมต่อจากรุ่นสู่รุ่น เหลือเพียงวิถีชีวิตของผู้เฒ่าและกลุ่มคนที่มองว่าเป็นเพียงชายขอบของสังคม” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงที่มาของงานวิจัย

     นายอภิสิทธิ์ ปานอิน ผู้ลงมือศึกษาวิจัยได้เริ่มสืบค้นตั้งแต่กำเนิดของสามล้อในเมืองไทย พบว่า เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ณ กรุงเทพมหานคร โดยเลื่อน พงษ์โสภณเป็นผู้สร้างขึ้น และค่อย ๆ ได้รับความนิยมจนเกิดเป็นธุรกิจสามล้อถีบที่เฟื่องฟู จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ประกาศยกเลิกสามล้อในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓

     “เมื่อในกรุงเทพฯ ยกเลิก สามล้อจึงกระจายออกสู่ต่างจังหวัด รวมทั้งพิษณุโลก จังหวะเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ จึงมีการบูรณะเมือง สามล้อถีบจึงเป็นสิ่งใหม่ที่คนพิษณุโลกให้ความสนใจได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับการพัฒนาเมือง เกิดโรงแรม ร้านค้า และธุรกิจใหม่มากมาย มีกิจการอู่เช่าสามล้อถีบหลายสิบอู่ กลายเป็นอาชีพ เป็นเส้นทางทำมาหากินที่สำคัญ”

กระทั่งช่วงปี ๒๕๓๑ เป็นต้นมา สามล้อถีบเริ่มลดความนิยม และน้อยลงเรื่อย ๆ เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ ปานอิน ให้เหตุผลว่าจากการศึกษาพบว่า เกิดจากนโยบายการพัฒนาประเทศในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ทั้งในด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การคมนาคม อุตสาหกรรม ต่อเนื่องมาถึงยุคของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของเศรษฐกิจเลยก็ว่าได้ สำหรับจังหวัดพิษณุโลกเองเริ่มมีรถจักรยานยนต์มากขึ้นเรื่อย ๆ มีรถเมล์บ้านเรา รถตุ๊กตุ๊ก และวินมอเตอร์ไซต์” นี่ยังไม่นับรวมรถแท็กซี่ที่เกิดขึ้นในภายหลัง

0509609

     สามล้อถีบจำนวนหลายพันคัน เหลือเพียงหลักร้อย และมีทีท่าว่าจะลดลงเรื่อย ๆ ทั้งนี้สามล้อถีบที่ยังหลงเหลือในปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ สามล้อดั้งเดิมและสามล้อเพื่อการท่องเที่ยว

 “สามล้อดั้งเดิมแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีอายุ ๕๐ – ๖๐ ปี รับจ้างปั่นแบบไม่เร่งรีบ เนื่องจากมีลูกหลานเลี้ยงดูอยู่แล้ว กลุ่มที่ ๒ คือ กลุ่มดั้งเดิมที่ปรับตัวเข้ากับสังคมเมือง คือ ปั่นสามล้อแบบหารายได้จากทั้งรับบริการทั่วไปกับให้บริการนักท่องเที่ยว มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ ส่วนกลุ่มที่ ๓ คือกลุ่มสามล้อเพื่อการเอาชีวิตรอด ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ปั่นสามล้อเพื่อเลี้ยงชีพ”

     “สามล้ออีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังคือ สามล้อเพื่อการท่องเที่ยว ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ เป็นสีสันและวัฒนธรรมของเมืองพิษณุโลก นับตั้งแต่ยุคของนายไพฑูรย์ สุนทรวิภาคเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก มีนโยบายสนับสนุน ส่งเสริมอาชีพสามล้อถีบ โดยต้องการให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวยามค่ำคืน เราจึงมักเห็นนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติสนุกสนานกับการนั่งสามล้อทัวร์ชมเมืองพิษณุโลกชมแสง สี เป็นส่วนใหญ่”

    จากผลการวิจัย นายอภิสิทธิ์ ปานอิน ตั้งข้อสันนิษฐานว่า กาลข้างหน้ากลุ่มสามล้อดั้งเดิมคงจะหายไป เนื่องจากคนปั่นอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนสามล้อทัวร์เพื่อการท่องเที่ยวก็จะลดความนิยมลง จนกระทั่งหายไปในที่สุด

 “คนมองว่าเอกลักษณ์ของเมืองพิษณุโลกคือตัวรถสามล้อ แต่ไม่เคยมองที่คนปั่น ดังนั้น ทัวร์สามล้อจึงมีรถสามล้อเป็นเอกลักษณ์ คนปั่นสามล้อไม่ได้เป็นเอกลักษณ์ สิ่งที่ยังคงอยู่คือรถสามล้อ ในขณะที่คนปั่นเริ่มหายไป คนนั่งสามล้อก็ลดลง จึงอาจกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดจากคนมากกว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงก้ำกึ่งอาจยังมองไม่เห็น นึกภาพไม่ออก แต่เชื่อว่าอีก ๑๐ – ๒๐ ปีข้างหน้า สามล้อทัวร์จะไม่มีแล้ว”

 อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานวิจัยเรื่อง พลวัตของคนประกอบอาชีพสามล้อถีบเมืองพิษณุโลก อาจไม่ใช่บทสรุปของอาชีพสามล้อถีบของจังหวัดพิษณุโลก ในอนาคตสามล้อถีบอาจกลายเป็นจดหมายเหตุ ความทรงจำของชาวพิษณุโลก หรือไม่แน่ว่าอาจได้รับการพลิกฟื้นให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งก็เป็นได้

 

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๕ กันยายน ๒๕๖๐

บทความพิเศษ…ตามรอยเวียงจันทน์ งดงาม ซาบซึ้ง…ณ หอพระแก้ว หนึ่งตำนานเล่าขานประวัติศาสตร์ชาติลาว

2703602

บทความพิเศษ…ตามรอยเวียงจันทน์

งดงาม ซาบซึ้ง…ณ หอพระแก้ว หนึ่งตำนานเล่าขานประวัติศาสตร์ชาติลาว

270360

      การเยือนเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประธิปไตยประชาชนลาวเป็นครั้งแรก ในช่วงระยะเวลาเพียง ๓ วัน คือวันที่ ๓ – ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ตามโครงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยนเรศวร ในฐานะคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ช่างเป็น ๓ วันที่มีคุณค่ายิ่ง ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิทัศน์ สถาปัตยกรรม ฯลฯ คือความแปลกตา ชวนค้นหา ร้อยเรียงเป็นเรื่องราว ดังเช่น เรื่องของหอพระแก้ว ที่เต็มไปด้วยตำนาน ละลานตาด้วยวัตถุโบราณอันมีมนต์ขลัง

     “เมื่อเข้าไปด้านในแล้ว ห้ามถ่ายรูปนะคะ และต้องถอดหมวก แว่นตาดำ แต่งตัวสุภาพห้ามใส่ขาสั้น เสื้อแขนกุดค่ะ” คำเตือนของชบา ไกด์สาวชาวลาว เล่นเอาดับฝันเราในบัดดล ฉันจึงได้เพียงฟังคำบอกเล่าของชบาบนรถบัส มโนภาพก่อนนำมาผนวกกับของจริงภายในหอพระแก้วขณะเดินชม จากนั้นสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์และถูกต้องที่สุด

รูปปั้นที่คนลาวไม่พึงประสงค์

     “เมื่อเลี้ยวเข้าไปภายในหอพระแก้ว ด้านขวามือจะมีรูปปั้นผู้หญิงกับผู้ชายที่ยกพานดอกไท้ธูปเทียนไว้ ซึ่งนายช่าง (ช่างปั้น) เป็นคนฝรั่งเศสชื่อว่า เปย์รูอินกวาง เป็นคนหล่อรูปปั้นสองรูปนี้ขึ้นมาด้วยทองสัมฤทธิ์ มีความหมายว่า ยกประเทศให้ผู้อื่นปกครอง แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ เป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมา เราไม่เคยยกประเทศให้ผู้อื่นปกครอง” ชบากล่าวเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

     ชบาเล่าต่ออีกว่าก่อนหน้านี้มีรูปปั้นของโอกุสต์ ปาวี ผู้สำเร็จราชการของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ทำให้ลาวตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสถึง ๖๑ ปีจัดแสดงอยู่ด้วย แต่หลังจากที่ลาวประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสแล้ว ได้ตัดรูปปั้นนี้ไปทิ้งในลุ่มแม่น้ำโขง ภายหลังทางสถานทูตฝรั่งเศสได้ดำน้ำนำเอารูปปั้นขึ้นมาตั้งไว้ ณ บริเวณหน้าสถานทูตฝรั่งเศสจนถึงปัจจุบัน

ไหหิน…ใส่เหล้า ศพ ข้าวของเครื่องใช้?

     “เมื่อเดินต่อไปจะพบกับไหหิน ซึ่งมีมานานกว่า ๒๕๐ ปีแล้ว สันนิษฐานว่าเป็นไหใส่เหล้าสมัยขุนเจือง ในสมัยนั้นขุนเจืองเป็นคนลาวที่มียศถาบรรดาศักดิ์ เป็นต้นตระกูลของลาวพวน หลังจากที่รบชนะแล้วได้พาทหารมาฉลองกันที่ทุ่งไหหิน โดยมีการนำหินมาสกัดเป็นไหเพื่อใช้หมักเหล้า ข้อสันนิษฐานอีกประการหนึ่งคือเป็นสุสานหินใส่คนตายหรือทุ่งไหหินคนตาย เพราะบางไหมีกระดูกคนตายอยู่ บ้างก็มีข้าวของเครื่องใช้อยู่เป็นจำนวนมาก ประเทศลาวมีทุ่งไหหินอยู่เป็นจำนวนมาก หนึ่งทุ่งจะมีประมาณ ๒๕๐ ใบ มีน้ำหนักถึง ๒ ตัน” คำอธิบายของชบา

    เมื่อฉันสืบค้นข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki พบว่า ปัจจุบันมีข้อสันนิษฐานกำเนิดทุ่งไหหิน ๓ ประการ คือ

     ตัดมาจากหินก้อนใหญ่จำนวนหนึ่ง ซึ่งทำไว้เพื่อบรรจุคนตายในสมัยก่อน เมื่อพันปีมาแล้ว (ก่อนประวัติศาสตร์ยุคเหล็ก ๓,๐๐๐ – ๔,๐๐๐ ปี) ตามความเชื่อของคนในสมัยนั้นที่ว่า สถานที่ฝังศพคนตายต้องรักษาไว้ในที่สูง เพื่อหลีกเว้นการเซาะพังทลายจากน้ำต่างๆ ดังนั้นจึงเห็นไหหินอยู่ในสถานที่เป็นเนินสูง

     เป็นไหเหล้าของนักรบโบราณ คือตามตำนานกล่าวไว้ว่าระหว่างศตวรรษที่ ๘ นักรบผู้กล้าหาญของลาวผู้หนึ่ง ชื่อว่าท้าวขุนเจือง ได้ยกกำลังพลไปทำสงครามแล้วก็ได้ชัยชนะอยู่ที่เชียงขวาง หลังจากได้รับชัยชนะแล้ว ก็ได้ทำการฉลองชัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลา ๗ เดือน ไหที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นไหเหล้าสำหรับเลี้ยงไพร่พลในการฉลองชัยชนะของท้าวขุนเจือง ในคราวนั้น ดังนั้นคนลาวทั่วไปมักเรียกว่า “ไหเหล้าเจือง”

     เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่นเดียวกับสโตนเฮนจ์ ประเทศอังกฤษ

พญานาคกับตำนานความเชื่อ

     “เดินต่อไปจะพบกับรูปปั้นพญานาค เนื่องจากคนลาวนับถือพญานาค โดยมีรูปมังกรอยู่ด้วย ซึ่งมีการเล่าสืบต่อกันมาว่า พระอินทร์เห็นว่าพญานาคมีอิทธิฤทธิ์ทั้งบนบกและในน้ำ เลยจะแต่งตั้งให้พญานาคเป็นเจ้าถิ่น แต่มังกรไม่ยอมจึงมีการสู้รบกันระหว่างพญานาคกับมังกร พญานาคมีอิทธิฤทธิ์เสมอกันกับมังกร แต่ปรากฏว่ามังกรได้กลืนพญานาคจากหางจนถึงคอ เหลือแต่หัวพญานาค ซึ่งเป็นแบบนี้อยู่ ๓ วัน จนมังกรยอมให้กับพญานาค พญานาคจึงได้เป็นเจ้าถิ่น”

     ด้วยเหตุนี้เองเมื่อถึงวันออกพรรษาจะมีการลอยกระทงเพื่อบูชาพระแม่คงคาและมีการไหลเรือไฟเพื่อบูชาพญานาค ซึ่งตามโบราณสถานจะมีจิตรกรรมฝาผนังรูปพญานาค ตลอดจนเรื่องราวเกี่ยวกับพญานาคที่แปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อมาขอบวชเป็นพระภิกษุ ด้วยความเลื่อมใสในพระธรรม แต่ไม่สามารถทำได้ จนกลายเป็นตำนานเรื่องเล่ามาจนถึงปัจจุบัน

พระพุทธรูปสำคัญ และบานประตูที่รอดพ้นจากการถูกไฟไหม้

     ไกด์ชบาเล่าต่อว่าด้านบนจะมีพระพุทธรูปปางห้ามญาติอยู่ในท่ายืนแล้วยกมือหนึ่งข้างพร้อมแบมือเสมือนให้เราหยุด ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ สังเกตบนยอดปลายแหลมพระเกศได้ถูกตัดไปในสมัยสงคราม พระพุทธรูปนี้มีอายุเก่าแก่กว่า ๒๐๐ ปี อย่างที่เรารู้กันว่าประเทศใดตกเป็นเมืองขึ้น ทรัพย์สมบัติจะถูกยึดเอาไป พระพุทธรูปบางองค์ถูกยกไปทั้งองค์ เหลือแต่ฐาน”

     หอพระแก้วมีพระประทานคือ พระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบางจำลองทำด้วยไม้แล้วเคลือบด้วยทองคำเปลว เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของคนลาว พระบางองค์จริงเป็นพระพุทธรูปทองคำ มีน้ำหนัก ๕๔.๔ กิโลกรัม ประดิษฐานอยู่ที่หลวงพระบาง

     เมื่อเดินออกมาด้านหลังหอพระแก้ว พวกเรานั่งถ่ายรูปกับบานประตูไม้ที่แกะสลักอย่างสวยงาม ชบาจึงเล่าว่า “ประตูหอพระแก้วมีมาแต่โบราณ อายุกว่า ๔๐๐ ปี และเป็นเพียงสิ่งเดียวของหอพระแก้วที่ไม่ถูกทำลาย เพราะเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีหลังเมืองเวียงจันทน์กลายเป็นเมืองร้าง เหลือแต่ดินกับน้ำ บรรดาพระราชวังเก่าแก่ ตลอดจนหอพระแก้วถูกทำลายหมด เหลือแต่บานประตูทางทิศตะวันออก เนื่องจากขณะถูกไฟเผา บานประตูเกิดคว่ำลงมาจึงไม่ถูกไฟไหม้ ปัจจุบันใส่กรอบอนุรักษ์ไว้ ส่วนบานประตูจริงได้มีการสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อปีที่แล้ว”

พระพุทธรูปตัวแทนความรักของพ่อ

     เมื่อชมบานประตูไม้เก่าแก่แล้ว เลี้ยวซ้ายพบกับพระพุทธรูปที่ประดิษฐานเรียงรายกันอยู่ ก่อนที่เราจะเดินผ่านพระพุทธรูปองค์แรกไป ไกด์ชบาชี้ชวนให้ชมแล้วให้สังเกตว่า มีอะไรแตกต่างจากองค์อื่น เมื่อทุกคนตอบไม่ได้ ชบาจึงเฉลยให้ฟัง

    “พระพุทธรูปองค์นี้เป็นตัวแทนพระราชธิดาของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ล่องเรือไปบ่อแก้ว แล้วปรากฏว่าเรือล่ม แต่ไม่ใครสามารถช่วยได้ ด้วยกฎห้ามแตะเนื้อต้องตัว”

     เมื่อชบาเล่าถึงตอนนี้ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องราวของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี หรือที่ชาวบ้านเรียกพระนามว่า สมเด็จพระนางเรือล่ม พระบรมราชเทวีพระอัครมเหสีพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่สิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุเรือพระประเทียบล่ม ณ ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี (ปัจจุบันนี้คือ วัดกู้) พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงกรรณาภรณ์เพชรรัตน์ โสภางคทัศนิยลักษณ์ อัครวรราชกุมารี พระราชธิดา และพระราชบุตร ในระหว่างการตามเสด็จฯ พระบรมราชสวามีแปรพระราชฐานไปประทับยังพระราชวังบางปะอินโดยในขณะที่เรือล่มนั้น ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย เพราะติดอยู่ที่กฎมณเฑียรบาลว่า ห้ามผู้ใดแตะต้องพระวรกายพระมเหสี มิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งโคตร ทั้งนี้ โศกนาฏกรรมดังกล่าวได้เกิดขึ้นหน้าวัดกู้ กลางลำน้ำเจ้าพระยา จ.นนทบุรี ชาวบ้านละแวกนั้นจึงร่วมใจตั้งศาลพระนางเรือล่มขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่า ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่กู้พระศพของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ โดยชาวบ้านได้เรียกสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ ว่า “พระนางเรือล่ม” มานับแต่นั้นเป็นต้นมา

     ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สร้างอนุสรณ์สถานขึ้นหลายแห่งเพื่อระลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ โดยแต่ละแห่งนั้น เป็นสถานที่ที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์เคยตามเสด็จฯ และทรงโปรดปรานเป็นพิเศษ

     กลับมาที่พระพุทธรูปซึ่งเป็นตัวแทนของพระราชธิดาพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ชบาเล่าต่อว่า “พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงรักพระราชธิดามาก จึงสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมาแทน สร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ สัวเกตดีดีจะเห็นว่าพระพุทธรูปองค์นี้แตกต่างจากองค์อื่นคือ นิ้วมือจะเรียวอ่อนช้อย มีความงดงามเหมือนผู้หญิง แต่เศียรถูกตัดไปเมื่อครั้งศึกสงคราม”

     นับว่าโชคดีที่พระพุทธรูปองค์นี้อยู่ด้านนอกหอพระแก้วเช่นเดียวกับบานประตูไม้โบราณ ฉันจึงมีโอกาสถ่ายรูปมาให้ได้ชื่นชมกัน

     อย่างไรก็ตาม ฉันอดแปลกใจไม่ได้ว่า สามารถสร้างพระพุทธรูปที่เป็นตัวแทนหรืองดงามเหมือนผู้หญิงได้ด้วยหรือ?

2703601

รู้จักหอพระแก้ว

     จากการสืบค้นข้อมูลหอพระแก้ว (ลาว: ຫໍພະແກ້ວ) พบว่า แต่เดิมหอพระแก้วนั้นเคยเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๐๘ เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากนครเชียงใหม่ อาณาจักรล้านนา เมื่อต้องเสด็จกลับมาครองราชบัลลังก์ล้านช้างหลังจากที่พระราชบิดาคือพระเจ้าโพธิสารสิ้นพระชนม์ลงในการทำศึกสงครามกับประเทศสยาม เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๒ นครเวียงจันทน์ถูกกองทัพสยามตีแตก กองทัพสยามได้อัญเชิญพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของนครเวียงจันทน์ไป พร้อมทั้งกวาดต้อนราชวงศ์ชาวลาวกลับไปยังกรุงเทพฯ มากมาย

      สำหรับหอพระแก้วที่นักท่องเที่ยวเห็นอยู่ในปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ – ๒๔๘๓ ภายใต้การควบคุมดูแลการก่อสร้างของเจ้าสุวรรณภูมา ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมายังได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากได้รับเอกราชอีกด้วย แม้หอพระแก้วปัจจุบันจะไม่ใช่วัดอีกต่อไป แต่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังนครเวียงจันทน์ก็ยังเดินทางมาสักการะบูชากันเป็นจำนวนมาก

ตำนานพระแก้ว (พระแก้วมรกต) และพระบาง

     หากกล่าวถึงพระพุทธรูปที่สำคัญสำหรับชาวล้านช้าง คือ พระแก้วมรกตและพระบาง (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของชื่อหลวงพระบาง เดิมนั้นชื่อเมืองเชียงทอง ปัจจุบันพระบางประทับอยู่ที่หอพระบาง) ซึ่งหลายคนกล่าวว่า พระแก้วมรกตและพระบาง หากอัญเชิญอยู่ในเมืองเดียวกันแล้วมักจะเกิดอาเพศ เช่น ในอดีตกาล เมืองหลวงพระบางมีพระพุทธรูปทั้งสององค์อยู่ก็เกิดกบฏเชียงใหม่และพม่าเข้ารุกราน เมื่ออยู่เมืองเวียงจันทน์ ก็โดนกรุงธนบุรีเข้าโจมตี พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงได้รับฟังตำนานดังกล่าว และเห็นว่าศิลปะของพระบางควรอยู่คู่กับชาวล้านช้าง (ลาว) มากกว่า จึงทรงพระทานคืนแก่หลวงพระบาง

     ก่อนกลับ แต่ละคนต่างหามุมถ่ายภาพเพื่อเก็บบันทึกความงดงามของสถาปัตยกรรม ที่แน่ ๆ สำหรับฉันแล้วการชมหอพระแก้วครั้งนี้ อัดแน่นด้วยเรื่องราว ประวัติศาสตร์ ตำนาน และยังสัมผัสได้ถึงหัวใจอันอดทน แข็งแกร่งของคนลาว

 

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร

ละอองดาว   โฉมสี
นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม

๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐

ขอบคุณข้อมูล
https://hilight.kapook.com/view/71274
http://travel.mthai.com/world-travel/62737.html
https://th.wikipedia.org

บทความพิเศษชุด ตามรอยเวียงจันทน์ ณ หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ตอน แผนหลบหนีทหารฝรั่งเศส ของท่านไกสอน พมวิหาน

1703606

บทความพิเศษชุด ตามรอยเวียงจันทน์ ณ หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ
ตอน แผนหลบหนีทหารฝรั่งเศส ของท่านไกสอน พมวิหาน

1703605

      การเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของชาติในอดีตไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เล่าต้องมีความภาคภูมิใจและรักประเทศชาติเป็นอย่างมาก รวมไปถึงต้องใส่ใจที่จะถ่ายทอดประวัติศาสตร์เหล่านั้นให้ผู้ฟังได้เพลิดเพลินและเห็นภาพตามไปด้วย ในตำราประวัติศาสตร์อาจเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่การที่จะทำให้ผู้ฟังจดจำเหตุการณ์เหล่านั้นได้ขึ้นใจ ผู้เล่าจึงต้องมีการ “ปรุงแต่งท่วงท่า อารมณ์ และคำพูด” เพื่อให้ได้อรรถรสและผู้ฟังจดจำได้มากยิ่งขึ้น

     คุณจินตนา ขันติวงศ์ ผู้บรรยายประจำพิพิธภัณฑ์แห่งชาติคนนี้ ก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ “ใส่ใจ” ในการถ่ายทอดประวัติศาสตร์เช่นกัน ซึ่งน้ำเสียงในการเล่าชวนให้ผู้ฟังรู้สึกลุ้นระทึกตามเธอไปด้วย เธอเล่าเกี่ยวกับ วีรกรรมการหลบหนีทหารฝรั่งเศส ของท่านไกสอน พมวิหานให้ได้ฟังดังนี้

     เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๑ ท่านประธานไกสอน พมวิหาน ได้ถูกเชิญให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการเพื่อจัดตั้งกองกำลังประกอบอาวุธของลาว แล้วก็ได้ขึ้นไปเคลื่อนไหวอยู่ทางภาคเหนือของลาว ท่านมีความสามารถประชาสัมพันธ์และโฆษณาให้ประชาชนเข้ามาร่วมเป็นกองกำลังประกอบอาวุธของลาวได้จำนวนมากมาย ส่วนตัวท่านเองนั้นมักจะถูกเหล่าศัตรูตั้งรางวัลนำจับอยู่เรื่อย ๆ หากแต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากเหล่าประชาชนลาวที่เป็นแนวร่วมอยู่เสมอ”

     คุณจินตนา ขันติวง ได้ยกเหตุการณ์สุดตื่นเต้นให้ฟังว่า

       “มีอยู่ครั้งหนึ่ง ประธานไกสอนได้นั่งปรึกษาหารืออยู่กับผู้เฒ่าคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าก๊กเจ้าเหล่าในภาคเหนือของลาว ในขณะนั้นเองก็มีชาวบ้านวิ่งหน้าตื่นเข้ามาบอกว่า พวกฝรั่งเศสเข้ามาในหมู่บ้านนี้แล้วเพื่อมานำจับท่านไกสอน ท่านผู้เฒ่าจึงบอกให้ท่านไกสอนไปหาที่หลบ เมื่อได้ยินดังนั้น ท่านไกสอนจึงรีบหาวิธีหนีซึ่งได้ไปหลบอยู่ในที่ที่ไม่มีใครสามารถเข้าไปได้  ลักษณะเป็นเหมือนหีบใบใหญ่ ไม่นานพวกทหารฝรั่งเศสก็เข้ามาถามหาท่านไกสอน ท่านผู้เฒ่าได้ช่วยเหลือท่านไกสอนโดยการบอกปฏิเสธไปว่า ไม่เห็น ไม่รู้จัก และให้ไปหาที่อื่น แต่ทหารฝรั่งเศสไม่เชื่อและขอเข้าไปค้นด้านในเรือนของผู้เฒ่า แต่ก็ค้นไปไม่ถึงเพราะมีเขตหวงห้ามที่ ห้ามคนอื่นเข้านอกจากเจ้าของเรือนแต่เพียงผู้เดียว ทหารฝรั่งเศสจึงถอนกำลังจากเขตหวงห้าม แต่ก็ยังไม่วางใจนักจึงตั้งมั่นค้นหาในเรือนของท่านผู้เฒ่าต่อ

      หลังจากนั้นก็ได้มีการวางแผนเพื่อล่อให้ทหารฝรั่งเศสออกไปจากเรือนหลังนี้ จึงมีการต้อนรับขับสู้โดยนำอาหารมาให้รับประทานกันอย่างอิ่มหนำ อีกทั้งยังให้ดื่มเหล้าที่หมักดองไว้ในไหเพื่อให้ทหารฝรั่งเศสเมาจนไม่รู้เรื่อง พอเหล่าทหารฝรั่งเศสเมาแล้ว ท่านไกสอนก็ออกมาจากที่ซ่อนเขตหวงห้ามแล้วปลอมตัวเป็นคนเลี้ยงม้าในเรือนหลังนี้ โดยท่านผู้เฒ่าเจ้าของเรือนได้บอกให้ท่านไกสอนในบทบาทของคนเลี้ยงม้านำตะกร้ามาใส่หญ้าเพื่อนำไปเลี้ยงม้า เมื่อเดินผ่านกลุ่มทหารฝรั่งเศสที่นั่งดื่มเหล้ากันอยู่ก็ไม่มีใครคิดว่านั่นจะเป็นท่านไกสอน เพราะเหล่าทหารคิดว่าท่านไกสอนนั้นเป็นคนเก่งกล้าสามารถ มีวิชาอาคม ไม่คิดว่าจะเป็นคนเลี้ยงม้าไปได้ จึงทำให้ท่านไกสอนหนีรอดออกมาได้ในครั้งนั้น

     ถือได้ว่าเป็นวีรกรรมที่รอดจากการถูกจับอย่างหวุดหวิดของท่านไกสอน พมวิหาน เพราะหากท่านไม่ปลอมตัว ทหารฝรั่งเศสอาจค้นหาจนพบตัวท่านไกสอน และทำให้กองกำลังปฏิวัติเสียผู้นำที่สำคัญไป ดังนั้นเพื่อให้รอดจากเงื้อมมือผู้รุกราน ชาวบ้านทุกคนจึงให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี โดยการช่วยหลบหนีและปิดบังที่ซ่อน จนทำให้แผนการทวงคืนประเทศของลาวเป็นไปได้ด้วยดี และได้เป็นประเทศมาจนทุกวันนี้

     “การทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเสียสละก็เปรียบกับเอาชีวิตไปแขวนบนเส้นด้าย บางคนสงสัยว่าทำไปเพื่ออะไร คำตอบที่ได้ก็คือ เพื่อวันพรุ่งนี้จะยังคงอยู่ซึ่งชาติพันธุ์ของตนเอง ดังนั้นต่อให้ต้องสละชีวิตตนเองก็ต้องทำ”

เสาวลักษณ์ ภู่พงษ์
นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
๑๖ มีนาคม ๒๕๖๐

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก
https://th.wikipedia.org/wiki/ไกสอน_พมวิหาน
http://thailand.prd.go.th/1700/ewt/aseanthai/

บทความพิเศษชุด ตามรอยเวียงจันทน์ ณ หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ตอน ท่านไกสอน พมวิหาน ตำนานวีรชนที่สถิตอยู่ในดวงใจคนลาวทั้งชาติ

1703604

บทความพิเศษชุด ตามรอยเวียงจันทน์ ณ หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ
ตอน ท่านไกสอน พมวิหาน
ตำนานวีรชนที่สถิตอยู่ในดวงใจคนลาวทั้งชาติ

1703603

      “หากประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่เป็นดั่งวีรบุรุษและศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ประเทศลาวก็มีประธานประเทศที่เป็นดั่งวีรบุรุษและศูนย์รวมจิตใจของผู้คนชาวลาวเช่นกัน”

      หลายสิ่งหลายอย่างที่วีรชนรุ่นก่อน ๆ ได้ทำเอาไว้ส่งผลให้ลาวเป็นประเทศได้จนทุกวันนี้ บางครั้งเราก็ไม่อาจเชื่อได้ว่าเหตุการณ์เหล่านั้นในอดีตจะเคยเกิดขึ้นจริง ๆ เพราะบางเหตุการณ์ก็รุนแรงจนไม่คิดว่ามนุษย์จะกระทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการกดขี่ ข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า ใช้กำลังเข้ายึดดินแดนที่ไม่ใช่ถิ่นที่อยู่ของตน ฉุด คร่า ชีวิตของผู้อื่นเช่นผักปลา จนเจ้าของถิ่นที่อยู่เดิมทนไม่ไหวอีกต่อไป ต้องดำเนินการปลดแอกให้ตนเอง มีการวางแผนการกันเป็นปีเพื่อให้ชาติของตนได้รับอิสระ และผู้ที่ถือเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติลาวจนต้องจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาเพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับท่านเอาไว้เพื่อยกย่องสรรเสริญ อีกทั้งบอกกล่าวให้คนรุ่นหลังได้ทราบก็คือ ท่านประธานไกสอน พมวิหาน

     คุณจินตนา ขันติวง ผู้บรรยายประจำพิพิธภัณฑ์แห่งชาติได้บรรยายถึงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และประวัติของท่านไกสอน พมวิหาน ให้คณะสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยนเรศวร ที่เดินทางไปจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ฟังด้วยใบหน้าที่ตื้นตันและภาคภูมิใจว่า

    ท่านไกสอน พมวิหาน เป็นคนลาวโดยกำเนิด พ่อของประธาน ไกสอน พมวิหาน เป็นผู้แปลภาษาฝรั่งเศส (หมายถึง ล่าม) อยู่ที่แขวงสุวรรณเขต (สะหวันนะเขต) ส่วนแม่ก็เป็นหญิงสาวชาวนา มีน้องสาวสองคน คือนางสุวรรณทองและนางกองมณี ซึ่งนางสุวรรณทองแต่งงานกับชาวไทย ส่วนนางกองมณีนั้นได้แต่งงานกับชาวต่างชาติ และต่อมาท่านไกสอนได้มีภรรยาและสมรสในปีพ.ศ.๒๔๙๗ มีลูกด้วยกันหกคน เป็นลูกชายทั้งหมด และเสียชีวิตไปแล้วสองคน…

      ...เมื่อท่านไกสอน อายุได้ ๗ ปี ได้เล่าเรียนชั้นประถมศึกษาด้านภาษาฝรั่งเศสและภาษาลาวอยู่ที่แขวงสุวรรณเขต (สะหวันนะเขต) ต่อมาได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวิทยาลัยโปรเต็กโตรา ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้น และเมื่อจบระดับมัธยมศึกษาท่านได้เข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย โดยแรกเริ่มได้เข้าเรียนคณะแพทย์ตามคำแนะนำของพ่อ แต่มาค้นพบในภายหลังว่าไม่ใช่สิ่งที่ตนชอบจึงเลือกเรียนกฎหมายแทน…

       …ท่านไกสอน พมวิหาน นั้นมีตำแหน่งเป็นถึงเลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคปฏิวัติประชาชนลาวคนแรก และนายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานประเทศ (ประธานประเทศลาวคนที่ ๓) จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ ปัจจุบันมีอนุสรณ์สถานของท่านอยู่ทุกแขวงทุกเมืองทั่วประเทศ และมีรูปของท่านปรากฏบนธนบัตรสกุลเงินกีบของลาวด้วย”

     หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ ๑๓ เดือนธันวาคม ปี พ.ศ.๒๕๓๕ จนสำเร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ ซึ่งสร้างขึ้นหลังจากที่ท่านไกสอน เสียชีวิตลงในปี พ.ศ.๒๕๓๕ นั่นเอง โดยทางรัฐบาลลาวได้มีมติร่วมกันให้สร้างหอพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นเพื่อรวบรวมและแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ของลาว ให้ผู้คนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้ จะได้เกิดความรักและหวงแหนวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงามของชาติลาว อีกทั้งยังเปิดให้นักท่องเที่ยวจากต่างชาติได้เข้าชมอีกด้วย

      หอพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีด้วยกันทั้งหมด ๓ ชั้น แต่ละชั้นก็จะเก็บรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชม จะมีห้องรับแขก ห้องเขียนความรู้สึก แล้วก็ห้องประชุม ทั้งยังมีการจัดแสดงภาพถ่ายต่าง ๆ อันสะท้อนถึงวิถีชีวิตและภารกิจประจำวันของท่านประธานไกสอน พมวิหาน ตลอดจนมีห้องโถง หรือเรียกว่าห้องดำเนินพิธีการที่มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งพิธีการ มีการวางพวงมาลา รวมไปถึงตะกร้าดอกไม้เอาไว้จัดพิธีการต่าง ๆ ด้วย

วีรกรรมที่สำคัญของท่านไกสอน พมวิหาน

     ผลงานของท่านไกสอนหลัก ๆ ก็คือ ท่านประธานไกสอน พมวิหาน เป็นผู้ประกาศสั่งให้จัดตั้งกองทัพลาวอิสระ ร่วมกับผู้นำท่านอื่น ๆ ได้แก่ ท่านประธานสุพานุวง ประธานหนูฮัก พูมสะหวัน ประธานคำไต สีพันดอน ซึ่งท่านประธานไกสอนเป็นผู้ที่นำการต่อสู้ทางการทหารเข้ามาใช้ในภารกิจปลดปล่อยชาติ จากนั้นได้ตั้งพรรคประชาชนลาวขึ้นมา โดยท่านไกสอนเป็นเลขาธิการใหญ่ของพรรคคนแรก โดยในช่วงนั้นพรรคดำเนินงานอย่างเป็นความลับ

     การตั้งพรรคเช่นนี้มีแนวคิดต้นกำเนิดมาจากพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนที่เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ จนสลายตัวไปใน ปี พ.ศ.๒๔๙๔ เพื่อเป็นเงื่อนไขให้ ๓ ประเทศอินโดจีนมีพรรคเป็นของตนเอง พรรคดังกล่าวได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๒ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๙๘ ใช้ชื่อว่า “พรรคประชาชนลาว” โดยเป็นองค์กรแกนนำของแนว “ลาวฮักซาด” (ลาวรักชาติ) และ “ขบวนการปะเทดลาว” (ขบวนการประเทศลาว) พรรคประชาชนลาวได้เปลี่ยนชื่อเป็น พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของกองทัพประชาชนลาวนั่นเอง

     นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านไกสอน พมวิหาน เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติรัฐบาลของต่างชาติซึ่งเป็นผู้รุกรานดินแดนลาวในครั้งนั้น ให้ลาวได้ทวงประเทศชาติของตนคืนมาและปลดแอกประชาชนทุกคนให้มีอิสระอีกครั้ง เหมือนกับประเทศไทยที่มีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมากอบกู้เอกราชให้ชาวไทยได้เป็นประเทศสืบมาจนทุกวันนี้

“การเป็นวีรบุรุษไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากก็คือ การดำรงซึ่งความดีนั้นไว้ตราบนานเท่านานต่างหาก”

เสาวลักษณ์ ภู่พงษ์
นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
๑๖ มีนาคม ๒๕๖๐

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก
https://th.wikipedia.org/wiki/ไกสอน_พมวิหาน
http://thailand.prd.go.th/1700/ewt/aseanthai/

 

ตามรอยเวียงจันทน์ ท่องเที่ยวสายบุญที่วัดศรีเมือง

1703602

บทความพิเศษ…ตามรอยเวียงจันทน์
ท่องเที่ยวสายบุญที่วัดศรีเมือง

170360

     ไม่ว่าที่ใดในโลกนี้ล้วนมีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมายาวนานจนเป็นตำนานที่เลื่องลือประจำถิ่นได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของผู้คนจากทุกมุมโลกที่ต้องการเข้ามาสัมผัสและซึมซับบรรยากาศพร้อมกับฟังเรื่องราวที่ได้รับการเล่าสืบต่อกันมายาวนานหลายร้อยหลายพันปี เช่นเดียวกับประเทศลาวมีสถานที่ที่เป็นตำนานทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันมาเที่ยวชม จนกลายเป็นจุดแลนด์มาร์คแห่งหนึ่งที่เปี่ยมล้นไปด้วยศรัทธาจากทั้งชาวลาวเองรวมไปถึงชาวต่างชาติด้วย  และสถานที่ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้คือ  “วัดศรีเมือง” หรือ วัดสีเมือง ในภาษาลาว แห่งนครเวียงจันทน์  ประเทศลาว

     ที่วัดศรีเมืองแห่งนี้จัดเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวลาวมานานแสนนาน  วัดศรีเมืองหรือวัดเจ้าแม่ศรีเมืองเป็นสถานที่ตั้งของศาลหลักเมือง ศาลเจ้าแม่ศรีเมือง และเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรหรือพระแก้วมรกตด้วย(ปัจจุบันประดิษฐานพระแก้วมรกตจำลอง โดยชาวลาวสร้างขึ้นไว้เพื่อสักการะแทนองค์จริงที่ถูกอัญเชิญมาประเทศไทย) อีกทั้งทางด้านหน้าของวัดยังมีอนุสาวรีย์ของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ยืนถือสมุดใบลาน ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายฉบับแรกของลาว (Lao) มีชื่ออย่างเป็นทางการ คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ปัจจุบันปกครองในระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์  โดยพรรคประชาชนปฏิวัติลาว) โดยวัดศรีเมืองนั้นได้ถูกสร้างขึ้นในปีพ.ศ.๒๑๐๖ โดยที่หลังจากถูกกองทัพสยามในรัชสมัยกรุงธนบุรีทำลายลงในปีพ.ศ.๒๓๗๑ (ซึ่งจากนั้นกองทัพสยามก็อันเชิญพระแก้วมรกตจากวัดศรีเมืองนี้ไปประดิษฐานที่กรุงเทพฯ  ซึ่งก่อนหน้านี้พระแก้วมรกตนั้นได้ประดิษฐานอยู่ในวัดที่ล้านนา  เมื่อลาวชนะในศึกนั้นจึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้) มีการสร้างวัดศรีเมืองขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ.๒๔๕๘ ภายในวัดมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มีพระพุทธรูปอยู่องค์หนึ่งที่ชำรุดไปแล้วบางส่วนตั้งประดิษฐานอยู่  ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้เป็นที่เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมากไม่ว่าใครมาขอพรก็จะสมดังใจ  จึงทำให้พุทธศาสนิกชนทั้งชาวลาวเองและนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆ พากันมากราบไหว้บูชาและขอพรกันทุกๆ วันเป็นจำนวนมาก 

1703601

      มีตำนานเล่าขานถึงกาลก่อนที่จะกำเนิดเป็นวัดว่า  เมื่อครั้งอดีตในประเทศแถบบ้านเรานี้มีความเชื่อที่สืบเนื่องจากพิธีของพราหมณ์ว่า  ก่อนที่จะสร้างบ้านสร้างเมืองจะต้องมีการทำพิธียกเสาหลักเมืองก่อน  โดยจุดที่จะตั้งเสาหลักเมืองนั้นพราหมณ์จะเป็นผู้กำหนดโดยใช้พื้นที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญของบ้านนั้นเมืองนั้นมาลงเสาหลักเมือง  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่บ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นในสมัยของพระเจ้ามินดุงแห่งพม่าเมื่อครั้งสร้างเมืองมัณฑเลก็มีการทำพิธีอาถรรพ์นำเอาคนเป็น ๆ มาฝังถึง ๕๒ คน  (รวมถึงประเทศไทยในอดีตก็ปรากฏพิธีอาถรรพ์เช่นเดียวกันนี้ แต่ได้รับการสั่งยกเลิกไปแล้วเมื่อถึงคราวที่จะตั้งเสาหลักเมืองของกรุงเทพมหานคร) และที่ประเทศลาวเองในสมัยก่อนก็มีความเชื่อแบบนี้เช่นเดียวกัน 

     โดยมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อครั้งลาวจะสร้างหลักเมืองของนครเวียงจันทน์นั้น  ก่อนจะมีพิธีลงเสาหลักเมืองได้มีการขุดหลุมหลักเมืองเอาไว้ในขนาดคนหนึ่งคนและม้าหนึ่งตัว  ชาวบ้านเองก็ได้พากันนำทรัพย์มีค่าต่างๆไม่ว่าจะเป็นเครื่องเพชร เครื่องทอง เครื่องเงิน นาค ฯลฯ มาโยนลงหลุมตามความเชื่อและความศรัทธาเป็นอันมาก โดยขณะเดียวกันทางการก็ป่าวประกาศจะทำพิธีอาถรรพ์โดยการฝังคนทั้งเป็นที่หลุมเสาหลักเมือง  เพื่อไปเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์มีหน้าที่คอยดูแลรักษาเมืองสืบเนื่องไป   ซึ่งในกาลนั้นมีสาวชาวลาวชื่อ “สีเมือง”  กำลังท้องอ่อนๆได้ประมาณ ๓ เดือนได้ยินประกาศของทางการเข้าจึงเสนอตัวไปเป็นผีเฝ้าหลุมเพราะน้อยใจในตัวสามีว่าไม่รักใคร่เอ็นดูนาง  คอยแต่จะห้ามมิให้นางออกจากบ้านรวมถึงไม่ให้คบค้าสมาคมกับใครจึงทำให้นางเกิดความเครียดจัด  ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงป่าวประกาศหาคนเพื่อทำพิธีฝังอาถรรพ์  นางจึงตัดสินใจเข้าร่วมขบวนและเดินวน ๓ รอบที่ปากหลุมแล้วกระโดดลงหลุมไปในทันที  พราหมณ์ในพิธีดูฤกษ์ยามเห็นว่าเหมาะสมจึงผลักม้าสีขาวที่ผูกไว้เพื่อประกอบพิธีตามนางลงไปอีกหนึ่งตัว  แล้วนำเสาหลักเมืองปล่อยลงหลุมตามลงไป    นางสีเมืองจึงถูกฝังลงไปทั้งเป็นพร้อมลูกในครรภ์และม้าหนึ่งตัว  และนี่เองที่กลายมาเป็นตำนานของการสร้างศาลเจ้าแม่ศรีเมืองอันศักดิ์สิทธิ์  ที่อยู่ในวัดศรีเมืองมาจนทุกวันนี้  

     ศาลเจ้าแม่ศรีเมืองที่ตั้งอยู่ในวัดศรีเมืองนี้จัดว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์เป็นอย่างมากเห็นได้จากจำนวนผู้คนที่เข้ามาสักการะและขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย  โดยมีการร่ำลือกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของศาลแห่งนี้ว่าไม่ว่าใครมาขอพรก็จะสำเร็จสมหวังกันทุกรายไป ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวก็คือเรื่องความรักด้วยเหตุเพราะเจ้าแม่เองไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรัก  ซึ่งในการที่จะขอพรเจ้าแม่ศรีเมืองให้สมหวังดังใจได้นั้นมีความเชื่อว่าต้องนำต้นผึ้งต้นเทียนซึ่งในวัดจะมีให้บริการ  มีลักษณะเป็นเทียนแผ่บางทำเป็นดอกไม้พันก้านไม้ เมื่อจะบูชาให้นำไปปักกับต้นกล้วยที่ทางวัดได้จัดพื้นที่สำหรับกราบไหว้เอาไว้  แต่ถ้าหากจะทำต้นผึ้งต้นเทียนแบบดั้งเดิมมาถวายองค์เจ้าแม่ก็จะดีไม่น้อย โดยต้นผึ้งต้นเทียนแบบโบราณนั้นจะทำจากขี้ผึ้งปั้นขึ้นรูปหรือปั้นเป็นดอก ๆ เหมือนดอกไม้แล้วจัดเป็นพุ่มเหมือนต้นไม้ ส่วนต้นเทียนนั้นเป็นการนำเทียนมาจัดตกแต่งห้อยกับกิ่งไม้หรือทำเป็นพุ่มด้วยเทียนที่เป็นแท่ง ๆ อยู่แล้ว โดยผู้ที่มาขอพรนั้นต้องนำต้นพุ่มต้นเทียนดังกล่าวมากราบไหว้ขอพรและบนบานจากเจ้าแม่สีเมืองจึงจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ขอ

     วัดศรีเมืองนั้นตั้งอยู่บนถนนเชษฐาธิราช ทางทิศตะวันออกของสถานทูตฝรั่งเศส จากข้างต้นจะเห็นว่าวัดศรีเมืองนี้เป็นที่เลื่อมใสของประชาชนาชาวลาวเป็นอย่างมาก  หากท่านได้มีโอกาสไปเที่ยวชมจะได้เห็นวิถีปฏิบัติของชาวแม่หญิงลาวที่ไปนมัสการพระในวัดว่านิยมนุ่งผ้าซิ่นและมวยผมเข้าวัดซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของที่นั่น (เพราะที่ลาวมีธรรมเนียมว่าถ้าหากแม่หญิงไม่นุ่งซิ่นจะไม่สามารถเข้าร่วมงานบุญได้) และถ้าหากนักท่องเที่ยวจะนุ่งซิ่นมวยผมไปไหว้พระบ้างก็ถือว่าเป็นสิ่งงดงามน่ารักไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด โดยมีค่าผ่านประตูเพียงคนละ ๕,๐๐๐ กีบ หรือประมาณ ๒๐ บาท  โดยทางวัดจะเปิดให้เข้าชมได้แต่เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ของทุกวัน

     เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับสถานที่ท่องเที่ยวในรูปแบบสายบุญและสายศรัทธา  หวังว่าข้อมูลรู้ที่ได้รับในวันนี้จะช่วยให้เพื่อน ๆ ไปเที่ยวกันได้อย่างสบายใจหายห่วง  เพราะเต็มอิ่มไปด้วยความรู้ของที่มาทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ซึ่งรับรองว่าจะช่วยเสริมมนต์ขลังในการท่องเที่ยวของท่านอย่างเต็มเปี่ยมเลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากใครต้องการจะไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการทำบุญแบบพุทธดั้งเดิม  ที่วัดศรีเมืองแห่งนี้ก็ยังคงมีกลิ่นอายโบราณให้ชื่นชมอย่างที่เรียกว่าชุ่มปอดกันเลยทีเดียว

     ดังนั้นหากใครมีโอกาสไปเที่ยวประเทศลาว อย่าลืมแวะวัดศรีเมืองซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญกราบไหว้ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ได้ชมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันงดงามของชาวลาวอีกด้วย  เรียกว่าไปที่เดียวแต่เที่ยวได้สุดคุ้มกันเกินบรรยาย เพื่อน ๆ ว่าจริงมั้ย…

     ***รูปภาพจากทริปโครงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยนเรศวร เมื่อวันที่ ๓ – ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ โดย พรปวีณ์  ทองด้วง***

 

น.ส. ละอองดาว   โฉมสี
นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
๑๗ มีนาคม ๒๕๖๐

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://laos-travel.blogspot.com
http://www.phusing.com

ตามรอยเวียงจันทน์ ไขปริศนาคำสาป หินฟู งูใหญ่ ช้างเผือก และฆ้องสันติภาพโลก สู่ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศลาว

0803602

บทความพิเศษ ชุด ตามรอยเวียงจันทน์

ไขปริศนาคำสาป หินฟู งูใหญ่ ช้างเผือก และฆ้องสันติภาพโลก
สู่ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศลาว

080360

     “ประเทศลาวต้องคำสาปมาเป็นระยะเวลากว่า ๑,๐๐๐ ปี ทำให้ประเทศยากจน ไม่พัฒนา เพิ่งจะพ้นคำสาปเมื่อไม่นานมานี้เมื่อมี ๔ ปัจจัยเข้ามา ได้แก่ หินฟูน้ำ พญางูใหญ่ ช้างเผือก และฆ้องสันติภาพโลก”

     เสียงบรรยายของชบา ไกด์สาวชาวลาวบนรถบัสขณะมุ่งสู่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เพื่อส่งพวกเรา ในนามของสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งเดินทางมาจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งแต่วันที่ ๓ – ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ กลับสู่ฝั่งไทย ณ จังหวัดหนองคาย ได้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของฉันขึ้นมาในบัดดล...เรื่องของคำสาปอาจจะเป็นหนึ่งประวัติศาสตร์ ตำนาน หรือเพียงความเชื่อ เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา แต่นี่คืออีกหนึ่งรูปแบบ วิธีคิดอันน่าสนใจ ไม่แตกต่างจากคนไทย ซึ่งดูแล้วจะให้คุณมากกว่าโทษ

     ด้วยเวลาอันน้อยนิด ไม่สามารถสอบถามรายละเอียดจากไกด์ชบาได้มากกว่านี้ ฉันจึงต้องกลับมาศึกษา สืบค้น ประมวลและสรุป ออกมาเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวคำสาปของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ย้อนรอยตำนานคำสาปของท้าวศรีโคตรตะบอง

     กาลครั้งหนึ่งเมืองเวียงจันทน์เกิดความเดือดร้อน มีช้างป่าจำนวนล้าน ๆ ตัว มาบุกรุกทำลายเรือกสวนไร่นาและบ้านเรือน เจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงประกาศหาคนดีมาปราบช้าง โดยตั้งเงื่อนไขไว้ว่า หากผู้ใดปราบช้างได้จะได้รับพระราชทานพระราชธิดาแห่งเวียงจันทน์เป็นคู่ครอง

     ครานั้นเอง ท้าวศรีโคตรผู้มีอาวุธวิเศษเป็นพระตะบองเพชร ผู้มีวิชาเก่งกล้าหาผู้ใดเปรียบ รับอาสาปราบช้าง สำหรับท้าวศรีโคตรนี้สันนิษฐานว่าอาจเป็นชาวกูย ซึ่งเป็น ๑ ในกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองที่เก่งเรื่องช้าง ปราบช้างมาแต่โบราณ มาจากแถบดินแดนศรีโคตรบูรณ์ จึงเรียกว่า ท้าวศรีโคตร และยังมีประวัติศาสตร์บอกเล่าอีกว่า ท้าวศรีโคตรทรงฤทธานุภาพ ฆ่าไม่ตาย และสามารถลากท่อนซุงขนาดใหญ่มาทำกระบอง เพื่อปราบช้างป่านับล้านตัวให้กับ “อาณาจักรเวียงจันทน์” จนเป็นที่มาของ “อาณาจักรล้านช้าง”

     เมื่อท้าวศรีโคตรปราบช้างสำเร็จ เจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงพระราชทานพระราชธิดา พร้อมสร้างปราสาทให้ ต่อมาเจ้าเมืองเวียงจันทน์ระแวงกลัวว่า ท้าวศรีโคตรจะแย่งบัลลังก์ จึงใช้อุบายต่าง ๆ เพื่อที่จะกำจัดท้าวศรีโคตร แต่ไม่สำเร็จ ท้าวศรีโคตรฟันแทงไม่เข้า จึงคิดอุบายหลอกให้พระราชธิดาไปถามท้าวศรีโคตร ในที่สุดท้าวศรีโคตรก็ถูกลอบปลงพระชนม์ ด้วยคมหอกทางทวารหนัก ก่อนเสียชีวิตท้าวศรีโคตรได้ร่ายมนต์สาปแช่งนครเวียงจันทน์ให้พบกับความพินาศล่มจม หากจะเจริญก็ให้เป็นแค่ “ให้ฮุ่งเพียงช้างพับหู ฮุ่งเพียงงูแลบลิ้น” และจะพ้นคำสาปก็ต่อเมื่อมีหินฟูน้ำ งูใหญ่ และช้างเผือก

ไขปริศนาคำสาป

     ปัจจุบันคนลาวเชื่อว่าคำสาปของท้าวศรีโคตรถูกลบล้างลงแล้ว โดยมีเรื่องราวความสัมพันธ์กับประเทศไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอันสำคัญ

     “หินฟูน้ำ” ถูกตีความว่า หมายถึงสะพาน เป็นการเปรียบถึงการที่หินซึ่งอยู่ใต้น้ำได้ฟูลอยขึ้นมาอยู่เหนือน้ำ และสะพานที่กล่าวถึงก็คือ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ซึ่งสร้างขึ้นแห่งแรกที่จังหวัดหนองคาย

     “ช้างเผือก” ถูกบางคนตีความว่า หมายถึงฝรั่งหรือชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามาลงทุนในประเทศลาวเป็นจำนวนมาก มีโครงการลงทุนของประเทศต่าง ๆ เกิดขึ้นหลายโครงการ

     แต่สำหรับช้างเผือกในความหมายของไกด์ชบาลึกซึ้งกว่านั้น ช้างเผือกในที่นี้หมายถึง ผู้มีบุญบารมีหรือมีบุญญาธิการเข้ามาในประเทศลาว นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งนับเป็นประวัติศาสตร์สำคัญและมีนัยหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองของลาว ดังข้อมูลจาก http://info.gotomanager.com/news/details. aspx?id=78808 ที่กล่าวไว้ว่า

     มองในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในพระราชพิธีเปิดใช้สะพานอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จฯ ไปเป็นองค์ประธานร่วมกับหนูฮัก พูมสะหวัน ประธานประเทศ แห่ง สปป. ลาว (ในขณะนั้น) ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์และเปิดหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง ๒ ประเทศในบริบทใหม่ จากที่เคยระแวงซึ่งกันและกันในช่วงสงครามอินโดจีน กลายเป็นมิตรประเทศคู้ค้าและหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น 

     พระราชพิธีเปิดสะพานจัดขึ้นบริเวณกึ่งกลางสะพาน ซึ่งถือเป็นเขตแดนร่วมกันของทั้ง ๒ ประเทศ 

     มองในมิติเศรษฐกิจ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ ๑ ถือปฐมบทที่ทำให้นโยบายในการปรับยุทธศาสตร์ประเทศของ สปป.ลาว จากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Land Lock) ไปสู่ประเทศ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อ (Land Link) เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะหลังจากได้มีการเปิดใช้สะพานดังกล่าวเป็นต้นมา ภายใน สปป.ลาวได้มีการก่อสร้างโครงข่ายคมนาคมทางบกที่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งแนวเหนือ-ใต้และตะวันออก-ตะวันตกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 
     จากสะพานมิตรภาพแห่งแรกที่หนองคาย ได้มีการเปิดใช้สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ ๒ ที่จังหวัดมุกดาหาร เชื่อมกับแขวงสะหวันนะเขต ในอีก ๑๐ กว่าปีต่อมา 
     มีการเปิดเส้นทางหมายเลข ๙ เชื่อมระหว่างมุกดาหาร-สะหวันนะเขต และเมืองเว้ของเวียดนาม 
     มีการเปิดใช้เส้นทางสาย R3a ที่เชื่อมระหว่าง อ.เชียงของ จ.เชียงราย เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ไปจนถึงเมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ต่อขึ้นไปถึงเมืองโม่หานของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีเส้นทางอย่างดีวิ่งขึ้นไปถึงเมืองคุนหมิง มลฑลหยุนหนัน 
     รวมถึงมีการประกาศโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ ๓ และ ๔ ที่ จ.นครพนม และ จ.เชียงราย ฯลฯ 

     แต่หากมองในมิติของความเชื่อ การเกิดขึ้นของสะพานมิตรภาพและเส้นทางรถไฟเส้นนี้ถือเป็นการล้างคำสาปที่คนลาวเชื่อและยึดถือมาตลอดกว่าพันปีลงไปได้อย่างสิ้นเชิง

      “พญางูใหญ่” ไกด์ชบาเล่าว่า งูใหญ่เข้าเมืองคือมีรถไฟเข้ามา จากหนองคาย – เวียงจันทน์ โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดงาน” ซึ่งตรงกับข้อมูลที่ฉันได้สืบค้น รายละเอียดคือ

0803601

สมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิดสถานีรถไฟท่านาแล้ง และฉายพระรูปร่วมกับท่านบุนยัง วอละจิด รองประธานประเทศ และคณะ

     สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการเดินรถไฟระหว่างไทย-ลาว เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้แก่ สถานีรถไฟท่านาแล้ง ตั้งอยู่บ้านดงโพสี หาดทรายฟอง นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นสถานีรถไฟแห่งแรกของประเทศลาว อยู่ห่างจากจุดกึ่งกลางของสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ ๑ เป็นระยะทาง ๓.๕๐ กิโลเมตร สร้างขึ้นตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทย-ลาว เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า และผู้โดยสารที่จะเดินทางเข้าออก (ข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org)

เติมเต็มด้วยปริศนาข้อที่ ๔

      หินฟูน้ำ งูใหญ่ และช้างเผือก คือคำสาปของท้าวศรีโคตรตะบองที่ฉันสืบค้นพบจากเอกสารข้อมูลต่าง ๆ แต่นอกเหนือจากนี้ ไกด์ชบาได้กล่าวถึงการไขปริศนาคำสาปข้อที่ ๔ นั่นคือ ฆ้องสันติภาพโลก

     “ลาวล้างคำสาปข้อที่ ๔ ข้อสุดท้าย คือการได้รับฆ้องสันติภาพโลก โดยลาวเป็นประเทศที่ ๔ ถัดจากเวียดนาม ซึ่งที่ผ่านมาเคยเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ แต่เราสามารถรักษาเสถียรภาพและความสงบของประเทศไว้ได้” ไกด์ชบากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

     ส.ป.ป.ลาวได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองแห่งสันติภาพประจำปี ๒๕๕๑ โดยทางคณะกรรมการสันติภาพโลกของประเทศอินโดนีเซียได้มอบฆ้องสันติภาพโลกให้กับประเทศลาว เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ปัจจุบันฆ้องสันติภาพโลกตั้งอยู่บริเวณเดียวกับประตูชัย ติดกับสวนสาธารณะ นึกแล้วให้รู้สึกเสียดาย ทั้งที่ฉันได้มีโอกาสไปถ่ายรูปกับประตูชัย แต่ด้วยยังไม่รู้ข้อมูลจึงไม่ได้สนใจเดินไปยลฆ้องสันติภาพโลกนี้

     วันนี้เมืองเวียงจันทน์และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหลุดพ้นจากคำสาปแล้ว จะด้วยความเชื่อหรือเหตุผลกลใดก็ตาม ภาพที่ปรากฏแก่ชาวโลกคืด ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลาวมีความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้า บนรากฐานแห่งอัตลักษณ์ชนชาติลาวอย่างรวดเร็วและชัดเจน

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร

ละอองดาว   โฉมสี
นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
๘ มีนาคม ๒๕๖๐

 ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
http://www.travellerfreedom.com
http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=78808
http://www.baanjompra.com/webboard/thread-3008-1-1.html
http://palungjit.org/threads
https://www.facebook.com/laomongthai
http://www.baanmaha.com/community/threads/36625
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000036217
http://www.ounon19.com/Aide_de_camp52_1.htm

ตามรอยเวียงจันทน์ ประทับใจในหัวใจของสาวลาว “เรานุ่งผ้าซิ่นเป็นกิจวัตร”

2702604

บทความพิเศษ ชุด ตามรอยเวียงจันทน์

ประทับใจในหัวใจของสาวลาว “เรานุ่งผ้าซิ่นเป็นกิจวัตร”
คุณค่าที่มากกว่าความงาม

2702601

สาวลาวเจ้านุ่งซิ่นเป็นนิจสิน
คุ้นเคยชินงามแท้แลถวิล
ชวนเชิดชูชื่นชมสมอาจินต์
ภาคภูมิถิ่นกำเนิดเกิดชาติลาว

      นับเป็นความชื่นชม ประทับใจทุกครั้งที่ไปเยือนประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เช่นเดียวกับครั้งนี้ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยนเรศวร เมื่อวันที่ ๓ – ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ณ เมืองเวียงจันทน์ ภาพของสาวลาวคุ้นเคยกับการนุ่งผ้าซิ่นไปเรียน ทำงาน หรือแม้แต่ไปเที่ยวได้อย่างไม่เคอะเขิน แถมดูมีความสุข ภูมิอกภูมิใจด้วยซ้ำ

     “ไม่ได้มีการรณรงค์ บังคับ หรือตั้งกฎเกณฑ์อะไร สาวลาวนุ่งผ้าซิ่นด้วยใจ ใส่กันเป็นเอกลักษณ์ เวลามีงานบุญ งานแต่ง หรือไปโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานที่ราชการ ผู้หญิงจะนุ่งผ้าซิ่นตั้งแต่ชั้นป.๑ จนจบมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวัน เป็นการปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กจนโต”

     คำตอบของชบา ไกด์สาวชาวลาว เมื่อฉันถามถึงการนุ่งซิ่นของผู้หญิงลาว โดยอธิบายถึงการนุ่งผ้าซิ่นและการแต่งกายของสาวลาวแบบง่าย ๆ พอเข้าใจในห้วงเวลาอันจำกัด โดยสาวลาวจะแต่งกายแตกต่างกันไปตามกลุ่มชาติพันธุ์ของตัวเอง ซึ่งมีทั้งหมด ๓ ชาติพันธุ์ คือ ลาวลุ่ม ลาวสูง และลาวเทิง ทำให้ฉันต้องกลับมาค้นคว้าเพิ่มเติมเรื่องราวของ ๓ กลุ่มชาติพันธุ์นี้ เพื่อความรู้ ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

     ๑. ลาวลุ่ม หมายถึง ชนชาติลาวที่อาศัยอยู่ที่ราบลุ่ม ได้แก่  ภูไท ไทเหนือ ไทดำ ไทขาว ไทแดง ไทพวนไทลื้อ ฯลฯ  โดยมีประมาณร้อยละ ๖๘ ของประชากรทั้งหมด ลาวลุ่มส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ และมีการใช้ภาษาลาวหรือภาษาตระกูลไท โดยส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำนา ทำสวน และเลี้ยงสัตว์ อาศัยกระจายอยู่ทั่วประเทศ

     ๒. ลาวเทิง หมายถึง ชาวลาวที่อาศัยอยู่ในเขตที่ราบสูงประกอบด้วย ขมุ ข่า แจะ ละแนด สีดา ผู้เทิงไฟ เขลา ปันลุ แซ กะแสง ส่วย ตะโอย ละแว ละเวน อาลัก กะตาง เทิงน้ำ เทิงบก เทิงโคก อินทรี ยาเหียน กายัก ชะนุ ตาเลี่ยง ละแง  ฯลฯ โดยมีประมาณร้อยละ ๒๒ ของประชากรลาวทั้งหมด มีการใช้ภาษาตระกูลมอญ-เขมร และโดยส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำไร่และเลี้ยงสัตว์ และมีประชากรอาศัยอยู่ทางใต้ของประเทศ

     ๓. ลาวสูง หมายถึง ชาวลาวที่อาศัยอยู่ในเขตภูเขาสูง ประกอบด้วยชนเผ่าม้งและอื่นๆ เช่น ม้งลาย ม้งขาว ม้งดำ เย้า โซโล ฮ้อ รุนี มูเซอ ผู้น้อย กุย ก่อ แลนแตน  ฯลฯ โดยมีประมาณร้อยละ ๙ ของประชากรลาวทั้งประเทศ และมีการใช้ภาษาตระกูลจีน-ทิเบต และส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำไร่ หาของป่าและเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะสุกรและม้า อาศัยอยู่ในเขตของภาคเหนือของประเทศ

     นอกจากนี้ยังมีชาวลาวเชื้อสายเวียดนามและเชื้อสายจีน รวมทั้งชาวต่างชาติอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศลาวอีกประมาณร้อยละ ๔  ของประชากรทั้งหมดในประเทศ
(ข้อมูลจาก https://jinpizzz.wordpress.com)

2702603

ลาวสูง ลาวลุ่ม ลาวเทิง (จากซ้าย)
ภาพจาก https://th.wikipedia.org

     เมื่อแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ยังประกอบไปด้วยกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยอีกมากมาย นั่นหมายความว่า การแต่งกายก็จะแตกต่างกันออกไปอีก แต่ที่เราพบเห็นมากที่สุดในเวียงจันทน์และทั่วไปในประเทศลาว เนื่องจากเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุด ก็คือ ลาวลุ่ม

     ไกด์ชบาเล่าต่อว่า “หญิงสาวลาวลุ่มจะนุ่งผ้าซิ่นเลยหัวเข่ามาเล็กน้อยหรือแบบครึ่งน่อง ส่วนเสื้อเป็นแบบสุภาพเรียบร้อย หรือตามกาลเทศะ สาขาอาชีพ ส่วนลาวเทิงจะนุ่งผ้าซิ่นที่ไม่มีหัวซิ่นและตีนซิ่น ผ้ามีลวดลายเป็นแฉก นิยมใช้ผ้าพันศีรษะ สำหรับลาวสูงนั้นจะแต่งกายแตกต่างจากลาวลุ่มและลาวเทิง เนื่องจากเป็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง ส่วนใหญ่จะสวมกระโปรงประดับด้วยเครื่องเงิน สวมหมวก”

     จากการค้นคว้าเพิ่มเติมจาก http://www.lampangvc.ac.th/lvcasean/page_laos3.html เรื่องการแต่งกายและการทอผ้าของชาวลาว มีข้อมูลดังนี้

     การทอผ้าของกลุ่มชาวไท-ลาว ใช้เทคนิคการทอ ๖ วิธี ได้แก่ 
          –  
มัดหมี่ หรือ IKAI (อีขัด) 

          –  จก หรือเทคนิคการเพิ่มด้ายเส้นพุ่งพิเศษเป็นช่วง ๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้าผ้า 
          –  ชิด หรือเทคนิคการเพิ่มด้วยเส้นพุ่งพิเศษติดต่อกันตลอดหน้าผ้า 
          –  เหยียบเกาะ หรือเทคนิคการทอแบบใช้เส้นด้ายหลายสีเกี่ยวหรือผูกเป็นห่วง (เป็นเทคนิคการทอของชาวไทลื้อ)
          –  ตามุก หรือเทคนิคการเพิ่มด้ายเส้นยืนพิเศษ
          –  หมากไม หรือเทคนิคการปั่นด้ายเส้นพุ่ง 2 สีเข้าด้วยกัน

     ผ้าทอมีบทบาทสำคัญในชีวิตครอบครัวของชาวไท-ลาว ทุกวันนี้พิธีแต่งงานแบบดั้งเดิมของคนไท-ลาวยังคงใช้เครื่องแต่งกายที่งดงาม ประณีต ชุดเจ้าสาวทอด้วยไหมเส้นละเอียด สอดแทรก ด้วยเส้นเงินเส้นทอง ผ้าเบี่ยง ซิ่นและตีนซิ่น จะมีสีและลวดลายรับกัน เจ้าบ่าวนุ่งผ้านุ่งหรือผ้า เตี่ยวทอด้วยไหมละเอียดสีพื้น อาจะใช้เทคนิคการทอแบบ “หมากไม” คือการปั่นเส้นใย สวมเสื้อ แบบฝรั่ง มีผ้าพาดบ่าเพื่อเข้าพิธีสู่ขวัญ 

2702602

การแต่งกาย 
     ผู้หญิง นุ่ง Patoi (มีลักษณะคล้ายผ้านุ่งของไทย) นิยมทำเป็นลายทาง ๆ เชิงผ้าเป็น สีแดงแก่ หรือน้ำตาลเข้ม ถ้าผ้านุ่งเป็นไหม เชิงก็จะเป็นไหมด้วย มักจะทอทองและเงินแทรกเข้าไป ไว้ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้ 
     ผู้ชาย นุ่ง Patoi เป็นการนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อชิ้น นอก กระดุมเจ็ดเม็ด

     ทริปนี้ฉันได้ถ่ายรูปคู่กับชบา ไกด์สาวที่ดูแลพวกเราตลอดการเดินทาง แอบถ่ายรูปสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มที่นั่งคุยโทรศัพท์บนบันไดของโรงแรม ขอถ่ายรูปพนักงานในร้านค้า รวมถึงน้องจินตนา ขันติวง ที่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการนำเราศึกษาเยี่ยมชมหอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ซึ่งทำให้เราซาบซึ้งกับประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวลาว และนี่คงจะเป็นหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้สาวลาวสุขใจ ภูมิใจ และเต็มใจนุ่งผ้าซิ่น…เต็มใจที่เกิดมาเป็นคนชนชาติลาว

 พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร

ละอองดาว โฉมสี
นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม

๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

 

 

ตามรอยเวียงจันทน์ หลงเสน่ห์บาสโลป ศิลปวัฒนธรรมอันพลิ้วหวาน นุ่มนวล พร้อมเพรียง สะท้อนตัวตนคนชาติลาว

1002602

บทความพิเศษ ชุด ตามรอยเวียงจันทน์

หลงเสน่ห์บาสโลป ศิลปวัฒนธรรมอันพลิ้วหวาน นุ่มนวล พร้อมเพรียง
สะท้อนตัวตนคนชาติลาว

     “มาหัดเต้นบาสโลปกันค่ะ” เสียงหวาน ๆ ของชบา ไกด์สาวชาวลาวในทริปการจัดทำแผนยุทธศาสตร์สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยนเรศวร ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ทำเอาเหล่านักร้อง นักเต้นทั้งหลายหยุดชะงัก เมื่อแรกก็ให้รู้สึกขัดอารมณ์ แต่พอได้เริ่มเต้น เตะเท้า ขยับซ้าย โยกขวา ก็เริ่มสนุก ผิดบ้าง ถูกบ้าง ชนกันก็มี หรือไม่ก็ไปกันคนละทิศละทาง ตัวฉันเองมัวเพลินกับการถ่ายรูป เลยขอฝึกเต้นแบบส่วนตัวกับสาวชบา แต่ก็ยังไปไม่รอด มาเริ่มเป็นรูปเป็นร่างตอนได้ครูกิตติมศักดิ์ คือ คุณสังคม ภูมิภักดี อดีตโฆษกรัฐบาลลาว ที่มาให้การต้อนรับ สังสรรค์กับคณะของเรา

     “เริ่มจากเตะเท้าไปข้างหน้า ซ้าย ขวา ซ้าย แล้วขยับออกทางขวา ๔ ก้าว เตะเท้าซ้าย ขยับมาด้านซ้ายอีก ๔ ก้าว เตะเท้าขวา จากเดินถอยหลัง ๓ จังหวะ เตะเท้าซ้าย แล้วเริ่มใหม่เหมือนเดิม”
100260

     แรก ๆ ขาก็ขัดกันอยู่บ้าง ต้องตั้งสติให้ดี ไม่นาน ก็เต้นบาสโลปได้เข้าจังหวะ เหมาะเจาะ พลิ้วไปตามเสียงเพลง หมุนไปทั้ง ๔ ทิศ เมื่อส่วนใหญ่เต้นกันได้แล้ว คุณสังคม ภูมิภักดี และคุณไพจิตร แสงมณี อดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีของลาวก็พาเราไปลงสนามจริง ณ ชัยชนะไนท์คลับ…สำหรับฉันเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสเข้าไนท์คลับ บอกได้เลยว่าอารมณ์เดียวกับที่เคยเห็นในหนัง ในละคร บรรยากาศค่อนข้างอึมครึม มีเวทีนักร้อง รายล้อมด้วยโต๊ะ-เก้าอี้แบบโซฟา ตรงกลางเป็นฟลอร์สำหรับออกไปเต้นรำ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและวัยทำงาน พวกเราใจจดใจจ่อ พอถึงเวลาก็ออกไปเรียงแถวหน้ากระดานวาดลวดลายลีลาบาสโลปกันอย่างสนุกสนาน สวยงาม พร้อมเพรียงกว่าที่คิด รวมไปถึงการรำวง ส่วนจังหวะอื่น ๆ ขอบาย มีได้อยู่บ้างคือชะชะช่า

1002601

     งานนี้ทั้งสนุกสนาน ครื้นเครง ได้สัมผัสอีกรสชาติของชีวิต เป็นความแปลกใหม่ที่กลับไปอวดใคร ๆ ได้ว่า ฉันไปเต้นบาสโลปในไนท์คลับประเทศลาวมาแล้ว

     กลับจากไนท์คลับ กระทั่งเดินทางมาถึงพิษณุโลก ฉันยังติดอกติดใจการเต้นจังหวะบาสโลป คิดเลยเถิดถึงขนาดว่า น่าจะตั้งชมรมเต้นบาสโลปขึ้น และทำให้ฉันต้องเปิดเว็บไซต์ศึกษาเรื่องบาสโลปอย่างจริงจัง

     ບັດສະລົບ ถือว่าเป็นการเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ของคนลาว ที่มีการสร้างสรรค์ท่าเต้นให้เข้ากับยุคสมัยและวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม เราจะเห็นการเต้น ບັດສະລົບ ในงานรื่นเริงต่างๆ เพื่อสร้างความสนุกสนานให้แขกที่เข้ามาร่วมงาน เช่น ງານດອງ (งานดอง) หรืองานแต่งงานบ้านเรา งานเลี้ยงรับรองแขกบ้านแขกเมือง เป็นต้น ซึ่งข้อดีของการเต้นลักษณะแบบนี้ คือทำให้แขกทั้งหลายมีความรู้สึกสนุกสนาน และมีความเป็นกันเองมากขึ้น แถมยังช่วยย่อยอาหารได้ดี

     ส่วนที่มาของບັດສະລົບ บาสโลป บาสะโล๊ฟ หรือบัดสลบนั้น บ้างก็ว่าได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งเศส บางตำราก็ว่าจากรัสเซีย ที่น่าสนใจที่สุดก็เห็นจะเป็นการสันนิษฐานว่ามาจากการเต้นคู่ชายหญิงของประเทศสเปนที่เรียกว่า Paso Double

     การเต้น Paso double เป็นการเต้นพื้นเมืองของสเปน มีลักษณะคล้ายลีลาศ โดยนำท่าทางการสู้วัวกระทิงของมาทาดอร์มาประยุกต์ใช้ โดยเปรียบเทียบผู้หญิงคู่เต้นว่าเสมือนผ้าผืนสีแดงที่พลิ้วไหวยามหลอกล่อวัวกระทิง สำหรับจังหวะดนตรี (เพลงมาร์ช) ที่ใช้ประกอบการเต้น Paso double ของสเปนนั้น เดิมที่ใช้บรรเลงในสนาม ก่อนที่มาทาดอร์จะเดินมาสู้วัวกระทิง จังหวะมาร์ชของสเปนนั้น มีชื่อไปสอดคล้องกับเพลงมาร์ชของฝรั่งเศสที่แต่งขึ้นในปี ๑๗๙๐ ชื่อว่า Pas redouble

     เมื่อสเปนนำท่าทางการต่อสู้วัวกระทิงมาประยุกต์ใช้กับจังมาร์ช จึงกลายเป็น Paso double dance ครับ ซึ่งฮิตติดลมบนในสเปนในปี ๑๙๒๐ และเผยแพร่ข้ามไปเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงชาวฝรั่งเศสในปี ๑๙๓๐

     สรุปคือการเต้น ບັດສະລົບ ของลาว และการเต้น Paso double dance ของสเปน แตกต่างกันทั้งวิธีการเต้น และจำนวนผู้เต้น แต่มีชื่อคล้ายกัน Paso + Double = Paslop

     ບັດສະລົບ อาจจะมาจากการผสมผสานลีลาท่าเต้นของสเปน ฝรั่งเศส หรือรัสเซียอย่างที่หลายคนว่าไว้ แต่สำหรับฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่า นี่คือการเต้นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวลาวโดยแท้

     อย่างไรก็ตาม เรื่องที่มาของบาสโลปคงไม่สำคัญเท่ากับการคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันแสนทรงเสน่ห์ พลิ้วหวาน น่ารัก ยิ่งเห็นสาวลาวในชุดประจำชาติ คือนุ่งผ้าซิ่นเต้นบาสโลป บอกได้เลยว่า เหมือนต้องมนต์ขลังเลยทีเดียว เรียกว่าเป็นศิลปะประจำชาติอันงดงามจริง ๆ คนลาวนิยมเต้นเวลาออกงานสังคม เช่น งานเลี้ยงสังสรรค์ งานแต่งงาน รวมไปถึงงานเลี้ยงรับรองที่เป็นทางการ สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

     ที่สำคัญบาสโลปไม่ได้เป็นที่จังหวะการเต้นเฉพาะคนทำงานหรือผู้สูงอายุเท่านั้น วัยรุ่นหนุ่มสาวชาวลาวก็นิยมเต้นเช่นกัน ซึ่งภาพเหล่านั้นยังอยู่ในความทรงจำ แม้ว่าจะผ่านมากว่า ๑ ปีแล้ว นั่นคือ โครงการสานสัมพันธ์มิตรภาพไทย-ลาว ครั้งที่ ๑๓ เมื่อวันที่ ๒๙ – ๓๑ มกราคม ๒๕๕๙ ซึ่งมหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นเจ้าภาพ มีนิสิตนักศึกษาจากสถาบันในประเทศไทยเข้าร่วม ๑๐ แห่ง และจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ๓ แห่ง ในงานเลี้ยงต้อนรับคืนวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๙ มีการร้องเพลงเต้นบาสโลปของนักศึกษาจากลาว ไม่เพียงเท่านั้น ด้านล่างของเวที ภาพของนิสิตสาวลาวนุ่งผ้าซิ่นยืนเรียงแถวเต้นบาสโลปอย่างสวยงาม พร้อมเพรียงไปกับนักศึกษาชาย เป็นภาพแห่งความประทับใจและเชิดหน้าชูตาประเทศได้เป็นอย่างดี

1002602

            ບັດສະລົບ บาสโลป บาสะโล๊ป หรือบัดสลบ จึงเป็นเอกลักษณ์ของประเทศลาวอันน่าภูมิใจอย่างยิ่ง แม้แต่ชาวไทยอย่างฉันเองยังหลงใหลไปกับการขยับซ้าย ขวา หน้า หลัง นอกจากนี้ ບັດສະລົບ ยังถือเป็นการออกกำลังกาย สร้างความสนุกสนาน สานสัมพันธ์ระหว่างผู้เต้น ที่สำคัญยังสะท้อนความนุ่มนวล อ่อนช้อย ถ้อยทีถ้อยอาศัย ให้เกียรติซึ่งกันและกัน อันเป็นเอกลักษณ์ตัวตนของคนลาวได้อย่างชัดเจน

บาสโลปลีลาอันหวานพลิ้ว
ยักย้ายปลิวซ้ายขวามาหน้าหลัง
ทรงเสน่ห์นุ่มนวลแฝงพลัง
สุดพร้อมพรั่งสามัคคีนี่คือลาว

 

พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

 ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ
http://karnmandalay.exteen.com/20121101/entry
พนัส ปรีวาสนา  https://www.gotoknow.org/posts/605275
http://www.sa.nu.ac.th
http://www.collectadd.com/article/82
http://news.thaipbs.or.th/content/“บั๊ดสลบ” จังหวะท่าเต้นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของลาว

http://www.youtube.com/watch­v=Pe_IOpKMYZc