กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร อาคารวิสุทธิกษัตริย์ ชั้น 3 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000

055-961208 , 055-961204 , 055-961148 mekong_salween@nu.ac.th

บทความพิเศษเล่าเรื่องประทับใจสู่แรงบันดาลใจ

ดอกไม้ของน้ำใจ…ให้หมูป่า

02076105

ดอกไม้ของน้ำใจ…ให้หมูป่า 02076104

     “…อาจจะมีใครที่เคยสับสน และบางคน คงดิ้นรนไขว่คว้า…หากดอกไม้ แย้มบานในใจแห่งผู้คน ที่ทุกข์ทน ความสว่างส่องทางสับสน ด้วยความรักที่มอบแก่กัน ให้ดอกไม้นั้นแทนความงามแห่งน้ำใจยิ่งใหญ่ เมฆหมอกก็คงสลาย ด้วยดอกไม้คือความสดใส ในแสงตะวัน…”

     ท่ามกลางแรงกาย พลังใจ จากทั่วสารทิศที่พุ่งตรงไปยังถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย…บทเพลง “ดอกไม้ของน้ำใจ” ของศิลปิน สาว สาว สาว ได้ผุดขึ้นกลางใจของฉัน

……………………………………………

02076101

    เสียงของแม่ที่ยืนร้องเรียกลูกบริเวณหน้าถ้ำให้กลับออกมาหาแม่…เสียงเรียกร้องของเพื่อน ๆ ที่บอกว่าทีมหมูป่าจะไปต่อไม่ได้ถ้าขาดเพื่อน ๆ ช่างกรีดหัวใจอย่างยิ่ง

    ยังไม่รวมเสียงเพลง เสียงสวดมนต์ ภาพของการแปรอักษรรูปหัวใจล้อมรอบอักษรเลข 13 ภาพการจุดเทียน ภาพของเหล่าเจ้าหน้าที่ จิตอาสาจากทั่วโลกที่บุกบั่น มุ่งมั่น ทุ่มเท ประกาศว่า “ไม่หยุด ไม่กลับ หากไม่เจอ 13 ชีวิต”

     “รางวัลคือ ได้ 13 ชีวิตคืนกลับมา ไม่ต้องการเงิน” คำกล่าวนายสุรพิณ ชัยชมภู นายกสมาคมน้ำบาดาลไทย ทำให้ฉันต้องยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา

    สุดซาบซึ้ง สะเทือนใจ เมื่อเห็นภาพของเด็ก ๆ โรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง 8 คน นั่งล้อมวง จุดเทียน ดีดกีตาร์ ร้องเพลงวอนแม่นางนอน

     …หนูวอนเถอะฟ้าให้เมตตาเห็นใจ พี่หนูอยู่ในถ้ำหลวงขุนนางนอน ให้พี่ผ่านพ้นโพยภัยหนูขอวอน หนูสวดมนต์ขอพรให้แม่นางนอนเมตตา หนูวอนเถอะฟ้าโปรดเมตตาหนูบ้าง ให้แสงทองส่องทางให้ฟ้าสางกระจ่างใส ให้หมู่มวลมิตรได้พ้นผ่านโพยภัย ได้กลับบ้านเร็วไวให้ปลอดภัยทุก ๆ คน

……………………………………………

02076102
     สำหรับจังหวัดพิษณุโลก

     ทีมกู้ภัยจากจังหวัดพิษณุโลกลงพื้นที่ซอกแซก ซอกซอน เสาะหา ร่วมกับทีมจากจังหวัดอื่น ๆ

    ในวิชาศิลปะของนักเรียนชั้นม.3 โรงเรียนวัดมหาวนาราม ร่วมใจกันวาดภาพส่งกำลังใจให้ทีมหมูป่า

    ด.ช.วรรธนะ คำอินทร์ หรือ “น้องทาม” อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนวัดหนองนาดงกวาง ต.หนองกุลา อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ซึ่งพิการไร้แขนทั้งสองข้างแต่มีหัวใจนักยอดนักสู้จนเป็นบุคคลตัวอย่างให้กับเยาวชนทั้งประเทศ ได้ใช้เท้าวาดภาพโค้ชและนักฟุตบอลทีมหมูป่ารวม 13 คน พร้อมระบายสี เขียนข้อความ “หมูป่า สู้ ๆ วันนี้ต้องกลับมานะ เราเป็นกำลังใจให้” และนำไปโพสต์ในเฟชบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า “ทาม ชิว ‘วว

    กลุ่มนักเรียนภาษาญี่ปุ่น ชั้น ม.5 และ ม.6 ได้ร่วมใจกันพับนกกระเรียน หรือซูรุ ให้ได้มากกว่า 1,000 ตัว ซึ่งการพับนกกระเรียนนั้น ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นถือว่าเป็นนกศักดิ์สิทธิ์และเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาว ความหวัง ความโชคดี และความสุข นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันความเจ็บป่วยได้ด้วย ถ้าใครสามารถพับนกกระเรียนได้ถึง 1,000 ตัว แล้วผู้นั้นจะมีอาการดีขึ้น

     คณะครู-นักเรียนเซนต์นิโกลาส เมืองพิษณุโลก สวดมนต์ขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า ส่งกำลังใจ และอวยพรให้นักเตะทีมหมูป่าปลอดภัย พร้อมแปรอักษรเป็นเลข 13

ฯลฯ

……………………………………………..

02076103

     ส่วนตัวฉันเอง เนื่องด้วยอยู่ในระหว่างปฏิบัติธรรม จึงพยายามติดตามข่าวสารอยู่อย่างห่าง ๆ และสิ่งที่ทำได้คือ การสวดมนต์แผ่เมตตา อุทิศส่วนบุญกุศลส่งไปให้ นอกเหนือจากตัวฉันแล้ว ยังมีผู้ปฏิบัติธรรมอีกจำนวนหลายร้อยคนที่รวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว

สัดเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์
อะเวรา จงเป็นสุขเป็นสุขเกิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพะยาปัชฌา จงเป็นสุขเป็นสุขเกิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเกิด จงรักษาต้นให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ

……………………………………………

     เมื่อแรกคิดไว้ว่า หากออกจากการนุ่งขาวห่มขาว ปฏิบัติธรรมเป็นครั้งแรกของชีวิต ฉันจะเขียนข้อคิดที่ได้จากการตัดสินใจอันคาดไม่ถึงของใครหลาย ๆ คนในครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามีมากมายจนสามารถสาธยายได้เป็นเล่ม ๆ แต่ในเมื่อหัวใจไม่นิ่งพอ ถูกก่อกวนด้วยเรื่องราว เหตุการณ์ของ 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง ไฉนจะละเลยไปได้

     มวลหมู่ดอกไม้งามบานสะพรั่ง

ปกคลุมยังแดนดินถิ่นหญ้าเฉา

คอยหล่อเลี้ยงพลิกฟื้นคืนบรรเทา

หวังให้เจ้าหยัดยืนคืนชีวา

     หญ้าเชียวแซมสีสันพรรณบุปผา

งดงามตาเติมเต็มความสดใส

โอนอ่อนลู่ตามลมแรงเพียงใด

ยังพลิ้วไหวให้คุณค่าคู่ไม้งาม

พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยนเรศวร
1 กรกฎาคม 2561
ขอบคุณข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ

“แข็งแกร่งในจุดที่เรายืน” คืนความเป็นตัวตนบนผลงานศิลปะ ณ หอศิลป์มหาวิทยาลัยนเรศวร

12026105

“แข็งแกร่งในจุดที่เรายืน” คืนความเป็นตัวตนบนผลงานศิลปะ
ณ หอศิลป์มหาวิทยาลัยนเรศวร

12026103

     “ผลงานสีน้ำมันบนผืนผ้าใบชุด Untitled ต้องการสะท้อนมาตรฐานความงามและคุณค่าของศิลปะที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลทางความคิดในแบบการรวมศูนย์กลางของยุโรป ทั้งประเด็นของเนื้อหา เรื่องราวในงาน ไม่ว่าจะเป็นตัววัตถุ บุคคลหรือเรื่องราว เหตุการณ์ต่าง ๆ ในภาพ จนมองข้าม หลงลืมหรือละเลยความเป็นตัวของตัวเอง”

      อาจารย์นิธิศ วนิชบูรณ์ อาจารย์สาขาวิชาศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เล่าถึงหนึ่งผลงานในนิทรรศการ “Collaborative relationship (Beyond) : Art Won’t Be Ordinary” ซึ่งกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดขึ้น ณ หอศิลป์มหาวิทยาลัยนเรศวร

12026104
      Untitled ถ่ายทอดเรื่องราวของเศษเครื่องถ้วยเวียงกาหลงที่ถูกค้นพบในกว๊านพะเยาอันเนื่องมาจากสภาวะภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ ๓๐ ปี เปรียบเสมือนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของคนในภูมิภาคนี้ แต่กลับไม่ถูกพูดถึงในสังคมระดับกว้าง

      “ทั้งตัวผลงานและรูปแบบการจัดแสดง บอกเล่าเรื่องราวความสำคัญของสังคมกระแสหลักในเมืองหลวง แสดงให้เห็นว่างานจิตรกรรมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้ ตอบสนองต่อกลุ่มคนเล็ก ๆ ในเมืองหลวง เช่น กลุ่มนักเรียน นักศึกษาศิลปะ กลุ่มคนชั้นสูง หรือกลุ่มคนมีกำลังในการซื้อชิ้นงาน ตั้งแต่การนำเสนอผ่านกรอบรูปขนาดใหญ่ โซฟาสำหรับนั่งดูผลงาน และกรอบเส้นแดงระบุข้อความห้ามเข้า เพราะสิ่งใดก็ตามที่มีความสำคัญ มักจะถูกห้ามเข้าใกล้ ห้ามสัมผัส แตะต้อง”

      และแน่นอนว่าผลงานจิตรกรรมชุด Untitled นี้ จะจัดแสดงเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดเท่านั้น ไม่จัดแสดงในกรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกับผลงานสื่อผสมธรรมชาติ ชุด Peacock ของอาจารย์อารยา รวมสำราญ กับโคมไฟรูปนกยูงที่ถักทอจากวัสดุธรรมชาติระย้าห้อยลงมาจากเพดาน ชวนสะดุดตายิ่งนัก

      “เป็นผลงานกึ่งทดลอง เพราะที่ผ่านมาจะสอนนักศึกษาตามระบบส่วนกลางที่ร่ำเรียนมา ทางด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จนมาเริ่มตั้งคำถามว่าสิ่งที่สอนนำไปใช้ได้จริงหรือ นิสิตที่อยู่ในภาคเหนือตอนบน ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ไม่มีโรงงานผลิตที่เป็นระบบอุตสาหกรรมเลย ในที่สุดแล้วนิสิตเหล่านี้ต้องถูกป้อนเข้าส่วนกลาง ทิ้งบ้านของตัวเอง จึงกลับมาคิดว่าจุดยืนของเราควรจะทวนกระแสหลักหรือเปล่า จนเกิดเป็นผลงานกึ่งทดลองชิ้นนี้ โดยมีความเชื่อมั่นว่า ควรจะแข็งแกร่งในจุดที่เรายืน จากเดิมไม่เป็นงานหัตถกรรมเลย ก็เริ่มลงชุมชนพร้อมนิสิต เข้าหาชาวบ้าน ทำให้ค้นพบว่า นิสิตมหาวิทยาลัยพะเยามีจุดแข็งคือ มีทักษะที่แตกต่างคือ เป็นคนละเอียด และมีพื้นฐานการจักสานติดตัวมาตั้งแต่เด็ก เราจึงนำจุดแข็งนี้มาปรับใช้ในการเรียนการสอน”
แรงบันดาลใจการสร้างสรรค์ผลงาน Peacock ของอาจารย์อารยา รวมสำราญ เกิดจากการสังเกตเห็นว่า วัดในภาคเหนือจะมีนกยูงอยู่บนยอดอุโบสถ เมื่อได้ศึกษาพบว่า เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มชนไทใหญ่เมื่อไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ใด โดยบ่งบอกว่าเป็นถิ่นที่มีความอุดมสมบูรณ์ ความสุข ความโชคดี วัสดุที่ใช้หาได้ในท้องถิ่น ทั้งผักตบชวาจากกว๊านพะเยา ไม้ไผ่ หวายจากขาวบ้าน หรือแม้แต่ด้ายชิ้นเล็ก ๆ ล้วนมาจากการย้อมสีธรรมชาติทั้งสิ้น

     นอกจากนี้ยังมีผลงานศิลปะหลากรูปแบบ แนวคิด ที่วิพากษ์ วิจารณ์ ตั้งคำถาม ชวนให้ย้อนมามองและตระหนักในอัตลักษณ์แห่งตัวตน เช่น ผลงานปักไหมบนผ้าพิมพ์ลาย, ภาพถ่ายชุด Beer และยาผงแดง: ผู้คนในประวัติศาสตร์ (Modern) ล้านนา, ผลงานจด ๆ จ้อง ๆ โดยการขึ้นรูปด้วยมือ ที่บอกให้รู้ว่า การเลือกทำสิ่งหนึ่ง อาจทำให้สูญเสียอีกสิ่งหนึ่ง, สื่อผสมชุด เมื่อการรู้เท่าไม่ธัญ (หากไม่พิจารณา) ทันไม่เท่ากับรู้ เป็นต้น

      ขอเชิญชื่นชมอีกหนึ่งมิติของผลงานศิลปะหลายแขนงฝีมือของอาจารย์สาขาวิชาศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ในนิทรรศการ “Collaborative relationship (Beyond) : Art Won’t Be Ordinary” ในวันและเวลาราชการ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ๑๕๖๑ ณ หอศิลป์ฯ อาคารวิสุทธิกษัตริย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร โทร. ๐ ๕๕๙๖ ๑๑๔๘

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยนเรศวร

ละลานตาผ้าทอทั่วธานี ด้วยพระบารมีแห่งองค์พระแม่ไทย

picture12

ละลานตาผ้าทอทั่วธานี ด้วยพระบารมีแห่งองค์พระแม่ไทย

picture1

     นานมาแล้ว ฉันเคยสงสัยว่า ทำไมเวลาที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยือนราษฎร จึงฉลองพระองค์ด้วยแพรพรรณอันดูหรูหรา ทั้งที่เสด็จฯ ไปในพื้นที่ชนบทหรือถิ่นทุรกันดาร ซึ่งดูไม่ทะมัดทะแมง ไม่เหมาะกับสถานที่ ถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือ ไม่เหมาะสมนั่นเอง จนกระทั่งเมื่อหลายปีก่อน ฉันได้ทำงานเกี่ยวกับผ้าไทย ได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับผ้าไทย จึงได้กระจ่างแก่ใจว่า พระองค์ฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทยเพื่อรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับชาวบ้าน ดังพระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๒๓

     “ข้าพเจ้าจึงสังเกตดูเมื่อไปที่ไหนทุกแห่งตามเสด็จ จะเห็นว่าชาวอีสานนี้นุ่งซิ่นไหมมัดหมี่ ข้าพเจ้าก็บอกว่า ขอให้ฉันสักตัวได้ไหม เขาบอกว่าเอาไปทำไมของคนบ้านนอกคอกนา คนรวย ๆ เขาไม่ใส่กันหรอก ก็บอกกับเขาว่าสวยจริง ๆ ไม่ได้แกล้งยกยอ เพราะเป็นของสวยงาม เขาก็เลยยินดี เขาบอกว่าถ้าจะใส่จริงฉันจึงจะทำให้ บอกว่าทำเถอะแล้วจะใส่ เขาก็ช่วยกันทำมา ข้าพเจ้าก็ให้เงินก้นถุงก่อน เพราะว่าชาวบ้านจนเท่าไร ความโลภโมโทสันไม่มีเลย

     เขาบอกฉันว่าจะให้นะ ฉันไม่ได้ต้องการเงิน ก็บอกกับเขาว่า เงินอันนี้เป็นเงินก้นถุงจะได้ให้เจริญยังไง เขาถึงได้ยอมรับ ไม่อย่างนั้นเขาโกรธ

     ก็ตัดใส่ พยายามถ่ายรูปออกไปโฆษณา เขาเห็นเขาก็มีกำลังใจก็เลยบอกว่าทอให้มากขึ้นนะ แล้วจะขอซื้อจะหาตลาดให้ อันเป็นการเริ่มต้นของมูลนิธิศิลปาชีพ”

99ย้อนเวลานับแต่ก้าวแรกบนผืนแผ่นดินไทย

     แม้ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินตาม หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร พระชนกที่ไปรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสำนักเซนต์เจมส์ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่พระชนม์ได้ ๑๓ ชันษา ทว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กลับทรงตระหนักถึงคุณค่าของมรดกแห่งความเป็นไทยมาตลอดระยะเวลายาวนาน

picture14

     พระองค์เลือกฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทย นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เสด็จฯ กลับประเทศไทยในฐานะพระคู่หมั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ขณะมีพระชนมพรรษา ๑๗ พรรษา และในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๓ ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม ชาวไทยต่างปลื้มปิติที่ได้เห็นภาพอันประทับใจไม่รู้ลืมของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในฉลองพระองค์แบบไทยสีงาช้าง ฉลองพระองค์ปักไหมทองพระภูษายกทอง ครั้นถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ทรงพระภูษายกทองและทรงสะพัก

picture17

99 ก่อเกิดชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยประจำชาติ

     พ.ศ. ๒๕๐๓ เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับสหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆ ในยุโรปอย่างเป็นทางการครั้งแรก มีพระราชดำริว่า สตรีไทยไม่มีเครื่องแต่งกายที่เป็นชุดประจำชาติเหมือนสตรีชาติอื่น ๆ เช่น อินเดียมีส่าหรี หรือญี่ปุ่นมีกิโมโน จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ผู้เชี่ยวชาญค้นคว้าจากประวัติศาสตร์การแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักโบราณ และออกแบบตัดเย็บฉลองพระองค์ชุดไทยแบบต่าง ๆ โดยผสมผสานระหว่างรูปแบบการแต่งกายสตรีไทยในอดีตกับการตัดเย็บในปัจจุบันที่ง่ายต่อการสวมใส่และมีความเหมาะสมกับยุคสมัย ระหว่างเสด็จฯ ไปทรงเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในครั้งนั้น

     นานาชาติจึงได้มีโอกาสตื่นตาตื่นใจกับพระสิริโฉมของสมเด็จพระราชินีแห่งประเทศไทยที่ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม และกลายเป็นต้นแบบของชุดไทยประจำชาติ ทั้งหมด ๘ แบบ

      นอกจากนี้ยังมีพระราชเสาวนีย์ให้ดีไซเนอร์ชั้นนำของฝรั่งเศส ปิแอร์ บัลแมง และช่างปักเสื้อชื่อดังแห่งยุคฟรองซัวส์ เลอซาจ เพิ่มความงดงามตระการตาให้ชุดไทยพระราชนิยมและชุดราตรีแบบตะวันตกสำหรับฉลองพระองค์ โดยทรงแนะนำให้ผสมผสานลวดลายแบบไทยโบราณเข้ากับวิธีปักของห้องเสื้อชั้นนำของยุโรป ครั้งนั้นมีการใช้ไหมเงิน ไหมทอง ผสมเข้ากับพลอยสีและลูกปัดเป็นครั้งแรก

picture3

99 จากผ้าทอฝีมือชาวบ้าน สู่ราชีนีแห่งผ้าไทย

     “นับแต่ได้ตามเสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ ข้าพเจ้าค้นพบด้วยความภาคภูมิใจว่า คนไทยของเรานี่เป็นผู้ที่มีความสามารถ เพียงแต่ได้โอกาสก็จะสร้างสรรค์ผลงานอันยอดเยี่ยมออกมาได้เสมอ”

            พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๒๓

     พระองค์ทรงฟื้นฟู อนุรักษ์ ส่งเสริม พัฒนาผ้าทอไทยทั่วทุกภูมิภาค ขอยกตัวอย่างผ้าทอบางชนิด บางท้องถิ่น ที่ฉันเก็บรวบรวมไว้จากแหล่งต่าง ๆ มาเป็นเวลาหลายปี ได้แก่ นิตยสาร หนังสือ ตลอดจนการการลงพื้นที่ด้วยตัวเอง การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ และข้อมูลบางส่วนจากเว็บไซต์ ที่สำคัญคือ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น เมื่อติดต่อขอรับข้อมูลโดยตรงจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

picture4

99 ผ้าใยกัญชง แม่ฮ่องสอน

     “ได้เสด็จฯ ไปจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รู้เกี่ยวกับต้นกัญชง มีความเสียใจที่ทางกฎหมายว่าเป็นยาเสพติด ว่าเป็นต้นกัญชา ที่จริงมีการปลูกมาตั้งแต่ปู่ตาทวด และได้นำมาทอเป็นเสื้อผ้า โอกาสดีที่อเมริกันมิชชันนารีขึ้นไปสอนศาสนาอยู่กับชาวเขา เห็นชาวเขาใส่ผ้ากัญชงบาง ๆ ได้สอนให้เลี้ยงแกะผสมกับกัญชง ทำให้ผ้ามีความอบอุ่น”

                   พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๒

     จากพระราชดำรัสนี้เอง ทำให้รัฐบาลหันมาส่งเสริมกัญชง จัดทำยุทธศาสตร์การส่งเสริมกัญชง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง ทั้งนี้จากการศึกษาค้นคว้าของกรมวิชาการเกษตร ระบุข้อดีของการปลูกพืชกัญชงเชิงเศรษฐกิจว่า ทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น เพราะสามารถแปรรูปได้ถึง ๒๕,๐๐๐ – ๕๐,๐๐๐ อย่างในรูปของกระดาษ สิ่งทอ ยา อาหาร วัสดุก่อสร้าง พลาสติก น้ำมันและประโยชน์ทางการเกษตร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ประเทศไทยยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศแต่ละปีเป็นมูลค่านับแสนล้านบาท กัญชงปลูกอายุเพียง ๗๕ – ๙๐ วันก็สามารถนำมาทำประโยชน์ ทำกระดาษหรือสิ่งทอได้ แทนที่จะใช้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งต้องปลูก ๖ – ๒๐ ปี นับเป็นการลดการนำเข้า เป็นการพึ่งพาตนเองและเมื่อมีเกินพอ สามารถจำหน่ายให้ต่างประเทศได้อีกด้วย

picture5

99 ผ้าดอกจอก ผ้าฝ้ายแท้หนานุ่ม ภาคกลาง

      ผ้าดอกจอกเป็นผ้าฝ้ายทอมือ ๑๐๐ % เนื้อหนา นุ่ม มีคุณสมบัติซับน้ำได้ดี มีลวดลายยกขอบเป็นสัน เพื่อให้เกิดเป็นตาสี่เหลี่ยม เป็นกระทงเล็ก ๆ ทั้งผืน เหมือนเวลาที่เห็นดอกจอกลอยอยู่ในน้ำ เห็นเป็นช่อง ๆ บางคนบอกว่าลักษณะคล้ายขนมรวงผึ้ง ชาวต่างประเทศเรียกผ้าดอกจอกว่า Honey Comb มีการทอกันที่จังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยา ผ้าชนิดนี้อาจจะเลือนหายไป หากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถไม่ทรงอนุรักษ์ไว้

     เส้นทางการฟื้นฟูและอนุรักษ์ผ้าดอกจอกเริ่มขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๘ มีน้ำท่วมภาคกลาง จังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยานาล่มเสียหายมาก พระองค์โปรดฯ ให้ตั้งโครงการทอผ้าฝ้ายด้วยมือในภาคกลางขึ้น โดยมีท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เป็นหัวหน้าคณะรับผิดชอบในเรื่องการหาครูให้การอบรมชาวบ้าน และรับสิ่งที่ที่สำเร็จออกสู่ตลาด จัดจำหน่าย หารายได้กลับคืนสู่ผู้ผลิต

     ครั้งหนึ่งท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค พร้อมคณะได้ไปตรวจงานและรับสิ่งทอ มีชาวบ้านคือ นางทับ อภิวันท์ นำผ้าตัวอย่างที่เคยทอไว้มาให้ดู และในผ้าตัวอย่างเหล่านั้นมีผ้าลายดอกจอกอยู่ด้วย ทางคณะสนใจผ้าดอกจอก เนื่องจากเห็นว่าเป็นผ้าที่ใช้ทำผ้าเช็ดตัวได้ดี สมควรจัดสอนให้กลุ่มทอผ้าของโครงการฯ ทอขึ้น แต่นางทับไม่สามารถสอนได้ ทางครูผู้สอนคือนายสงคราม เสนาธรรม จากรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จึงจัดอบรมสอนให้ โดยเปลี่ยนจากการทอผ้าด้วยกี่มือมาเป็นกี่กระตุก ทำให้ได้ผลงานรวดเร็วกว่าและมีหน้าผ้ากว้างกว่าด้วย สำหรับกลุ่มทอผ้าที่ชำนาญในการทอผ้าดอกจอก คือกลุ่มทอผ้าวัดสระแก้ว จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นกลุ่มแรกในโครงการ ตามมาด้วยกลุ่มทอผ้าวัดน้ำเต้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

     เมื่อผ้าดอกจอกออกสู่ตลาด ปรากฏว่าได้รับความนิยมมาก เพราะฝ้าย ๑๐๐ % ซับน้ำได้เป็นอย่างดี และผู้ที่นิยมซื้อหาผ้าฝ้ายทอมือจากร้านจิตรลดา ซึ่งเป็นร้านที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโครงการในมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถก็ให้ความสนใจ และตื่นเต้นในประโยนช์ใช้สอยของผ้าฝ้ายทอมือที่สามารถทำเป็นผ้าเช็ดตัวได้ นอกจากนี้ร้านจิตรลดายังนำผ้าดอกจอกมาตัดเป็นเสื้อแบบกิโมโน เพื่อเป็นเสื้อคลุมจากห้องน้ำ หรือเป็นเสื้อตัวสั้นเพื่อสวมใส่ในเวลาอากาศเย็นอีกด้วย

     ฉันโทรศัพท์ติดต่อขอสัมภาษณ์กลุ่มทอผ้าสมาชิกศิลปาชีพวัดน้ำเต้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ คุณพายัพ บุญเหลือ ประธานกลุ่มเล่าให้ฟังว่า

      “เราทอผ้าดอกจอกตลอดทั้งปี มีเรื่อย ๆ แต่ช่วงที่มีคนสั่งมากที่สุดคือ ปีใหม่และสงกรานต์ เพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญ รวมถึงช่วงวันแม่ ร้านจิตรลดาจะให้เราทอผ้าดอกจอกสีขาวเพื่อนำไปปักดอกมะลิ สมาชิกจำนวน ๑๑ คนยังคงทอผ้าทุกวันหลังจากว่างเว้นจากการทำนาและเก็บดอกโสนขายเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง”

     “ดีใจที่พระราชินีทรงมองเห็น ห่วงใย และให้อาชีพชาวบ้านธรรมดา ๆ อย่างเรา ดีใจที่ได้ทำงานที่รัก แม้ความรู้จะร้อย แต่ก็สามารถสร้างงาน ส่งเสริมลูกหลานได้ศึกษาเล่าเรียนสูง ๆ”
      “ภูมิใจที่ได้สร้างผลงาน เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน ได้สืบสานภูมิปัญญาไทย”
      ความดีใจ ความภาคภูมิใจนี่เองจะเป็นพลังสำคัญให้ผ้าที่หาชมได้ยากอย่างผ้าดอกจอกดำรงอยู่ต่อไป

***ภาพประกอบ ผ้าดอกจอกจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ผ้า มหาวิทยาลัยนเรศวร

picture6

99 ศูนย์ศิลปาชีพในพื้นที่ความมั่นคง พิษณุโลก

     คงไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จักศูนย์ศิลปาชีพ หรือมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แต่ถ้าบอกว่าจังหวัดพิษณุโลกมีศูนย์ศิลปาชีพเชื่อว่าเป็นข้อมูลใหม่สำหรับใครหลาย ๆ คน เรื่องนี้ทำให้ฉันย้อนความทรงจำไปเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา และนี่คือบทความที่ฉันเขียนไว้ในช่วงนั้น

     เช้าตรู่ของวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๖ ฉันพร้อมด้วยเพื่อนร่วมงานอีก ๓ คน มุ่งหน้าสู่บ้านเทอดชาติ ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ด้วยระยะทางเกือบ ๒๐๐ กิโลเมตร ก็ถึงศูนย์ศิลปาชีพภูขัด ภูเมี่ยง ภูสอยดาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งในช่วงท้ายของการเดินทาง เล่นเอาฉันเกือบสำรอกอาหารเช้าเสียแล้ว ด้วยเส้นทางที่ขึ้น-ลงเขา บวกกับแนวโค้ง แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็มาถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย

     ทันทีที่มาถึงเราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ของศูนย์ แม้จะไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า เนื่องด้วยอุปสรรคเรื่องของโทรศัพท์ นำโดยร้อยตรีประกอบ มั่นอ้น รองหัวหน้าศูนย์ฯ พาเราไปชมอาคารสถานที่ ซึ่งประกอบด้วยอาคารทรงงาน ๑ หลัง โรงฝึกงาน ๓ หลัง ร้านค้าศิลปาชีพ ๑ หลัง พร้อมทั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ยินเสียงกระทบฟันหวี ไม่ได้เห็นลีลาการเหยียบไม้สลับตะกอเพื่อให้เกิดลวดลาย เนื่องจากเหล่าสมาชิกต้องออกไปทำไรทำนาตามฤดูกาล อย่างไรก็ตามพวกเราได้สัมผัสเส้นไหมที่จัดส่งมาหลายสิบลัง รอการแปรสภาพให้กลายเป็นผืนผ้า ได้ชมผืนผ้าฝ้ายลวดลายเอกลักษณ์ของศูนย์ ได้แก่ ลายลูกแก้ว และลายหมากนัด (ลายสับปะรด) ซึ่งเป็นลวดลายที่ทอยากที่สุด เนื่องจากต้องใช้ถึง ๘ ตะกอ เราจึงพบเห็นได้ไม่บ่อยนัก รวมไปถึงผ้าไหมพื้นหลากสี

     รองหัวหน้าศูนย์ฯ เล่าให้ฟังว่า ทั้งหมดนี้เป็นผ้าที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถโปรดฯ ให้ชาวภูขัดทอขึ้น โดยผ่านการฝึกอบรม พัฒนาฝีมือ และนำทูลเกล้าฯ ถวาย สร้างรายได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นต้นมา สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๗ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ ภูขุด ภูเมี่ยง ภูสอยดาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพขึ้น เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๓๘ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณเสด็จฯ ทรงเปิดโครงการศูนย์ศิลปาชีพภูขัด ภูเมี่ยง ภูสอยดาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ซึ่งปัจจุบันนอกจากสมาชิกจำนวน ๒๕๗ คน จะสามารถทอผ้าได้แล้ว บางรายยังสามารถทอผ้าขายได้เอง มีการพัฒนาปรับปรุงสร้างสรรค์ลวดลายสีสันใหม่ ๆ ทั้งผ้าพื้น จก ขิด และมัดหมี่ ซึ่งนับว่าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่าน ทั้งนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจะเสด็จฯ เยี่ยมชาวภูขัดฯ ประมาณปีละ ๑ ครั้ง เพื่อทรงติดตามดูผลงาน ที่สำคัญเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับสมาชิกในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไป

      นอกจากการทอผ้าแล้ว ยังทรงส่งเสริมอาชีพอื่น ๆ เช่น เลี้ยงสัตว์ รวมถึงดูแลความเป็นอยู่ของราษฎรตลอดเวลา ทำให้ราษฎรในโครงการฯ มีรายได้เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

     นี่คือบทความที่ฉันเขียนขึ้นช่วงกลางปี ๒๕๔๖ น่าเสียดายที่ภาพถ่ายได้สูญหายไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเดินทางไปยังศูนย์ศิลปาชีพภูขัด ภูเมี่ยง ภูสอยดาว จะล่วงเลยมากว่า ๑๐ ปีแล้ว แต่ยังคงประทับใจ อยู่ในความทรงจำและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนัก

picture7

99 ผ้าแพรวา ถิ่นอีสาน

     ย้อนไปเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๐  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และพระเจ้าเธอทุกพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมายังตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร และเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรที่อำเภอคำม่วง

     นางคำใหม่ โยคะสิงห์ ชาวบ้านโพน ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผู้หนึ่งที่เฝ้ารอรับเสด็จฯ  

     “พอรู้ว่าจะเสด็จฯ ทุกพระองค์ ฉันก็อยากไปเข้าเฝ้าฯ นอนคิดอยู่ทั้งคืน อยากนำผ้าแพรวาไปถวาย ถามดูก็ไม่มีใครทอได้ ไปหาซื้อก็ไม่มีใครขาย เพราะมีน้อย ไม่มีการทอแล้ว ๖๐๐ – ๗๐๐ หลังคาเรือนมีผ้าแพรว่าไม่ถึง ๑๐ ผืน ฉันชวนเพื่อนคนแก่ไปด้วยกันหลายคน ยืมชุดภูไทสไบแพรของเขามาแต่ง เตรียมของถวายกัน…

     …พระราชินีหยุดตรงหน้าฉัน ชมผ้าสไบแพรวาที่ฉันห่มว่า ผ้าสวยดีนะมีอีกมั้ย ฉันตอบว่าไม่มีเจ้าคะ อยากได้หรือเจ้าคะ ทรงรับสั่งว่า อยากได้ จะใส่เอง”

     นับจากวันนั้น คุณแม่คำใหม่ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผ้าแพรวา พร้อมยกเส้นไหมพระราชทานจำนวน ๖ กิโลกรัม เพื่อนำกลับไปทอ และนี่คือจุดเริ่มต้นของผ้าแพรวา

     “ฉันรับไหม ๖ กิโลกรัมมาอย่างหนักใจช่วงนั้น จะทอยังไงหนอ…เอามานอนคิดทั้งคืน ตื่นเช้าก็เดินไปถามชาวบ้านหาคนที่ทอได้ ซึ่งก็มีแต่คนแก่ ๆ ที่พอจะทอได้บ้าง ก็ให้ช่วยกัน ๓ – ๔ คน บอกเขาไปว่า พอเสร็จแล้วจะพาไปถวายในวัง พูดไปทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าวังอยู่ที่ไหน เพื่อน ๆ ก็ตาโตอยากไปเที่ยวในวัง เกิดการร่วมใจช่วยกันทอขึ้นมา”

      ระหว่างนั้นนางคำใหม่พร้อมเพื่อนอีก ๒ คน มีโอกาสเรียนวิชาการย้อมผ้า ๒ วัน ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรุงเทพฯ นำความรู้กลับมาย้อมไหมพระราชทาน ๖ กิโลกรัม กับเวลาอีกหลายเดือน ได้เป็นผ้าสไบแพรวางดงามถึง ๑๖ ผืน และก็ได้มีโอกาสนำไปถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถึงพระราชวังไกลกังวลจริง ๆ

Continue Reading…

จากพิษณุโลกสู่ตรัง ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ แด่ผู้ประสบอุทกภัย

1702603

จากพิษณุโลกสู่ตรัง ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ แด่ผู้ประสบอุทกภัย
สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มอบให้ คือความยิ่งใหญ่ในหัวใจ

170260

     แม้ไม่อาจเทียบหนึ่งในล้าน ลูกขอตั้งปณิธาน สานส่งที่พ่อสร้างไว้ จะขอเดินตามรอยเท้าพ่อไป เหนื่อยยากเพียงไหน ไม่ทำให้พ่อผิดหวัง

      แว่วบทเพลงเดินตามรอยเท้าพ่อในระหว่างอาหารมื้อเช้า ทำให้มือถือช้อนหยุดชะงัก เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงโปรดของฉันรองจากเพลงต้นไม้ของพ่อ เพลงของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ที่ฉันไม่ได้ฟังเลยในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ฉันพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกของตัวเองไม่ให้น้ำตาไหล

    “เสียใจได้ แต่ต้องไม่ลืมหน้าที่ อย่าลืมคำสอนของพ่อ” นอกจากการทำหน้าที่แล้ว หนึ่งคำสอนของพระองค์คือการทำความดีด้วยการให้

     ทรงได้รับการอบรมให้รู้จักการให้ตั้งแต่ทรงพระเยาว์  โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า “กระป๋องคนจน” หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูกเรียกเก็บ “ภาษี” หยอดใส่กระปุกนี้ ๑๐ % ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน (จากหนังสือร้อยเรื่องดี ๆ ของเมืองไทยที่คุณไม่เคยรู้ โดย จุฑา รักษ์แผ่นดิน)

     “อย่าลืมคืนกำไรให้สังคม” การเรียนรู้ที่ ๗ ซึ่งเป็นกระบวนการสุดท้ายของกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในการบรรยายสาระธรรมพาที หัวข้อ ชีวิตดีที่พอเพียง โดยท่านพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๐ ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร กระตุ้นเตือนให้เรารู้จักให้ ฉันเองก็คุ้นเคยกับการให้มาโดยตลอด เช่น การให้ทานแก่ผู้ยากไร้ บริจาคทุนทรัพย์สิ่งของให้ผู้ด้อยโอกาส การบริจาคเลือด ไปจนถึงการเดินทางไปซ่อมแซมอาคารโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร แต่นั่นก็เป็นหนึ่งในวิชาเรียน แตกต่างจากการให้ครั้งล่าสุดที่เป็นการให้ด้วยใจแบบถึงมือผู้ตกอยู่ในความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งอยู่ห่างไกล นั่นคือ การเดินทางไปมอบทุนทรัพย์ อาหาร และข้าวของเครื่องใช้ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย ณ จังหวัดตรัง ร่วมกับเพื่อน ๆ เหล่านักเขียนสมัครเล่นคู่สร้างคู่สม  เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๐

     จากทริปเที่ยวภูเก็ตเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ เลื่อนมาเป็นกลางเดือนมกราคม ๒๕๖๐ ด้วยช่วงเวลาอันเนิ่นนานบวกกับเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ ทำให้เพื่อนร่วมทริปค่อย ๆ หายไปทีละคนสองคน ในที่สุดเหลืออยู่เพียง ๓ คน บวกกับเพื่อนที่ภูเก็ตและตรังอีก ๒ คน รวมเป็น ๕ คน ทำให้พวกเราเกือบถอดใจสละตั๋วเครื่องบินอีกครั้ง แต่ก่อนที่ทริปของเราจะล่ม ในเวลากระชั้นชิด เพื่อนคนหนึ่งก็เสนอขึ้นมาว่า “เราไปช่วยน้ำท่วมแทนมั้ย”

     เหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ความห่อเหี่ยวกลายเป็นความตื่นเต้น ตื้นตัน กระปรี้กระเปร่า ก่อนเดินทางเพียงหนึ่งวัน ฉันโพสต์ข้อความขอเชิญร่วมบริจาคเงินช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ณ จังหวัดตรัง ไม่กี่อึดใจ เจ้านายของฉันเดินถือซองใส่เงินมาให้จำนวนหนึ่ง “ฝากทำบุญด้วย” รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ที่ซาบซึ้งที่สุดก็คือ น้องในองค์กรเดียวกันคนหนึ่งฝากเงินมาทำบุญ ๑๐๐ บาท พลางบอกว่า “หนูอยากทำบุญ แต่หนูมีเท่านี้จริง ๆ พี่” น้ำใจของน้องยิ่งใหญ่เกินกว่าเงินจำนวนนี้มากมายนัก

     จากพิษณุโลกมุ่งเข้ากรุงเทพฯ บินตรงไปหาเพื่อนที่ภูเก็ต แล้วนั่งรถต่อไปยังจังหวัดตรัง พบกับเพื่อนที่นั่น แล้วนัดแนะการทำงานของเรา

     เริ่มจากการนำเงินบริจาคที่ทุกคนรวบรวมได้มารวมกัน เป็นจำนวนกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท นำไปซื้อข้าวของเครื่องใช้จำเป็น แพ็คใส่กระเป๋า แยกเป็นชุด เพื่อมอบให้ ๑ กระเป๋า ต่อ ๑ ครอบครัว พร้อมก๋วยเตี๋ยวที่เพื่อนอีกคนนำมาสมทบ ตอนนี้เองเรามีอาสาสมัครในพื้นที่มาช่วยกันจัดเรียง ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย คืนนั้นฉันรู้สึกตื่นเต้นน่าดู

1702601

     รุ่งเช้า หลังมื้ออาหาร เราตรงไปยังบ้านโคกสะทอน พบว่าสองข้างทางยังมีน้ำเจิ่งนอง บ้านบางหลังท่วมถึงหลังคา คนในบ้านต้องออกมากางเต็นท์นอนกันริมถนน เมื่อไปถึงวัดโคกมะม่วง พบว่า น้ำเพิ่งลดได้เพียงหนึ่งวัน จากนั้นไปต่อที่วัดประสิทธิชัย (ท่าจีน) ที่นี่ยังอ่วมอยู่ น้ำยังคงท่วมวัดและโรงเรียน อยู่ระหว่างการเร่งระบายน้ำออกโดยศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากจังหวัดภูเก็ต พวกเรานำรถเข้าไปในวัดไม่ได้ จึงต้องถือข้าวของและอาหารเดินเข้าไปถวายพระในวัด พระปลัดสุวิทย์ สุวิชาโน พระฝ่ายปกครอง เล่าให้ฟังว่า

     “ที่นี่เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญ มีสามเณรจำนวน ๘๕ รูป พอน้ำท่วมจึงให้แยกย้ายกันกลับบ้าน เหลืออยู่ ๕๕ รูป น้ำท่วมมาได้อาทิตย์กว่า ๆ แล้ว เพิ่งลดมาได้ ๒ วัน ท่วมสูงสุดกว่า ๒ เมตร ช่วงนี้งดกิจสงฆ์ทุกอย่าง ภิกษุ สามเณร ใช้เรือ เรือไม่พอก็ไช้กะละมังในการสัญจรภายในวัด เจ้าอาวาสเป็นห่วงความปลอดภัยจึงตัดไฟ ไม่มีไฟใช้ พอไม่มีไฟ น้ำในแท็งค์ก็สูบไม่ขึ้น ได้อาศัยญาติโยมมาบริจาค ให้ความช่วยเหลือ ตอนนี้ยังไม่นำของลงจากที่สูง เพราะอาจมีพายุอีกครั้ง ต้องเตรียมรับสถานการณ์ไว้ก่อน”

     พระปลัดสุวิทย์ สุวิชาโน เล่าอีกว่า น้ำท่วมครั้งนี้ถือว่าหนักที่สุดในรอบ ๑๐ ปี ถึงอย่างไร วัดยังดีกว่าญาติโยมมากนัก บ้านบางหลังน้ำท่วมมิดหลังคา ไม่มีที่อยู่อาศัย อาหารการกินก็ยากลำบาก หากว่าน้ำที่วัดลดลงก็ยินดีเป็นที่พักพิงให้ชาวบ้านมาพึ่งพาอาศัยได้

     จากนั้นฉันมาร่วมมาแจกก๋วยเตี๋ยวให้กับชาวบ้านที่หน้าวัด ทั้งเด็กน้อย วัยรุ่น พ่อแม่จูงลูกจูงหลานมา รวมถึงผู้สูงอายุที่มายืนเข้าถอยรับก๋วยเตี๋ยวคนละชาม หรือจะใส่ถุงไปฝากคนที่บ้านก็ได้ตามสะดวก อิ่มแล้วก็รับมอบของใช้บ้านละ ๑ ชุด ระหว่างการแจกของ ฉันได้คุยกับป้าฉวีวรรณ ช่วยแข็ง ประธานกลุ่มพัฒนาสตรีชุมชนท่าจีน และประธานกลุ่มแกงไตปลาแห้งเมืองตรัง

1702602

     “ที่นี่เป็นเหมือนแอ่งที่รองรับน้ำจากทุกที่ ทุกสายมาบรรจบรวมกัน น้ำที่นี่จึงแห้งช้ากว่าที่อื่น แถมทางรัฐยังสร้างถนนสูงมาก น้ำจึงไหลลงมาท่วมวัด ท่วมบ้านของชาวบ้าน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทางการต้องคิดเยอะ ๆ การคมนาคมสะดวกสบาย แต่เวลาฝนตกมาก ๆ ชาวบ้านเดือดร้อน”

     ฉันเดินมาคุยกับเจ้าหน้าที่จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เล่าว่า ใช้เครื่องสูบน้ำเครื่องใหญ่มาหลายวันแล้ว วันนี้เปลี่ยนมาใช้เครื่องตัวเล็ก เพราะน้ำอยู่ในระดับต่ำลง และต้องเร่งระบายน้ำลงแม่น้ำท่าจีนซึ่งอยู่ติดกับวัดให้เร็วที่สุด ก่อนที่น้ำระลอกใหม่จะมา

     เมื่อฉันถามว่า เหตุใดจึงต้องใช้ศูนย์ฯ จากภูเก็ต เจ้าหน้าที่บอกว่า จังหวัดตรังไม่มีศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ถ้าภูเก็ตไม่เพียงพอก็ต้องระดมจากจังหวัดอื่นโดยรอบ…นั่นหมายความว่างานของพวกเขายังไม่เสร็จสิ้นง่าย ๆ แต่สำหรับพวกเราเมื่อแจกของเสร็จก็เป็นอันสิ้นสุด

     ระหว่างเดินทางกลับ พวกเราพูดคุยกันถึงสิ่งที่เราทำในวันนี้ ความเหน็ดเหนื่อย อากาศที่ร้อนระอุ การเดินทางอันแสนยาวไกล เทียบไม่ได้เลยกับความอิ่มเอมใจ สุขใจ ปลื้มปริ่มอย่างบอกไม่ถูก แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พวกเราพอจะทำได้ แต่คือความยิ่งใหญ่ในความรู้สึก เป็นความทรงจำสุดประทับใจที่พวกเราไม่มีวันลืม…เป็นทริปอันทรงคุณค่ายิ่ง

            เสียงสะอื้นเพื่อนเราชาวด้ามขวาน             สุดร้าวรานฝนกระหน่ำน้ำเอ่อล้น

กระแสเชี่ยวเกรี้ยวกราดเกินทานทน                                    บ้านเรือนคนข้าวของล้วนถูกกลืน

            ด้วยหัวใจเราเหล่าคู่สร้างคู่สม                               ระดมพลแม้เพียงนิดมิคิดฝืน

ธารน้ำใจผองเพื่อนพร้อมหยิบยื่น                                       ด้วยจุดยืนเดียวกันปันน้ำใจ

            จากทริปเที่ยวเลี้ยวเป็นจิตอาสา                             พร้อมมุ่งหน้าพาลงสู่ภาคใต้

จังหวัดตรังหวังผู้ประสบภัย                                              บรรเทาความยากไร้ได้สิ่งดี

            ซื้อของใช้จำเป็นแพ็คใส่ถุง                                   ก๋วยเตี๋ยวปรุงสดร้อนให้ถึงที่

วัดโคกมะม่วงมอบให้ประชาชี                                           ว่าน้ำนี้เพิ่งจากไปได้หนึ่งวัน

            อีกหนึ่งวัดประสิทธิชัยให้สะท้อน                           ยังเดือดร้อนท่วมวัดโรงเรียนนั้น

เร่งสูบออกลงแม่น้ำสู่ทะเลพลัน                                        เพื่อให้ทันระลอกใหม่ใกล้เข้ามา

            ฝ่ายพวกเรามิอาจนำรถเข้า                                   เดินเท้าเอาข้าวของพร้อมภักษา

ถวายพระญาติโยมได้พึ่งพา                                              ฟังปัญหาความทุกข์รอบสิบปี

            หนึ่งความดีจากใจที่มอบให้                                  รอยยิ้มได้คำขอบคุณเพียงเท่านี้

แสนอิ่มใจได้บุญชื่นชีวี                                                     ปลื้มเปรมปรีดิ์สุขนี้มิลืมเลือน

 

พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
  ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

 

 

“หล่อหลอมดวงใจใส่ผืนผ้า” หนึ่งบทพิสูจน์หัวใจคนไทย เข้าถึง เข้าใจ “ความพอเพียง”

page5

“หล่อหลอมดวงใจใส่ผืนผ้า”
หนึ่งบทพิสูจน์หัวใจคนไทย เข้าถึง เข้าใจ “ความพอเพียง”

page1

ท่ามกลางความโศกเศร้า อาลัย ของคนไทยทั้งแผ่นดิน
      ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดภาพคนยื้อแย่งกันซื้อเสื้อสีดำ ราคาเสื้อที่พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว คำเหยียดหยามต่อว่าผู้ที่ไม่สวมใส่ชุดดำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดยูนิฟอร์มหลากสีสันขององค์กร ว่าไม่รักในหลวง
      บางคนไม่กล้าออกนอกบ้าน ไม่กล้าเดินออกไปซื้อของหน้าปากซอย เพราะไม่รู้ว่าจะถูกถ่ายรูปแล้วนำไปโพสต์เป็นประเด็นหรือไม่

     คือความจริงที่ชวนสลดหดหู่ สะเทือนใจ สะท้อนในหัวอกยิ่งนัก รัฐบาลเองก็คงคาดไม่ถึง ไม่ได้เตรียมมาตรการรองรับ ยังดีที่ออกประกาศมาแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที

     นี่คนไทยคงลืมไปแล้วกระมังว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นแบบอย่างแห่งความพอเพียง

หลอดยาสีพระทนต์จะทรงรีดจนเรียบหมด

ฉลองพระองค์จะทรงใช้เฉลี่ย ๕ – ๖ ปี ฉลองพระองค์เก่าสุดทรงใช้ถึง ๑๒ ปี

ฉลองพระบาทผ้าใบราคาไม่กี่ร้อยบาทที่ไม่เคยเปลี่ยนยี่ห้อเลยตลอด ๖๐ ปี

ขณะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอนุสาวรีย์ที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ พระองค์เสวยข้าวผัดกับไข่ดาวเหมือนกับข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ

เศรษฐกิจพอเพียง…จะทำความเจริญให้แก่ประเทศได้

แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน 

ต้องไม่พูดมาก ต้องไม่ทะเลาะกัน ถ้าทำโดยเข้าใจกัน เชื่อว่าทุกคนจะมีความพอใจได้…”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ณ วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

page2

      เหมือนฟ้าบันดาล สวรรค์เป็นใจ ช่วงบ่ายวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๙ เจ้านายของฉันโทรศัพท์มาปรึกษาว่า เราจะทำโครงการย้อมเสื้อสีดำให้ฟรี ให้ช่วยทำประชาสัมพันธ์ให้ด้วย เพราะเจ้านายก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างจากฉันเลย อีกไม่กี่นาทีต่อมาข้อความประชาสัมพันธ์ถูกส่งไปยังฝ่ายออกแบบ เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันใช้สื่อโซเชียลอันทรงอานุภาพให้เป็นประโยชน์ การโพสต์แบนเนอร์บนเฟซบุ๊กของหน่วยงานและแท็กไปยังทุกคนในองค์กร ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว มีข้อความเข้ามาชื่นชม แจ้งความประสงค์ว่าจะนำเสื้อมาย้อม เจ้านายแจ้งกลับมาว่ากระแสแรงมาก มีผู้แจ้งความประสงค์มา ๓๐๐ คนแล้ว

ฉันเน้นย้ำด้วยข่าว บทกลอน และพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

page3

     สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน ขอเชิญชาวมหาวิทยาลัยนเรศวรและชาวพิษณุโลกเข้าร่วมโครงการ “หล่อหลอมดวงใจใส่ผืนผ้า” เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการนำเสื้อที่มีอยู่มาย้อมเป็นสีดำได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดใดทั้งสิ้น พร้อมร่วมลงนามไว้อาลัย และรับริบบิ้นดำ ตั้งแต่วันที่ ๑๗ – ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๕.๓๐ น. ณ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน อาคารวิสุทธิกษัตริย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ร่วมหล่อหลอมดวงใจใส่ผืนผ้า                  ตามปรัชญาพอเพียงเคียงการให้
ด้วยตระหนักพอประมาณความจริงใจ                    อีกร่วมไซร้สืบสานภูมิปัญญา
ชาวสองแควรวมใจให้พร้อมภักดิ์                           นำเสื้อจักที่มีมิซื้อหา
ย้อมเปลี่ยนเป็นสีดำล้วนนำพา                              น้อมวิญญาอาลัยใจผูกพัน

     เช้าวันที่ ๑๗ ตุลาคม วันทำงานวันแรกของสัปดาห์ เจ้าหน้าที่แต่ละคนจึงสาละวนกับการตระเตรียมข้าวของต่าง ๆ นอกจากสีย้อมผ้าแล้ว ยังต้องมีอุปกรณ์อีกมากมาย อีกฝ่ายแบ่งกันจัดทำซุ้มลงนามแสดงความไว้อาลัย พร้อมมุมจัดทำริบบิ้นดำให้แก่ผู้ที่นำผ้ามาย้อม ลองผิดลองถูกกันไป แม้จะดูฉุกละหุก แต่ทุกคนตั้งใจ อิ่มใจ มีความสุขอย่างล้นเหลือ สถานที่ยังจัดได้ไม่สวยงาม เรียบร้อยดั่งใจ แต่กิจกรรมของเราต้องเดินหน้าไป ยังไม่ทันบ่ายโมง น้องยังก่อไฟไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ มีคนหิ้งถุงผ้าเดินมาแล้ว มาไกลจากต่างอำเภอด้วย เราให้การต้อนรับขับสู้ เชิญชวนลงนาม พลางเย็บประดิษฐ์ริบบิ้นดำ ไม่นานกระบวนการย้อมผ้า แปรเปลี่ยนผ้าสีต่าง ๆ ให้เป็นสีดำก็เริ่มขึ้น ด้วยความกระฉับกระเฉง แคล่วคล่องของทีมงาน เพราะเป็นกิจกรรมที่ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว ผู้คนเริ่มทยอยมา สนุกสนานกับการเริ่มต้นนำเสื้อมาแช่น้ำเปล่าเพื่อให้เส้นใยขยายตัวสามารถดูดซับน้ำสีดำได้ดี จากนั้นนำไปต้มกับน้ำย้อมผ้าสีดำที่ผสมเกลือแกงหรือเกลือทะเลเพื่อให้สีติดทนนาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็ได้เสื้อตัวใหม่ สีดำต่างเฉดกันออกไป บ้างก็มองเห็นเน้นลวดลายได้อย่างโดดเด่น สวยงาม มีบางตัวที่ไม่เป็นไปตามที่คิด แต่แน่นอนว่าแต่ละคนไม่ได้ถือมาแค่ตัวเดียว

page4

      หล่อหลอมดวงใจใส่ผืนผ้า นับเป็นกิจกรรมที่ดำเนินตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงอธิบายไว้ว่า ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน นอกจากนี้กิจกรรมนี้ยังเป็นการสืบสานภูมิปัญญาด้านการมัดย้อมผ้าอีกด้วย

      ระหว่างการบันทึกภาพนิ่ง ภาพวีดีโอ ฉันก็ต้องให้การต้อนรับสื่อมวลชนที่หลั่งไหลกันมาทำข่าว ทั้งบันทึกภาพ สัมภาษณ์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการสถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน

     “สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวินได้ดำเนินงานเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้า พิพิธภัณฑ์ชีวิต โดยสืบสานพระราชปณิธานด้านการส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ มาโดยตลอด วันนี้จึงนำองค์ความรู้เรื่องการย้อมผ้ามาให้ประชาชนรู้ว่า การน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สามารถใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการเปลี่ยนของดั้งเดิมที่มีอยู่สู่กระบวนการย้อมเป็นสีดำได้ โดยไม่ต้องซื้อหาใหม่ เป็นการสร้างจิตสำนึกตามพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน”

     “พอรู้ข่าวก็รีบมาเลย ดีใจมาก วันนี้ไม่เพียงแค่ได้เสื้อดำกลับไปสวมใส่เพื่อแสดงความอาลัยเท่านั้น แต่ยังได้ความรู้กลับไปลงมือทำด้วยตัวเองและบอกต่อให้คนอื่น ๆ ด้วย” นางวันดี ไพรัช โรงเรียนบางกระทุ่มพิทยาคม

     “มีความภาคภูมิใจ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นล้นพ้น อย่างน้อย ๆ ก็ได้ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยนเรศวร พระนามของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามให้ และวันนี้ยังได้เดินตามรอยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านอีกด้วย นับเป็นความปลาบปลื้มยิ่งนัก วันพรุ่งนี้และวันต่อ ๆ ไปจะชวนเพื่อนมากันเยอะ ๆ” นายนพดล กองคำแก้ว นิสิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

     ก่อนปิดกิจกรรม “หล่อหลอมดวงใจใส่ผืนผ้า” ในวันแรก มีนิสิตรุ่นพี่หอบเสื้อมากองโต บอกว่าจะย้อมเอาไปให้รุ่นน้องที่คณะใส่

     เมื่อฉันโพสต์รูปกิจกรรมลงบนเฟซบุ๊ก ยอดไลท์พุ่งกระฉูด มีหลากหลายข้อความสอบถามถึงชนิดของผ้าที่ต้องเตรียมมา จำนวนหลายชิ้นได้หรือไม่ บ้างก็จะเข้ามาศึกษากระบวนการ ถามรายละเอียดมากมาย จนฉันตอบคำถามแทบไม่ทัน เรียกว่าห่างเฟซบุ๊กไม่ได้เลย ก่อนเลิกงานมีน้องเดินเข้ามาบอกว่า เมื่อสักครู่มีคนโทรศัพท์มาว่า มีเสื้อเป็นพันตัว ต้องการนำมาย้อมแล้วนำไปบริจาคให้คนทั่วไป ฉันจึงบอกว่าให้ไปปรึกษาเจ้านายว่าเราจะมีกำลังพอหรือไม่ ฝ่ายสถานที่ก็วางแผนว่าจะจัดบริเวณให้สวยงามดูดีกว่านี้

            ตกดึกน้องคนเดียวกันส่งข้อความมาทางเฟซบุ๊ก บอกว่า วันพรุ่งนี้จะมีคนนำน้ำสมุนไพรมาแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่มาย้อมผ้า

            “หล่อหลอมดวงใจใส่ผืนผ้า” คือการตามรอยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก่อเกิดให้ผลลัพธ์ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน

เปรียบเสมือนเสาเข็ม ที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง

สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม 

แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากวารสารชัยพัฒนาประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๔๒

 

      “วันนี้มีแต่คนมองในหลวงแล้วปลาบปลื้มน้ำตาไหล แต่น้อยคนที่จะพยายามเข้าใจว่าทรงสอนอะไร” ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา

      หรือนี่คือห้วงเวลาแห่งการพิสูจน์หัวใจของคนไทย…ความพอเพียงที่นำไปสู่ความมั่นคง ความเข้าอกเข้าใจ การให้อภัย ที่ทำให้สังคมไทยสงบสุข รอยยิ้ม น้ำใจไมตรีที่ทำให้เมืองไทยไม่ว่าจะเป็นส่วนไหน พื้นที่ใดล้วนน่าอยู่ ชวนจดจำ คงความประทับใจ…ไทยยังคงความเป็นไทยตลอดไป?

 

พรปวีณ์  ทองด้วง

นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน

มหาวิทยาลัยนเรศวร

๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙

 

 

ความสำคัญของงาน…มากกว่าคำว่าหน้าที่

1010596

ความสำคัญของงาน…มากกว่าคำว่าหน้าที่
คุณค่าและความหมายที่มี…มิใช่เพียงเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต

– พอใจในสิ่งที่มี ดีในสิ่งที่เป็น
– ให้เพราะอยากให้ ไม่ใช่ให้เพราะอยากได้
– สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ
– สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น
– ความสำคัญอยู่ที่เราทำอะไร ไม่ใช่ทำกับใคร หรือทำที่ไหน
– เพียงจิตใจเข้มแข็ง ร่างกายก็แข็งแกร่ง
– เมื่อใจเป็นหนึ่ง ย่อมไร้ซึ่งอุปสรรค
– อุปสรรค ปัญหา ความผิดพลาด ล้มเหลว คือขุมพลังอันยิ่งใหญ่
…ฯลฯ

      หลากหลายข้อความคมคายที่เคยเขียนเคยแต่งไว้ในยามสภาวะอารมณ์และเหตุการณ์อันแตกต่าง ค่อย ๆ ไล่เลียงปรากฏขึ้นในจิตใจ ตลอดการฟังการบรรยาย “คุณธรรม จริยธรรม นำสังคมสามัคคี + มีสุข” โดยดร.ปรีชา เรืองจันทร์ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๙ ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร

1010590

      “มัวมองหาในสิ่งที่ขาด จึงพลาดในสิ่งที่มี” ประโยคแรกที่กัดกินเข้าไปถึงทรวงใน คนเราส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้จริง ๆ อยากได้ อยากมี อยากเป็นอยู่ตลอดเวลา แค่ตัวเองไม่พอ ยังสั่ง บังคับ บัญชา ชี้นิ้ว ให้คนรอบข้างเป็นไปด้วย บ้างก็มองเห็นแต่ข้อบกพร่องของคนอื่น ความดีทำแทบตายก็ไม่เข้าตา ตรงกันข้ามบางคนก็บอกว่าทำไมตัวเองไม่มีดีอะไรเลย ในขณะที่คนอื่นได้ดีกันทั้งนั้น
ครั้งหนึ่งฉันเป็นตัวแทนเพื่อน ๆ นิสิตปริญญาโทสาขาวิชาการสื่อสาร MCM รุ่น ๒ ขึ้นเวทีกล่าวอวยพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทยให้แก่รุ่นน้อง (ประมาณว่าอาวุโสสุดแล้ว) ฉันได้ทีคายความอัดอั้นตัน ใจออกมาเป็นชุด จนน้อง ๆ ท้วงว่า “เขาให้ขึ้นไปกล่าวอวยพรนะพี่”

      “คนส่วนใหญ่คาดหวังว่า จบปริญญาโทแล้ว ชีวิตต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องก้าวหน้า ต้อง…อะไรอีกมากมาย สำหรับตัวเองแล้วนั่นเป็นเพียงฉากหน้า ไม่ใช่การพิสูจน์ศักยภาพของผู้ที่จบปริญญาโท ตอนที่ตัวเองเรียนมีหน้าที่การงานที่ดีขึ้น ได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งที่สำคัญ แต่เมื่อเรียนจบ กลับลาออกจากตำแหน่งนั้น มาเป็นเพียงนักประชาสัมพันธ์ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าขอทำงานอย่างมีความสุข เท่าที่กำลังตัวเองมี และมั่นใจว่าจะใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองที่ได้รับการประสิทธิ์ประสาทมาพัฒนางาน พัฒนาองค์กรได้ดีกว่าการเป็นหัวหน้าคนอื่น และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำงาน อุปสรรค ปัญหาใดใด หนักหนาแค่ไหนก็มิอาจขวางกั้นความมุ่งมั่นที่บางครั้งดูจะบ้าบิ่นด้วยซ้ำ ที่สำคัญผลงานเป็นที่ประจักษ์ในวงกว้าง ได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน”

     “เพื่อน ๆ ของพี่ทำงานดี ๆ กันทั้งนั้นเลยเน๊าะ” ฉันหันขวับทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ อยากจะบอกว่าน้องเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า งานดีไม่ได้หมายความว่ามีตำแหน่งใหญ่โต หรืออยู่ในองค์กรที่มีชื่อเสียงนะ แต่หมายถึงการทำงานในตำแหน่งหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และที่สำคัญมีความสุข

      “สิ่งที่วิเศษเหนือกว่าเทคโนโลยีและเครื่องมือก็คือมนุษย์ เพราะเครื่องจักรที่ดีที่สุดในโลกคือ ผลผลิตของมนุษย์ หาใช่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าแต่ประการใดไม่” ธนินท์ เจียรวนนท์
อย่าลืมว่าน็อตตัวเล็ก ๆ เพียงตัวเดียวก็เป็นฟันเฟืองทำให้เกิดพลังขับเคลื่อน
       จงค้นหาและพอใจในสิ่งที่มี ทำให้ดีในสิ่งที่เป็น

…………………………………………….

1010591

“ทำอะไรให้ใส่ใจเข้าไปด้วย”
“ทำงานให้ได้งานและได้ใจ”

     คำกล่าวของดร.ปรีชา เรืองจันทร์ที่โดนใจฉันอย่างแรง เพราะเมื่อไม่นานมานี้ฉันมีโอกาสได้เป็น best practice ในกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กลุ่มชุมชนนักปฏิบัติงานการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กร ของมหาวิทยาลัยนเรศวร ประเด็นความรู้ “การเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ และบุคลิกภาพที่ดีในการทำงานด้านการประชาสัมพันธ์” ฉันบรรยายเกี่ยวกับเทคนิคและปัจจัยแห่งความสำเร็จ ในด้านการเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ โดยนำเสนอเทคนิค กระบวนการ แรงบันดาลใจ ปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จด้านการเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ ในหัวข้อ “บันได ๑๐ ขั้น สู่การเป็นคนเขียนข่าวคุณภาพ” บันไดขั้นแรกของฉันคือ เอาใจใส่ในงาน “ทำงานต้องมีใจรัก ต้องรักงานที่ทำ” ประโยคที่เราได้ยินจนชินหู ประมาณว่ามันแน่อยู่แล้ว แต่สำหรับฉัน แค่ใจรักไม่พอ ทำงานทุกครั้งต้องเอาใจใส่เข้าไปในงานด้วย

     เริ่มจากการเขียนข่าวที่ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฏี 5W 1H เท่านั้น ไม่ใช่แค่เขียนข่าวไปวัน ๆ ตามหน้าที่ให้เสร็จ ๆ ไป แต่ต้องให้สำเร็จ ด้วยการเติมเสน่ห์ แต้มความน่าสนใจ นั่นหมายความว่าต้องหาข้อมูลเพิ่ม ต้องมีวิสัยทัศน์ หรืออาจต้องมีคลังข้อมูล ความรู้อยู่ในตัว รวมทั้งการหาข่าวจากคนในองค์กรหรือผู้เกี่ยวข้อง ต้องเดินเข้าหาจริง ๆ เพราะบางทีมีงานเขาไม่บอก เราไม่รู้เลย บางงานรู้เอาวันจัดแล้ว ต่อมาคนในองค์กรเริ่มชิน มีงานอะไร เดินเอาข้อมูล รูปภาพมาให้เสร็จสรรพ เพราะฉันไม่สามารถไปทำข่าวได้ทุกงาน จนเดี๋ยวนี้รู้ใจกันไปแล้ว ใครไปทำอะไร ที่ไหน ต้องมีติดไม้ติดมือมาฝาก อย่างน้อย ๆ หยิบอะไรมาไม่ได้ ก็ถ่ายรูปคำกล่าวมาให้ นับได้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ในองค์กรของตัวเอง เพียงแค่นี้การเขียนข่าวทุกครั้งของเราก็จะเปี่ยมด้วยพลังแห่งปัญญา ความสุข และความภาคภูมิใจ ที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องรอคำชมหรือการตอบรับจากสื่อมวลชน จริงอยู่ว่าเหล่านี้คือบทพิสูจน์ความตั้งใจ ผลตอบรับจากความมุ่งมั่น แต่สำหรับฉันนั่นเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น เพราะความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว

     เวลามีคนถามว่า ทำไมข่าว บทความของพี่ จึงได้ออกอากาศ ได้ตีพิมพ์ตลอดเวลา อย่างต่อเนื่อง คำตอบง่าย ๆ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวของฉันก็คือ “เพราะพี่เอาใจใส่ในงาน”

     ยังไม่หยุดแค่นั้น “พี่จะทุ่มเททำไมนักหนา เงินเดือนก็น้อย น้อยกว่าคนไม่ทำงานบางคนเสียอีก ไม่ได้อะไรตอบแทน แถมบางครั้งยังโดนด่าด้วยซ้ำ”

     ฉันก็ได้แต่ยิ้ม เพราะถ้าคนถามคิดแบบนี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะตอบ เพราะสิ่งที่ฉันได้รับกลับคืนมิอาจมองเห็นเป็นรูปธรรม มันคือความสุขใจ อิ่มใจ ภูมิใจ และใครจะว่าบ้าฉันก็ไม่โกรธ ยิ่งโดนด่า โดนตำหนิ ยิ่งผิดพลาด ล้มเหลว ฉันก็ยิ่งมุ่งมั่น ทุ่มเทมากกว่าเดิมหลายเท่า มันคือขุมพลังอันน่าทึ่ง สิ่งที่ฉันได้รับและสัมผัสมิอาจบรรยายเป็นถ้อยความได้ อย่างน้อย ๆ ฉันเชื่อว่าความผิดพลาดเกิดจากการทำงาน กล้าทำสิ่งใหม่ ๆ กล้าเปลี่ยน ถ้าไม่อยากผิด ไม่อยากพลาด กลัวถูกตำหนิ กลัวความล้มเหลว ก็ทำแบบเดิมต่อไปละกัน

     ฉันยังจำคำพูดของพี่ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา เจ้านายคนแรกของฉันได้ดี “ในการประชุมประจำเดือนของคนทำงาน ต้องมีเรื่องพูดคุย ปรึกษาปัญหา ข้อเสนอแนะ ถ้าไม่มี นั่นแสดงว่าคุณไม่ทำงาน” 
     จงรู้ตัวว่าทำอะไร จงมีใจในสิ่งที่ทำ

…………………………………………….

 

1010592

“ศรัทธาในงานที่ทำหรือยัง”
“สะสมในสิ่งที่ดี อย่าให้เสียศักดิ์ศรีความเป็นคน”
“เราทำงานให้พระราชา ต้องให้พระราชามีความสุข”

       จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ตากับยายปลูกฝังไว้ว่า เรียนจบแล้วให้สอบเป็นข้าราชการ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี อีกทั้งพ่อและแม่ของฉันเองก็เป็นข้าราชการ แถมเป็นแบบอย่างของข้าราชการที่ดีด้วย แต่คนรุ่นใหม่อย่างเรา ร่ำเรียนมาทางด้านนิเทศศาสตร์ จะให้เป็นข้าราชการที่ฝังหัวว่ามีภาพลักษณ์แบบเช้าชาม เย็นชาม ก็ดูจะไม่ท้าทาย ไม่สนุก ไม่เร้าใจ เรียกว่ารู้สึกต่อต้านคำสอนดังกล่าวเลยก็ว่าได้

      เมื่อชีวิตผ่านร้อน ผ่านหนาว กรำศึกมาอย่างรอบด้าน สุดท้ายใครจะเชื่อว่า ฉันมาลงเอยที่งานราชการ แม้จะไม่ใช่ข้าราชการโดยตรง แต่ก็เป็นผู้สนองงานพระราชา ทำงานใต้เบื้องพระยุคลบาท ตามสถานะพนักงานราชการ ปฏิบัติงานอย่างเต็มความรู้ ความสามารถ

ดุจคำสอนของท่านว.วชิรเมธี
     งานไหน ๆ ไม่สำคัญเท่างานนี้ พระพุทธเจ้าเวลาทำงาน ทรงรับสั่งว่า “ฉันทำงานเหมือนราชสีห์” ราชสีห์เวลาจับหนูมันจะโดดตะครุบด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด ด้วยศักยภาพทั้งหมด เช่นเดียวกัน เวลาพระพุทธเจ้าแสดงธรรมไม่ว่าจะแสดงให้พระมหากษัตริย์ แสดงให้มหาเศรษฐี แสดงให้โสเภณีฟัง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ฉันใช้ศักยภาพเท่ากัน ไม่เคยลดน้อยลงเลย” พระพุทธเจ้าแสดงธรรมระดับมืออาชีพ ครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงรับนิมนต์โสเภณีคนหนึ่งชื่อ นางอัมพปาลี วันนั้นพวกกษัตริย์ลิวฉวี เดินทางไปนิมนต์พระพุทธเจ้า พากันนั่งราชรถขาวไป ๗ คันรถ พอไปถึงก็ทูลนิมนต์พระพุทธองค์ไปเสวยที่พระตำหนัก พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่ารับนิมนต์หญิงโสเภณีไว้แล้ว แม้ว่าเหล่ากษัตริย์จะยินดีจ่ายแบบไม่อั้นก็ไม่สำเร็จ กระทั่งไปต่อรองกับหญิงโสเภณี โดยกษัตริย์ทั้ง ๗ ยินดีสละทรัพย์สินทั้งเมืองที่ครอบครองอยู่เพื่อแลกกับการยกสิทธิ์นิมนต์พระพุทธเจ้าให้ก็ไม่เป็นผล

     เราทุกคนก็เช่นกัน เวลาทำงาน งานของเราต้องสำคัญที่สุด ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ เพราะถ้าเราทำให้ดีที่สุด ผลงานที่เราทำนั้นจะประกาศศักยภาพของเราไปตลอดชีวิต

      รินใจใส่งาน หลักการเชิงพุทธ เมื่อครั้งท่านว.วชิรเมธีเดินทางไปเมืองจีน ได้ไปเห็นกำแพงเมืองจีนที่มีอายุยืนมากถึงสองพันกว่าปี จึงถามมัคคุเทศก์ว่า “ทำไมกำแพงที่นี่ถึงทนมาก” มัคคุเทศก์บอกว่า “จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงโปรดให้ปั้นอิฐแต่ละก้อนด้วยวิธีพิเศษ แล้วทุกคนที่ปั้นอิฐจะต้องจารึกชื่อตัวเองไว้ที่ก้อนอิฐ เมื่อเผาเสร็จแล้วจึงเอาไปก่อเป็นกำแพง ฝนตกแดดส่องถ้าอิฐของใครสึกหรอ เอาคนปั้นที่มีชื่อเขียนติดไว้ไปตัดหัว แล้วเอาศพฝังไว้ใต้ซากกำแพงเมือง”

     ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ทุกคนจึงตั้งใจบรรจงอิฐอย่างสุดความสามารถ เพราะกลัวตายจึงตั้งใจปั้นจริง ๆ อิฐทุกก้อนจึงอยู่คงทนมาถึงทุกวันนี้ ถ้าเราทำงานได้เหมือนคนปั้นอิฐของจิ๋นซีฮ่องเต้ งานของเราจะเป็นงานที่ดีที่สุด ลูกค้าที่มาเจอหน่วยงานเราจะได้ประทับใจกลับไป อย่าทำงานเหมือนลวกก๋วยเตี๋ยว ลวก ๆ เอาละ สุกบ้างไม่สุกบ้าง เอาไปให้มันลวกปากลูกค้าต่อ ทำงานต้องทำให้ดี ต้องประณีต ประณีตหมายถึงรินใจใส่งาน ถ้ารินใจใส่งานจะได้งานชิ้นเอกทุกเรื่องทุกครั้งไป

     สำหรับฉันแล้วแน่นอนว่า การทำงานของปุถุชนทั่วไปไม่ได้มีชีวิตเป็นเดิมพันเหมือนคนปั้นอิฐของจิ๋นซีฮ่องเต้ แต่ย่อมมีเหตุผลอยู่ในตัว เช่น ข้าราชการ ทำงานสนององค์ราชา ทำให้ราชามีความสุข และประชาชนมีความสุขให้สมกับที่ประชาชนจ่ายภาษีมาเป็นเงินเดือนของเรา และด้วยเหตุผลที่สำคัญที่สุดนั่นคือ คุณค่าความเป็นคน

     “ฉันไม่ได้มองตนเองว่าเป็นเด็กยากจนข้นแค้นที่บังเอิญไต่เต้าขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ แต่มองตนเองว่าเป็นใครสักคนที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตตนเอง และจะต้องทำจนสุดความสามารถ เพื่อให้ประสบความสำเร็จ” คำกล่าวของ โอปราห์ วินฟรีย์ พิธีกรหญิงอันดับหนึ่งของโลก

     “เมื่อจะทำงาน อย่าหยิบยกเอาความขาดแคลนเป็นข้ออ้าง จงทำงานท่ามกลางความขาดแคลนให้บรรลุผล จงทำด้วยความตั้งใจและซื่อสัตย์”

     พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ ที่มิได้เป็นเพียงกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แปะติดอยู่บนโต๊ะทำงาน แต่กลายเป็นจิตวิญญาณของฉันไปเสียแล้ว ฉันสามารถสร้างชื่อเสียง ภาพลักษณ์ให้องค์กรได้อย่างงดงามท่ามกลางความขาดแคลน

     ฉันเคยคิดว่าคนเราทำงานอย่างมีความสุขนอกจากรักในงานที่ทำแล้ว ต้องศรัทธาในงาน องค์กร และผู้บังคับบัญชาด้วย…แต่ช่วงหนึ่งของชีวิตที่ดำดิ่งสุดสุด…พยายามท่องไว้ว่า เมื่อรัก ศรัทธาเจ้านายและหน่วยงานไม่ได้ ก็ยังมีงานที่ตัวเองรักเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ

     “สาเหตุที่ทำให้คนล้มเหลวนั้น เป็นเพราะคนที่ล้มเหลวทุกคนไม่ได้ตระหนักว่า ขณะที่เขาล้มเลิกความตั้งใจนั้น เขากำลังอยู่ใกล้ความสำเร็จเพียงใด” โธมัส แอลวา เอดิสัน 
     เมื่อหัวใจเป็นหนึ่ง ย่อมไร้ซึ่งอุปสรรค

…………………………………………….

1010593
“ทำออกมันเบา ทำเอามันหนัก”
“ทำให้มันเบา คิดเอามันหนัก”

     เพียงแค่ช่วยพาผู้สูงอายุลงบันได ให้อาหารแก่หมาจรจัด ช่วยถือของ เก็บกระเป๋าสตางค์คืนเจ้าของ…ฯลฯ ก็รู้สึกดี มีความสุขแล้วเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ระหว่างนั่งรอพบแพทย์ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร มีนิสิตมายกมือไหว้และแนะนำตัวว่ามีความเกี่ยวพันกับฉันอย่างไร ฉันถามว่ามาหาหมอเหรอ น้องตอบว่ามาทำงานจิตอาสาดนตรีในสวน ของชมรมจิตอาสาพระนเรศวร ไม่ได้มาเก็บชั่วโมง เก็บคะแนนใดใดทั้งสิ้น มาด้วยใจ โดยจะมาออกบูธทุกวันจันทร์กับพุธ มาเล่นดนตรีร้องเพลงเพื่อสร้างความผ่อนคลายให้คนไข้และญาติ พร้อมมีน้ำผลไม้บริการฟรีด้วย สมาชิกชมรมส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เป็นข้าราชการบำนาญที่ต้องการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ฉันเห็นมีนิสิตอยู่ ๒ คนเท่านั้น เสียงขับกล่อมจึงเป็นเช่นเสียงสวรรค์ ดุจมวลดอกไม้สุดระรื่นชื่นใจยิ่งนัก

 

1010594

     วันนั้นฉันถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงเฟสบุ๊ค “สุขใดไหนเล่าเท่าการให้ เพียงพบเห็นก็อิ่มเอม ปริ่มเปรมใจ โดยมิหวังสิ่งตอบแทน…ผู้ให้คือผู้ได้รับ”

     ความดีทำได้โดยไม่ต้องรอ ไม่ต้องรอให้มีเงินเหลือใช้ เป็นมหาเศรษฐี มีชื่อเสียง เพราะการให้ไม่ได้หมายถึงให้ทรัพย์สินเงินทองแต่เพียงอย่างเดียว การให้ด้วยหัวใจนั้นยิ่งใหญ่เหนือพรรณนา

     “ความดีของใจอยู่ที่ความลึกซึ้ง ความดีของมิตรภาพอยู่ที่ความรัก ความดีของคำพูดอยู่ที่ความซื่อสัตย์” เล่าจื๊อ จอมปราชญ์แห่งลัทธิเต๋า

     “จิตใจที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นหน่อของเมตตาธรรม จิตใจที่รู้อับอายเป็นหน่อของคุณธรรม จิตใจที่โอนอ่อนผ่อนตามเป็นหน่อของจริยธรรม จิตใจที่รู้ผิดรู้ชอบเป็นหน่อของสติปัญญา” เม่งจื๊อ ปราชญ์เมธีแห่งแผ่นดินจีน 

     การทำความดีไม่ใช่ให้ใครมากำหนดหรือมองเห็น เชิดชู  แต่หมายถึงการมีความสุขในสิ่งที่ทำ ทำอย่างเต็มที่ เต็มใจ เต็มความสามารถ  ไม่เบียดเบียน สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น 

…………………………………………….

“มนุษย์อยู่คนเดียวไม่ได้”
     ศูนย์หน้าหรือดาวยิงคงไม่สามารถทำประตูได้ถ้าไม่มีเพื่อนร่วมทีมชงลูกฟุตบอลส่งให้,ผู้บังคับบัญชาที่เก่งกาจปราดเปรื่องเพียงใดหากไร้ลูกน้องหรือทีมงานก็มิอาจทำให้ความคิดกลายเป็นความจริงได้, จริงอยู่ต้นไม้ใหญ่ยืนยงได้ด้วยรากแก้ว แต่อย่าลืมว่ารากฝอยคอยยืนหยัดส่งเสริมให้ผลิดอกออกผล เก่ง กล้า แกร่ง แค่ไหนก็มิอาจทำการณ์ใหญ่สำเร็จได้เพียงหนึ่งสมอง สองมือ
ครั้งหนึ่งของการทำงานในบริษัทผลิตรายการวิทยุ ตำแหน่งพนักงานเขียนบทสารคดีซึ่งไต่เต้าขึ้นมาเป็นหัวหน้าแผนกในภายหลัง วันหนึ่งผู้จัดการคงมองเห็นอะไรบางอย่าง จึงเดินตรงมาที่โต๊ะทำงานของฉันแล้วกล่าวประมาณว่า “อย่าน้อยใจไปเลยนะ ว่าเราทำงานแล้วไม่มีคนเห็น ไม่มีใครรู้ จงภูมิใจว่าเราคือพลังสำคัญของความสำเร็จในเบื้องหน้า” ประโยคนี้ยังก้องอยู่ในหัว แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า ๒๐ ปีแล้ว

     “ไม่มีมนุษย์คนใดไม่ต้องการความช่วยเหลือ ดอกบัวยังต้องอาศัยก้านใบค้ำชู รั้วแถบหนึ่งต้องมีเสาค้ำอย่างน้อย ๓ ต้นคนเก่งคนหนึ่งต้องมีผู้ช่วยอย่างน้อย ๓ คน” เหมา เจ๋อตุง ประธานาธิบดีลำดับที่ ๑ แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

     “ชื่อเสียง คือ เงาของกิเลสที่ยืนอยู่ในความสว่าง” คาลิล ยิบธาน มหากวีเอกชาวเลบานอน  
     สิ่งนี้ยังเตือนใจฉันได้อีกว่า “อย่าชื่นชมเพียงสิ่งที่เห็น เพราะสิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น”

 

1010595

     เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันเขียนถึงผู้ชายคนนี้ด้วยหลากหลายอารมณ์ ความรู้สึก ทั้งชื่นชม เคารพยกย่อง แกมประหลาดใจ เชื่อว่าในโลกนี้มีน้อยคนนักหรืออาจไม่มี เช่นเขาคนนี้ แรนดี เพาซ์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน…จากบทหนึ่งของหนังสือเดอะลาสต์เลกเชอร์ที่เขาฝากไว้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนบนบนโลกใบนี้ โดยที่ไม่รู้ร่างกายหรือวิญญาณของเขาอยู่ ณ แห่งหนใด

     บทที่ ๑๓ ผู้ชายในรถเปิดประทุน เช้าวันหนึ่ง นานพอควรหลังจากที่ผมรู้ผลว่าเป็นมะเร็ง ผมได้รับอีเมลจากรอบบี โคแซค รองอธิการบดีฝ่ายความก้าวหน้าของคาร์เนกีเมลลอน เธอเล่าเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง เธอเล่าว่า ขณะที่เธอขับรถกลับบ้านหลังเลิกงานเมื่อคืนก่อน มีผู้ชายขับรถเปิดประทุนอยู่ข้างหน้า คืนนั้นเป็นคืนที่อากาศอุ่นสบาย มีบรรยากาศแสนสวยงามของช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ชายคนนั้นเปิดหลังคารถและลดกระจกลงทุกด้าน แขนของเขาพาดออกมานอกหน้าต่างด้านคนขับ และนิ้วของเขาเคาะตามจังหวะเพลงจากวิทยุ เขาโยกศีรษะไปมาตามจังหวะเพลง ขณะที่ลมพัดเส้นผมเขาปลิวไสว รอบบีเปลี่ยนช่องจราจรและขับรถเข้าไปใกล้ขึ้น จากด้านข้าง เธอสังเกตว่าชายคนนี้มีรอยยิ้มบาง ๆ เกลี่ยอยู่บนใบหน้า เป็นรอยยิ้มแบบไม่รู้ตัวของคนที่อยู่ตามลำพังเป็นเป็นสุขกับความคิดของตัวเอง รอบบีคิดว่า “โอ้โฮ นี่คือสุดยอดของคนที่มีความสุขกับวันนี้และเวลานี้อย่างแท้จริงเลยนะนี่” รถเปิดประทุนคันนั้นเลี้ยวที่มุมหัวถนนและรอบบีก็ได้เห็นหน้าชายคนนั้นเต็มตา “อุ๊ยตายแล้ว!” เธออุทานกับตัวเอง “นั่นแรนดี เพาซ์นี่!”  

     เธออี้งไปเลยที่เห็นว่าเป็นผม เธอรู้ว่าผลการตรวจมะเร็งครั้งสุดท้ายล่าสุดของผมเป็นข่าวร้าย เธอบอกว่า เธอรู้สึกประทับใจมากที่เห็นผมมีความสุข สดชื่นกับชีวิต แม้ในเวลาที่ผมอยู่ตามลำพัง ผมก็ยังดูมีความสุขสุด ๆ เธอเขียนว่า “คุณคงไม่มีทางรู้หรอกว่า”การได้เห็นคุณในวันนั้น ทำให้ฉันมีความสุขมากแค่ไหน มันเตือนให้ฉันระลึกรู้ว่าชีวิตคืออะไร” ผมอ่านอีเมลของรอบบีซ้ำหลายครั้ง และมองว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรปฏิกิริยาย้อนกลับจากคนรอบข้าง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคงความสามารถในการมองโลกในแง่ดีตลอดข่วงเวลาที่รักษามะเร็ง เพราะเมื่อคุณอยู่ในอาการป่วยหนัก มีพยาธิสภาพน่าหวาดหวั่น ก็ยากที่จะบอกว่าอารมณ์ที่คุณมีนั้นเป็นของจริงหรือไม่ บางครั้งผมก็สงสัยตัวเองว่ากำลังเสแสร้งต่อหน้าคนอื่นอยู่หรือเปล่า บางครั้งผมก็อาจต้องบังคับตัวเองให้ดูแข็งแรงและร่าเริง ผู้ป่วยโรคมะเร็งหลายคนรู้สึกเป็นหน้าที่ที่จะต้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็งเข้าไว้ ผมกำลังทำอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า แต่รอบบีเห็นผมในขณะที่ผมไม่ได้ระวังตัว ผมอยากจะคิดว่าเธอเห็นผมอย่างที่ผมเป็นจริง ๆ แน่นอนว่าบ่ายวันนั้นเธอเห็นผมอย่างที่ผมเป็นจริง ๆอีเมลของเธอมีเพียงย่อหน้าเดียว แต่มีความหมายมหาศาลสำหรับผม เธอเปิดหน้าต่างให้ผมได้มองเห็นตัวเอง ผมยังมีชีวิตอยู่อย่างเต็มร้อย ผมยังรู้ว่าชีวิตคือเรื่องดี ๆ และผมยังโอเคอยู่

     และผู้ชายคนนี้ แรนดี เพาซ์ ได้ใช้ชีวิตของเขาอย่างมีความสุขและมีคุณค่าจวบจนนาทีสุดท้ายของชีวิต

     “จงมองไปข้างหน้าเพื่อสร้างความหวัง จงมองไปข้างหลังเพื่อแก้ไขสิ่งผิด ถ้าไม่มีความหวังก็เหมือนคนสิ้นคิด ถ้าไม่เคยมีความผิดก็เหมือนไม่ใช่คน” นโปเลียน โบนาปาร์ต จักรพรรดิผู้เรืองนามแห่งฝรั่งเศส

…………………………………………….
เกิดมาเป็นคนทั้งที จงใช้ชีวีอย่างรู้ตน รู้ตัว คุ้มค่าและมีคุณค่า

พรปวีณ์ ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์
สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร
๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙