กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร อาคารวิสุทธิกษัตริย์ ชั้น 3 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000

055-961208 , 055-961204 , 055-961148 mekong_salween@nu.ac.th

บทความพิเศษเล่าเรืององค์ภูมิพล

ปั้นทั้งน้ำตา วาดด้วยหัวใจ แด่องค์ภูมิพล พระราชาในดวงใจ

0606605

ปั้นทั้งน้ำตา วาดด้วยหัวใจ
แด่องค์ภูมิพล พระราชาในดวงใจ

0606604

      “ผมปั้นทั้งน้ำตา” คำตอบเพียงประโยคเดียวของอาจารย์อดิเรก หนันทุม เมื่อถูกถามถึงการสร้างสรรค์ผลงาน “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลออดุลยเดช” ด้วยเทคนิคประติมากรรมผสมผสานกับงานจิตรกรรม ออกมาในรูปแบบ ๓ มิติ ที่สะดุดตา สะท้อนในหัวใจยิ่งนัก…หนึ่งผลงานในนิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย 9 In Mind” International Art Exhibition เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งจัดแสดงอยู่ ณ หอศิลป์มหาวิทยาลัยนเรศวร

     “ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา คนไทยทุกคนรวมใจเป็นหนึ่งเดียวร่วมกันทำความดีในรูปแบบ วิธีของตัวเอง เพื่อถวายความอาลัย รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ ๙ สำหรับพวกเราศิลปินชาว Outside In ทั้ง ๑๘ คน ชีวิตเราคลุกคลีอยู่กับพู่กัน แปรง สี ผ้าใบ กระดาษ และวัสดุต่าง ๆ ดังนั้น การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะถวายแด่พระองค์ท่าน จึงเป็นสิ่งที่ถนัดและเหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับพวกเรา” อาจารย์ไชยพันธุ์ ธนากรวัจน์ หนึ่งในศิลปินกลุ่ม Outside In เล่าถึงที่มาของการจัดนิทรรศการครั้งนี้ และอาจารย์ไชยพันธุ์เองก็ได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมสีอะครีลิคบนผ้าใบร้อยสี่สิบเก้าวันด้วยจงรัก”

0606603

     “จากแรงบันดาลใจนึกถึงพระองค์ท่านที่ทรงพระปรีชาสามารถในทุก ๆ ด้าน จึงได้สร้างสรรค์เป็นผลงานผ่านเลข ๙ โดยใช้สีและอารมณ์ของรอยแปรงแบบฉับพลัน ออกมาเป็นผลงานที่มีความเป็นเฉพาะตนแห่งความจงรักภักดี ซึ่งวันที่วาดตรงกับ ๑๔๙ วันแห่งการสวรรคตของพระองค์ท่านพอดี”

     ผลงานสีน้ำ “พระเสโทหลั่งไหลเพื่อชาวไทย” โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อโศก ไทยจันทรารักษ์ ได้เน้นย้ำในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ด้วยพระราชกรณียกิจตลอดระยะเวลา ๗๐ ปีแห่งการขึ้นครองราชย์ เพื่อความอยู่ดีกินดีของพสกนิกรชาวไทย

     แว่วเสียง ทรงพระเจริญ ยังดังก้องอยู่ในมโนสำนึก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด ก็มิอาจจางหาย และดูเหมือนว่าเส้น สีในผลงาน BLUE DAY ของอาจารย์จารุณี เนตรบุตร จะแทนความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลของคนไทยได้เป็นอย่างดี

     “ผลงานชุดนี้เกิดจากแนวคิดบทเพลงพระราชนิพนธ์ แว่ว แยกเสียงประสานโดยมีช่องโน้ตแรกเป็นคู่ ๕ โครงสร้างรวมของเสียงจึงทรงพลัง หากยังคงกลมกลืนด้วยส่วนประกอบของท่วงทำนองที่ไล่ลำดับเสียงเรียงต่อกัน ทำให้เกิดการสั่นไหวจากเส้นเสียงที่เบาบาง ดังนั้น การนำเทคนิค wet in wet and over dry โดยใช้สีน้ำเงินมาสร้างความขัดแย้งบนสีฟ้า จึงเสมือนการสื่อสารท่วงทำนองของโน้ตคู่ ๕ ภายใต้การสอดประสานของเส้นสีเขียว ฟ้า และขาวที่มีความบางเบา”

    นอกจากนี้ผลงาน “รัชกาลที่ ๙” “รัชกาลที่ ๙ ทรงพระผนวช” “รัชกาลที่ ๙ ทรงชุดลูกเสือปัตตานี” ด้วยโทนสีขาวดำ ฝีมือของผู้ช่วยศาสตราจารย์กชพรรณ ยังมีความโดดเด่น กระตุ้นเตือนความรู้สึกได้ชนิดที่ยากเกินบรรยาย ผลงาน “สถิตในใจไทย” และ “รวมใจถวายความอาลัย” ของอาจารย์เกวรินทร์ พันทวี ช่างมีมนต์ขลังสะกดจิตใจได้ดีเหลือเกิน อีกทั้งผลงาน “พอเพียง” ของอาจารย์อลงกต เพชรศรีสุก ได้กลั่นคำสอนของพ่อที่เชื่อว่าคนไทยทุกคนไม่มีวันลืมเลือน

     แม้ว่าผลงานเพื่อถวายความอาลัย สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของเหล่าศิลปิน Outside In จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งในนิทรรศการ “9 In Mind” International Art Exhibition แต่ทุกภาพ ทุกสี ทุกร่องรอย ล้วนแทนหัวใจแห่งความจงรักภักดีอันยิ่งใหญ่สุดคณานับ

     นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย “9 In Mind” International Art Exhibition จัดแสดงตลอดเดือนมิถุนายน ๒๕๖๐ ในวันและเวลาราชการ ณ หอศิลป์ฯ อาคารวิสุทธิกษัตริย์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร โทร. ๐ ๕๕๙๖ ๑๑๔๘ และ ๐ ๕๕๙๖ ๑๒๐๒

      ด้วยสำนึกพระมหากรุณาล้น                     น้อมกมลจดเป็นเส้นสายสี

ด้วยหัวใจจงรักและภักดี                                       ชั่วชีวีมีพระองค์ทรงนำทาง

 

พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๖ มิถุนายน ๒๕๖๐

 

 

 

๒๔ กุมภาพันธ์ วันศิลปินแห่งชาติ ร่วมเทิดพระเกียรติองค์อัครศิลปิน

2102608

๒๔ กุมภาพันธ์ วันศิลปินแห่งชาติ ร่วมเทิดพระเกียรติองค์อัครศิลปิน
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและพระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

2102601

     วันศิลปินแห่งชาติกำเนิดขึ้นจากการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อวันพุธที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๒๘ โดยกำหนดเอาวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ของทุกปี อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งราชวงศ์จักรี เพื่อเทิดพระเกียรติคุณของพระองค์ผู้ทรงเป็นปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงพระปรีชาสามารถด้านศิลปกรรมหลากหลายสาขา ทั้งวรรณศิลป์ ดุริยางคศิลป์ นาฏยศิลป์ ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ตลาดจนงานประณีตศิลป์ต่าง ๆ ดังที่ทรงได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้ทรงเป็นบุคคลดีเด่นแห่งโลกทางด้านวัฒนธรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐

     และในการประชุมวันเดียวกันนั้นเองได้มีมติขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” แด่พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นคำที่อาจารย์ภาวาส บุนนาค เสนอให้ใช้

      “อัครศิลปิน” หมายถึง ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ หรือ ผู้เป็นใหญ่ในศิลปิน เพราะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นเลิศในศิลปะทั้งมวล ทรงได้รับการยกย่องสดุดีเกียรติคุณเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่พสกนิกรและศิลปินทั่วโลกในพระปรีชาสามารถอย่างหาที่เปรียบมิได้ นอกจากนี้ยังทรงมีคุณูปการอุปถัมภ์ศิลปินและศิลปะทั้งหลายมาโดยตลอด

พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นอัครศิลปินผู้เพียบพร้อมด้วยพระอัจฉริยภาพในทุกด้าน

2102602

     พระอัจฉริยภาพด้านจิตรกรรม พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสนพระราชหฤทัยงานศิลปะด้านจิตรกรรมตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ครั้งที่ยังประทับอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๐ – ๒๔๘๘) โดยทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง ทรงฝึกเขียนเอง และทรงศึกษาจากตำราต่าง ๆ ทั้งที่ทรงซื้อด้วยพระองค์เองและที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อทรงสนพระราชหฤทัยงานเขียนของศิลปินผู้ใดก็จะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมศิลปินผู้นั้นถึงที่พัก เพื่อทรงมีพระราชปฏิสันถารและทอดพระเนตรวิธีการทำงานของเขา ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใช้สี การผสมสี ตลอดจนเทคนิควิธีการต่าง ๆ เมื่อทรงเข้าพระราชหฤทัยการทำงานของเขาอย่างถ่องแท้แล้ว ก็จะทรงนำวิธีการเหล่านั้นมาทรงฝึกฝนด้วยพระองค์เอง มิใช่เพื่อจะทรงลอกเลียนแบบ เพียงแต่พระองค์ทรงนำวิธีการทำงานของเขามาสร้างสรรค์งานของพระองค์ขึ้นมาใหม่ให้เป็นแบบฉบับของพระองค์เอง

     ภายหลังที่เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงเริ่มเขียนภาพอย่างจริงจังเมื่อราวพ.ศ. ๒๕๐๒ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญบรรดาจิตรกรไทยเข้าเฝ้าฯ ร่วมสังสรรค์ด้วยเป็นครั้งคราว โปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารบ้าง มาร่วมเขียนภาพแข่งขันกันบ้าง การเขียนภาพทรงใช้เวลาเมื่อว่างจากพระราชภารกิจในตอนค่ำหรือตอนกลางคืน โดยทรงใช้ทั้งแสงไฟฟ้าและแสงธรรมชาติ ภาพที่ทรงเขียนส่วนมากจะเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ ซึ่งมักจะเป็นภาพเขียนครึ่งพระองค์เป็นส่วนใหญ่ หลากหลายชนิดทั้งภาพเหมือน (Portrait) ภาพแบบเอ็กซ์เพรสชันนิซึม (Expressionism) ภาพแบบคิวบิซึม  (Cubism) ภาพแบบนามธรรม (Abstract) และภาพแบบกึ่งนามธรรม  (Semi-Abstract)

2102603

     พระอัจฉริยภาพด้านถ่ายภาพ เป็นที่ทราบกันดีว่าในอดีตอุปกรณ์การถ่ายภาพต่าง ๆ ยังไม่ทันสมัย สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน หากแต่พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงศึกษาและทรงฝึกด้วยพระองค์เอง จนเป็นนักถ่ายรูปที่มีพระปรีชาสามารถยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นกล้องธรรมดาหรือกล้องถ่ายภาพยนตร์ ได้เริ่มทรงกล้องถ่ายภาพคู่พระหัตถ์และทรงใช้ฟิล์มตั้งแต่ขนาด ๑๓๕ จนถึงขนาด ๑๒๐ และขนาดพิเศษ แม้ปัจจุบันกล้องถ่ายภาพจะมีวิวัฒนาการ อำนวยความสะดวกในเรื่องต่าง ๆ แต่พระองค์ก็มิทรงใช้ ทรงใช้แต่กล้องคู่พระหัตถ์แบบมาตรฐานอย่างที่นักเลงกล้องทั้งหลายใช้กัน นอกจากนี้ยังทรงเชี่ยวชาญแม้กระทั่งการล้างฟิล์ม การอัดขยายภาพ ทั้งภาพขาวดำและภาพสี

     เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ โปรดที่จะถ่ายภาพสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดา ต่อมาเมื่อทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎร จากการถ่ายภาพเพื่อความสวยงามเปลี่ยนเป็นเพื่อประกอบการงานของพระองค์ ไม่ว่าจะเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรที่ไหน ก็จะทรงมีกล้องถ่ายรูปติดพระองค์ไปด้วยเสมอ โปรดถ่ายภาพสถานที่ทุกแห่งเพื่อทรงเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบงานที่ได้ทรงปฏิบัติ เพื่อการวางแผนปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วทันใจและสามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ทันท่วงที เช่น ปัญหาน้ำท่วม เป็นต้น กระนั้นภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระองค์ก็ยังคมชัด และมีศิลปะในการจัดองค์ประกอบ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์จึงเป็นแบบอย่างของงานศิลปะ ตลอดจนเป้นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง นำความผาสุกร่มเย็นมาสู่ประชาชนชาวไทย

2102604

     พระอัจฉริยภาพด้านดนตรี พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเครื่องดนตรีหลากหลายชนิด เช่น ทรงเปียโน ทรงเป่าแซกโซโฟน ทั้งตระกูลโซปราโนแซกโซโฟน อัลโตแซกโซโฟน เทนเนอร์แซกโซโฟน บาริโทนแซกโซโฟน ทรงเป่าคลาริเน็ต บางครั้งก็ทรงเป่าทรัมเป็ต และคอร์เน็ต พระองค์ทรงโปรดดนตรีประเภทแจ๊ซตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยเฉพาะดนตรีแนว Dixieland Jazz จากเมืองนิวออร์ลีนส์ พระองค์โปรดและทรงเชี่ยวชาญมากจนสามารถพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงแรกคือ แสงเทียน ตั้งแต่มีพระชนมายุ ๑๘ พรรษา รวมเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งสิ้น ๔๘ บทเพลง ทั้งนี้เมื่อปลายปี ๒๕๕๙ เชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องพรจากฟ้า ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เพิ่งทราบว่าเพลงพรปีใหม่เป็นหนึ่งในบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระองค์

     พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงร่วมก่อตั้งวงดนตรีอย่างลายคราม หรือ อ.ส.วันศุกร์ โดยมีนักดนตรีรุ่นหนุ่มมาร่วมบรรเลงเพลงออกอากาศกระจายเสียงทุกวันศุกร์ที่สถานีวิทยุอ.ส. (อัมพรสถาน)

     ดนตรีของพระองค์เป็นเครื่องสร้างสัมพันธ์ชั้นดี ทั้งกับประชาชนที่มาร่วมเล่นในวงของพระองค์ และนักดนตรีแจ๊ซต่างประเทศ เมื่อพระองค์ต้องเสด็จประพาสต่างประเทศก็มักได้ทำความรู้จักกับยอดนักดนตรีแจ๊ซของประทศนั้น บ่อยครั้งที่ร่วมเล่นบนเวทีเดียวกัน นักดนตรีอย่าง Benny Goodman, John Hodges, Lionel Hampton และวงแจ๊ซระดับโลกอย่าง Preservation Hall Jazz Band จากเมืองนิวออร์ลีนส์ ที่พระองค์โปรด

     ความสนพระราชหฤทัยในดนตรีแจ๊ซทำให้เกิดหลักสูตรแจ๊ซในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ โดยเฉพาะวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยรังสิต มีคณาจารย์จำนวนมากมุ่งมั่นสานต่อปรัชญาดนตรีแจ๊ซของพระองค์

2102605

     พระอัจฉริยภาพด้านศิลปะและการออกแบบ พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสนพระราชหฤทัยในงานช่างตั้งแต่ยังทรงศึกษาอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงประดิษฐ์ของเล่นด้วยพระองค์เอง เช่น เครื่องร่อน เรือรบจำลอง เป็นต้น

     พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโปรดกีฬาเรือใบเป็นอย่างยิ่ง และเนื่องจากทรงสนพระราชหฤทัยงานช่างมาแต่เดิมแล้ว จึงโปรดที่จะต่อเรือใบพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง และทรงทดลองแล่นเรือในสระภายในสวนจิตรลดา เรือใบฝีพระหัตถี่สำคัญมี ๓ ประเภท ได้แก่ เรือใบประเภทเอ็นเตอร์ไพรส์, เรือใบประเภทโอเค และเรือใบประเภทม็อธ

2102606

     พระอัจฉริยภาพด้านวรรณศิลป์ เมื่อทรงมีเวลาว่าง พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะทรงพระอักษรและทรงพระราชนิพนธ์แปล ซึ่งส่วนใหญ่ทรงแปลบทความจากวารสารต่างประเทศ

     พระราชนิพนธ์

  • พระราชานุกิจ ประกอบด้วย พระราชานุกิจรัชกาลที่ ๘, พระราชานุกิจตามมนูธรรมศาสตร์
  • พระราชนิพนธ์เรื่อง เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์ โดยพระบรมราชานุญาตพิเศษเฉพาะ “วงวรรณคดี”
  • พระมหาชนก
  • ทองแดง

     พระราชนิพนธ์แปล

  • ติโต
  • เศรษฐศาสตร์ตามนัยของพระพุทธศาสนา บทที่ ๔ เล็กดีรสโต
  • นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ   

2102607

       พระอัจฉริยภาพด้านประติมากรรม พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงศึกษาค้นคว้าเทคนิควิธีการในการปั้น หล่อ และทำแม่พิมพ์เพื่อสร้างงานประติมากรรมจากหนังสือทางด้านศิลปะต่าง ๆ ด้วยพระองค์เองเช่นเดียวกับงานจิตรกรรม และทรงศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ที่สำคัญคือพระองค์ทรงเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงเช่นเดียวกับที่ทรงเรียนรู้งานศิลปกรรมทุกแขนง

     ผลงานประติมากรรมร่วมสมัยที่พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสร้างสรรค์ขึ้นเป็นประติมากรรมลอยตัว (round relief) ปั้นด้วยดินน้ำมัน จำนวน ๒ ชิ้น

     ชิ้นที่ ๑ เป็นรูปผู้หญิงเปลือยนั่งคุกเข่า ขนาดความสูง ๙ นิ้ว

     ชิ้นที่ ๒ เป็นพระรูปปั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถครึ่งพระองค์ ความสูง ๑๒ นิ้ว ทรงจัดท่าทางและองค์ประกอบที่มีความประสานกลมกลืนอย่างงดงาม สะท้อนคุณค่าของความสง่างาม ทรงทิ้งร่องรอยฝีพระหัตถ์ที่มีชีวิต มีการเคลื่อนไหวบนผิวดินน้ำมันที่ทรงปั้น ต่อมานายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ อดีตข้าราชการจากกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ได้รับพระมหากรุณาพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำไปทำเป็นแม่พิมพ์หล่อเป็นปูนปลาสเตอร์พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

     วันสมภพพระพุทธเลิศหล้า                                  ๒๔ กุมภาชวนรำลึก

วันศิลปินแห่งชาติให้ตรองตรึก                                 ด้วยสำนึกพระมหากรุณา

     เอกอัครศิลปินผู้ยิ่งใหญ่                                       ล้ำเลิศในศิลปะหลากสาขา

ทั้งทางด้านแกะสลักประติมา                                    ลายเครือเถารูปป่าหิมพานต์

     วัดสุทัศน์ ณ บานประตูไม้                                    จารึกไว้อยู่ในพระวิหาร

งานฝีมือชั้นเยี่ยมสุดตระการ                                     อีกผลงานวรรณกรรมแสนตราตรึง

    พระไชยเชษฐ์ คาวี ทั้งอิเหนา                               สังข์ทองเล่ามณีพิชัยให้สุดซึ้ง

ไกรทองพระปรีชาให้คำนึง                                        ยูเนสโกจึงยกเป็นบุคคลสำคัญ

    กระทรวงวัฒนธรรมนำส่งเสริม                              พร้อมเพิ่มเติมเชิดชูเกียรติศิลปินนั้น

ทุกสาขาทุกปีมีรางวัล                                               เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ศิลปิน

     ปีสองพันห้าร้อยยี่สิบเก้า                                      เริ่มแรกเล่าผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลป์

ปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน                                          วันศิลปินแห่งชาติแต่นั้นมา

    องค์ภูมิพลพระกรุณาโปรดเกล้า                           บรรดาเหล่าศิลปินทุกสาขา      

รับพระราชทานเข็มมงคลแก่ชีวา                              มรดกล้ำค่าจารึกไทย

     ปีเดียวกันชาวไทยทั่วถิ่นหล้า                              ถวายสมัญญาอัครศิลปินไซร้

องค์ภูมิพลอัจฉริยะศิลปะไทย                                  ธ คือผู้เป็นใหญ่ในศิลปิน


ด้วยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้
สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร

 

พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์และข้อมูลจาก

  • นิตยสาร a day ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๑๙๕ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๙
  • นิตยสารกุลสตรี ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๘๘๖ ปักษ์แรก ธันวาคม ๒๕๕๐
  • หนังสืออัครศิลปินแห่งแผ่นดินสยาม โดย ศาสตราจารย์ ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์

กษัตริย์นักพัฒนา พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย

0202601

กษัตริย์นักพัฒนา พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย

020260


      วันที่ ๒ เดือนกุมภาพันธ์… เป็นวันนักประดิษฐ์ไทย ซึ่งเป็นวันสำคัญกับคนไทยอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าจึงนำประวัติวันนักประดิษฐ์และความสำคัญมาฝากกัน

     การกำหนดให้วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันนักประดิษฐ์ไทยก็เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงประดิษฐ์คิดค้น  “เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอยน้ำ” หรือ “ กังหันน้ำชัยพัฒนา” และทรงได้รับสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ หลังจากการที่เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่สนองพระราชดำริในการพัฒนากังหันน้ำได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยื่นขอรับสิทธิบัตร เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๕ จึงนับว่าเป็นสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทยและครั้งแรกของโลก  ที่ทรงคิดค้นสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ สามารถแก้ปัญหาและรักษาสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้ประชาชนเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาท รวมทั้งปลูกฝัง เสริมสร้าง และส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีทุนทางสังคมของนักประดิษฐ์คิดค้น  พัฒนา และส่งเสริมนักประดิษฐ์ให้ร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ความเจริญและความมั่นคงของประเทศ  ทางคณะรัฐมนตรีในยุคนั้นจึงได้กำหนดให้วันที่ ๒ ของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น “วันนักประดิษฐ์ไทย”  ด้วยพระปรีชาสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์และพระวิสัยทัศน์ในความห่วงใยความทุกข์ยากของประชาชนไทย คณะรัฐมนตรีเห็นชอบทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญานาม  “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” 

      ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเป็นนักประดิษฐ์คิดค้นในด้านต่าง ๆ และหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่พระองค์ทรงได้รับรางวัลจากพระปรีชาสามารถของพระองค์ได้อย่างเด่นชัดที่สุด ก็คือ   รางวัลระดับนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  รางวัลสิ่งประดิษฐ์ดีเด่น   ในการจัดงานบรัสเซลส์ ยูเรกา (Brussels Eureka) โดย The Belgian Chamber of Inventors ซึ่งเป็นสมาคมส่งเสริมและคุ้มครองนักประดิษฐ์ของราชอาณาจักรเบลเยียมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในยุโรป  โดยทางคณะผู้จัดงานได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแด่พระองค์ถึง ๒ ปีติดต่อกัน คือ ในปี พ.ศ.๒๕๔๓ และปี พ.ศ.๒๕๔๔

รางวัลบรัสเซลส์ ยูเรกาที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายทั้ง ๒ ปีนี้ ได้แก่

     ในปี พ.ศ.๒๕๔๓ สภาวิจัยแห่งชาติได้นำผลงาน  “เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย” หรือ “กังหันน้ำชัยพัฒนา”  ในพระองค์เข้าประกวดในสิ่งประดิษฐ์ประเภทที่  ๑  เกี่ยวกับการควบคุมมลพิษและสิ่งแวดล้อม (Pollution Control – Environment) ปรากฏว่า ได้รับการยกย่องจากคณะกรรมการจัดงานว่าเป็นผลงานที่ทรงคุณค่าและมีประโยชน์อย่างยิ่งในการบำบัดน้ำเสียและทรงได้รับทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลรวมทั้งสิ้น  ๕  รางวัล คือ

      ๑. เหรียญรางวัล Prix OMPI (Organisation  Mondiale  De La Propriete  Intelietuelle) หรือรางวัลสิ่งประดิษฐ์ดีเด่นระดับโลก พร้อมประกาศนียบัตร และเงินรางวัลจำนวน ๒,๐๐๐ เหรียญดอลลาร์สหรัฐ

      ๒. เหรียญรางวัล Gold Medal with Mention หรือรางวัลสรรเสริญพระอัจฉริยภาพแห่งการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพและประกาศนียบัตรเกียรตินิยมจากบรัสเซลส์ ยูเรกา ประจำปี พ.ศ.๒๕๔๓

     ๓. ถ้วยรางวัล  Grand Prix International (International Grand Prize) หรือรางวัลผลงานประดิษฐ์ดีเด่นสูงสุด

     ๔. ถ้วยรางวัล  Minister J.CHABERT (Minister of Economy of Brussels Capital Region) หรือรางวัลผลงานสิ่งประดิษฐ์ดีเด่น

     ๕. ถ้วยรางวัล  Yugosiavia  หรือรางวัลสรรเสริญพระอัจฉริยภาพด้านการประดิษฐ์

     นาย ชอบวิทย์  ลับไพรี  รองเลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขอพระบรมราชานุญาตนำกังหันน้ำชัยพัฒนาไปร่วมแสดงในครั้งนั้น เล่าว่า  เมื่อนำกังหันน้ำชัยพัฒนาไปจัดแสดง ชาวต่างชาติต่างให้ความสนใจมาก โดยฝ่ายไทยได้สาธิตการทำงานให้ผู้ร่วมงานได้เข้าชมอย่างใกล้ชิด ทำให้ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทานกังหันน้ำชัยพัฒนาเพื่อเป็นของขวัญให้แก่ประเทศเบลเยียม ตามคำขอของนายโยเซ โดยตั้งอยู่ ณ สวนสาธารณะโวลูเว แซงต์ – ปิแอร์ (Woluve Sainte-Pierre) กลางกรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวยุโรปได้ชื่นชมพระปรีชาสามารถในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป”

     สำหรับในปีถัดมา คือปี พ.ศ.๒๕๔๔  เป็นอีกครั้งหนึ่งที่คณะกรรมการจัดงานบรัสเซลส์ ยูเรกา ได้เชิญประเทศไทยให้ร่วมจัดนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์อีกครั้งในงาน บรัสเซลส์ ยูเรกา ๒๐๐๑ ระหว่าง         วันที่ ๑๓ – ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ โดยสภาวิจัยแห่งชาติได้จัดแสดงผลงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙  จำนวน ๓ ชิ้น คือ  ผลงานเรื่องทฤษฎีใหม่ (The New Theory) ผลงานเรื่องน้ำมันไบโอดีเซล สูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม (Palm Oil Formula) และผลงานเรื่องฝนหลวง (Royal Rain Making)

     ด้วยพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตานานาประเทศอีกครั้ง โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙  ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลถึง ๕  รางวัล คือ

     ๑. รางวัล D’Un Concept Nouveau de Development de la Thailande พร้อมถ้วยรางวัลทำด้วยเงิน โดยคณะกรรมการตัดสินได้ลงมติเห็นชอบทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเทิดพระเกียรติคุณแด่ผลงานประดิษฐ์คิดค้นทั้ง ๓ ผลงาน ซึ่งเกิดจากแนวคิดใหม่ในการพัฒนาประเทศไทย

     ๒. รางวัล Gold medal with mention หรือรางวัลสรรเสริญพระอัจฉริยภาพแห่งการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมประกาศเกียรติคุณเทิดพระเกียรติให้แก่ผลงานประดิษฐ์คิดค้น โครงการน้ำมันไบโอดีเซล สูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม

     ๓. รางวัล Gold medal with mention หรือรางวัลสรรเสริญพระอัจฉริยภาพแห่งการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมประกาศเกียรติคุณเทิดพระเกียรติให้กับผลงานประดิษฐ์คิดค้นโครงการทฤษฎีใหม่

     ๔.  รางวัล Gold medal with mention หรือรางวัลสรรเสริญพระอัจฉริยภาพแห่งการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมประกาศเกียรติคุณเทิดพระเกียรติให้กับผลงานประดิษฐ์คิดค้นโครงการฝนหลวง

     ๕.  ถ้วยรางวัล SPECIAL PRIX for His Majesty The King of Thailand พร้อมประกาศนียบัตร มอบให้ผลงานประดิษฐ์คิดค้นทฤษฎีใหม่ ปาล์มน้ำมัน ฝนหลวง และประกาศนียบัตร Honored Member of BACCI โดยเป็นรางวัลจาก Bulgarina American Chamber of Commercial and Industry (BACCI)

     จากวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลทั้ง ๑๐ รางวัลจากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ จึงทำให้ประจักษ์ในพระอัจฉริยภาพว่าทรงเป็นนักประดิษฐ์และนักเทคโนโลยีอย่างแท้จริง โดยหากสังเกตให้ดีแล้วจะพบว่า ผลงานแต่ละชิ้นของพระองค์ล้วนแล้วแต่เป็นการตอบโจทย์ปัญหาใกล้ตัวซึ่งเรามักมองข้ามกันทั้งสิ้น  

     กังหันชัยน้ำชัยพัฒนา  เป็นกังหันน้ำที่สร้างขึ้นมาเพื่อบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีเติมอากาศและเป็นสิ่งประดิษฐ์ซึ่งเกิดจากพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่ 

     สำหรับวิวัฒนาการของกังหันน้ำชัยพัฒนานี้  เริ่มต้นเมื่อในหลวงรัชกาลที่ ๙  ทรงห่วงใยในความเดือดร้อนทุกข์ยากที่เกิดขึ้นนี้  ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพน้ำเสียในพื้นที่หลายแห่งหลายครั้ง พร้อมทั้งพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการแก้ไขน้ำเน่าเสียด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น การกรองน้ำด้วยผักตบชวาและพืชน้ำต่าง ๆ  ซึ่งก็สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ผลในระดับหนึ่ง  แต่ปัญหามีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม  พระองค์จึงมีพระราชดำริให้ลองใช้วิธีกลศาสตร์เข้ามาช่วย โดยพระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริให้ประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศแบบประหยัดค่าใช้จ่ายที่สามารถผลิตได้เองในประเทศ ซึ่งมีรูปแบบ “ไทยทำไทยใช้” โดยทรงได้แนวทางจาก “หลุก”  ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิดน้ำเข้านาอันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นจุดคิดค้นเบื้องต้นและทรงมุ่งหวังที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในการบรรเทาน้ำเน่าเสียอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ได้มีพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนาดำเนินการวิจัยและพัฒนากังหันน้ำ  ซึ่งโครงสร้างและส่วนประกอบในส่วนที่เป็นปัญหาได้รับการแก้ไขมาโดยตลอดนับแต่มีการสร้างเครื่องต้นแบบ โดยดำเนินการจัดสร้างเครื่องมือบำบัดน้ำเสียร่วมกับกรมชลประทาน ซึ่งได้มีการผลิตเครื่องกลเติมอากาศขึ้นในเวลาต่อมา และรู้จักกันอย่างแพร่หลายทั่วไปในปัจจุบันคือ “กังหันน้ำชัยพัฒนา”

     กังหันน้ำชัยพัฒนา มีการเริ่มติดตั้งทดลองใช้กังหันน้ำชัยพัฒนาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๒ และใช้กันอย่างแพร่หลายมาจนปัจจุบัน มีหน่วยงาน องค์กร ชุมชน แจ้งความประสงค์ขอติดตั้งกังหันน้ำกับมูลนิธิชัยพัฒนามากมาย ในช่วง พ.ศ. ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบัน

     จะเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความรักความห่วงใยของในหลวงรัชกาลที่ ๙  ที่มีต่อประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงคิดค้นสิ่งประดิษฐ์อันเป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงให้กับประชาชน เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์บำรุงสุขให้กับเราชาวไทยเสมอมา เพื่อความสุขของประชาชนของพระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาซึ่งทรงสร้างสิ่งประดิษฐ์มากมายเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ

     “…การประดิษฐ์ในโลกเป็นของสำคัญที่จะให้มีของพิเศษขึ้นมา และให้รางวัลกัน เพราะว่าการประดิษฐ์นั้น เป็นของสำคัญที่สุดของโลก ของคนที่สนใจในความก้าวหน้า และถ้าไม่มีการสนใจในงานประดิษฐ์ เป็นสิ่งที่จะทำให้ไม่มีความก้าวหน้า การประดิษฐ์ด้านต่างๆ เป็นของสำคัญของโลก เพื่อจะให้โลกก้าวหน้าได้…”

       พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙  เสด็จฯ  ออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๒ และวันนักประดิษฐ์นานาชาติ ครั้งที่  ๒ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลฯ  เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๒

น.ส. ละอองดาว โฉมสี
นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาภาษาไทย
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม
๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐
ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก นิตยสาร a day ฉบับ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ หนังสือ ๑๐๐ เรื่องในหลวงของฉัน มูลนิธิชัยพัฒนา manager. scoop.mthai. thansettakii

พระมหากรุณาธิคุณดุจสายน้ำ หล่อเลี้ยงชีวีวิถีชาวสองแคว เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน หนึ่งในโครงการพระราชดำริ

1101603

พระมหากรุณาธิคุณดุจสายน้ำ หล่อเลี้ยงชีวีวิถีชาวสองแคว
เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน หนึ่งในโครงการพระราชดำริ

1101602

      วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ ครอบครัวของฉันเลือกส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โดยการกินลมชมวิว ณ  แหล่งท่องเที่ยวใกล้บ้าน เพื่อความประหยัดและนัยแห่งความจงรักภักดี นั่นคือ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ บ้านเขาหินลาด ตำบลคันโช้ง อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก

     ย้อนหลังไป ๓๐ กว่าปี พอมีข่าวว่า ในหลวง รัชกาลที่ ๙ มีพระราชดำริให้สร้างเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำแควน้อยตอนล่าง ท้องที่อำเภอวัดโบสถ์ อำเภอวังทอง อำเภอเมือง และอำเภอบางกระทุ่ม แก้ไขปัญหาอุทกภัย รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูกทั่วไปในฤดูฝนและฤดูแล้ง ตลอดจนสำหรับการอุปโภค บริโภค ข่าวนี้สร้างความปิติยินดีให้กับชาวพิษณุโลกอย่างยิ่ง แม่ฉันบอกว่า ชาวบ้านในพื้นที่พร้อมใจกันมอบที่ดินให้ โดยที่ทางการยังมิได้ร้องขอ

     ช่วงสายของวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ พวกเราเดินทางด้วยรถยนต์ ๓ คัน ไปถึงเขื่อนแควน้อยฯ ได้ยินเสียงบรรยายเชิญชวนให้นั่งรถรางชมเขื่อนในราคาคนละ ๑๐ บาท (ลดจากราคาปกติ ๒๐ บาท) หรือใครจะเลือกปั่นจักรยานแบบเพลิน ๆ ก็มีจักรยานให้เช่า และสิ่งที่ทำให้พวกเราตื่นเต้นคือวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดให้ชมพิพิธภัณฑ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน น้องสาวหันมาบอกฉันว่า “น้ำตาไหลซะล่ะมั้ง”

     ทริปของเราเริ่มด้วยการนั่งรถรางสูดอากาศบริสุทธิ์ ท่ามกลางสายลมพัดโชยให้ความสดชื่น มองเห็นท้องน้ำไกลสุดลูกหูลูกตา ชมความอลังการของโรงไฟฟ้าพลังน้ำและตัวเขื่อน ซึ่งประกอบด้วย ๓ เขื่อนด้วยกัน นั่นคือ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนสันตะเคียน และเขื่อนปิดช่องเขาต่ำ โอบล้อมด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม นานาพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเหนือเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีการปลูกป่าสามอย่าง ประโยชน์สี่อย่าง เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟูต้นน้ำและป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ตามแนวทางพัฒนาป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

   “…การปลูกป่า ๓ อย่าง แต่ให้ได้ประโยชน์ ๔ อย่าง ซึ่งได้ไม้ผล ไม้สร้างบ้านและไม้ฟืนนั้น สามารถให้ประโยชน์ได้ถึง ๔ อย่างคือ นอกจากประโยชน์ในตัวเองตามชื่อแล้ว ยังสามารถให้ประโยชน์อันที่ ๔ ซึ่งเป็นข้อสำคัญคือ สามารถช่วยอนุรักษ์ดินและต้นน้ำลำธารด้วย…” พระราชดำรัสในพิธีเปิดการสัมมนาการเกษตรภาคเหนือ ณ สำนักงานเกษตรภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔

     เมื่อลงจากรถราง พวกเรามุ่งตรงไปยังพิพิธภัณฑ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน พบว่าไม่ใช่เพียงแค่เป็นวันแรกของการเปิดให้ชมเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ยังเปิดประตูให้เราเยี่ยมชมเป็นชุดแรกอีกด้วย ทำให้เราอดภูมิใจไม่ได้ แม้ว่าพิพิธภัณฑ์ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีความสวยงาม อลังการ และคงคุณค่าอย่างยิ่ง

1101601

     พิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยห้องจัดแสดงจำนวน ๓ ห้อง ได้แก่ ใต้ร่มโพธิ์ทอง, เย็นชุ่มลุ่มน้ำแคว และเรื่องเล่าจากวันวาน ปิดท้ายด้วยห้องจัดแสดงการทำเกลือ ร้านกาแฟและของที่ระลึก ซึ่ง ๒ อย่างหลังยังไม่เปิดให้บริการ

     เพียงก้าวเข้าไปห้องแรก ดุจต้องมนต์สะกดด้วยภาพโพธิ์ทองต้นใหญ่ดุจพระบารมีแห่งองค์ภูมิพล ทำให้เรากดชัตเตอร์กันไม่ยั้ง แถมลูกชายยังถ่ายวีดีโอทุกช็อต ภาพและข้อความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษบอกเล่าเรื่องราวน้ำพระราชหฤทัย ความห่วงใยในปัญหาความทุกข์ยากของราษฎร โครงการเขื่อนแควน้อยอันเนื่องมาจากพระราชดำริเริ่มก่อร่างขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนนเรศวร ณ บ้านหาดใหญ่ ตำบลพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริให้พิจารณาวางโครงการและก่อสร้างเขื่อนแควน้อยในเขตอำเภอวัดโบสถ์โดยเร่งด่วน

     “…ส่วนที่พิษณุโลกก็มีน้ำไหลลงมาจากข้าง ๆ อีกสายหนึ่ง แควน้อยซึ่งจะต้องทำ…อันนี้ก็ยังไม่ได้ทำ เพื่อกักเก็บน้ำที่มาจากอำเภอชาติตระการ อาจจะมีคนค้านว่าทำไมทำเขื่อนพวกนี้แล้วมีประโยชน์อะไร ก็เห็นแล้ว ประโยชน์ของเขื่อนใหญ่เขื่อนนี้ ถ้าไม่มี ๒ เขื่อนนี้ ที่นี่น้ำจะท่วมยิ่งกว่า จะไม่ท่วมเพียงแค่นี้ จะท่วมทั้งหมด…” พระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๘ ณ ศาลาดุสิตาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต

     แม้ขณะที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนิน ณ พื้นที่ป่าเขาตลบ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ยังพระราชทานพระราชดำริให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาความเหมาะสมในการดำเนินงานสร้างโครงการเขื่อนแควน้อย อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อสนองพระราชดำริ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๖ อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอดำเนินงานโครงการเขื่อนแควน้อยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดพิษณุโลก ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๖ – ๒๕๕๔ นอกจากนี้ ยังได้สร้างเขื่อนทดน้ำพญาแมน เพื่อช่วยยกระดับน้ำเข้าคลองชลประทาน ส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ๔ อำเภอของจังหวัดพิษณุโลก คือ อำเภอวัดโบสถ์ อำเภอพรหมพิราม อำเภอวังทอง และอำเภอเมือง

     จากพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ทำให้ฉันอดนึกถึงคำกล่าวที่ว่า ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงรู้เห็นพื้นที่ในประเทศไทยทุกตารางเมตรหรือตารางเซนติเมตรเลยก็ว่าได้ นั่นเป็นเพราะพระองค์ทรงใส่พระราชหฤทัย ห่วงใยราษฎร ไม่ว่าจะเสด็จฯไปที่ไหนเราจะเห็นว่าในหลวงทรงสะพายกล้องและถือแผนที่ไว้เสมอ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าถึงเรื่อง “แผนที่ของในหลวง” นี้ไว้ในรายการ “พูดจาภาษาช่าง” ทางสถานีวิทยุจุฬาฯ ไว้ว่า

     “แผนที่แผ่นหนึ่งของท่านค่อนข้างจะกว้างกว่าแผนที่ที่ใคร ๆ เห็นกันทั่วไป เพราะท่านเอาหลาย ๆ ระวางมาแปะติดกัน การปะแผนที่เข้าด้วยกัน ท่านทำอย่างพิถีพิถัน แล้วถือว่าเป็นงานที่ใครจะมาแตะต้องช่วยเหลือไม่ได้เลยทีเดียว…

     ท่านได้ตัดหัวแผนที่นั้นออก แล้วส่วนที่ตัดออกนั้นทิ้งไม่ได้ ท่านจะค่อย ๆ เอากาวมาแปะติดกัน สำนักงานของท่านคือห้องกว้างไม่มีเก้าอี้ มีพื้น แล้วท่านก้มอยู่กับพื้น แล้วกาวติดกับแผนที่เข้าด้วยกัน

     แล้วเวลาเสด็จไป ก็ต้องไปถามชาวบ้านว่าสถานที่นั้นอยู่ที่ไหน ทิศเหนือมีอะไร ทิศใต้มีอะไร ท่านถามหลาย ๆ คน แล้วตรวจสอบไปมาว่าแผนที่อันนั้นถูกต้องดีหรือไม่ น้ำไหลจากไหนไปที่ไหน…”

     เรื่องการถ่ายรูปของในหลวงรัชกาลที่ ๙ นั้น นภันต์ เสวิกุล ผู้บันทึกย่างพระบาทที่ยาตรา เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

      “…ในฐานะช่างภาพ บางครั้งก็สงสัยว่าพระองค์ท่านทรงถ่ายอะไร บางทีแอบ แอบเลยล่ะ แอบไปยืนข้างหลังว่าพระองค์ทรงถ่ายอะไร คือพระองค์ท่านทรงยกกล้องมาแต่ละครั้งทรงถ่ายของไม่ดีทั้งนั้น ดินแดงแห้งผาก รากไม้ ต้นไม้ล้ม พระองค์ทรงถ่ายภาพเหล่านี้ แต่อีก ๕ ปี ๑๐ ปี กลับไปดูสิ ตรงนั้นจะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำใหญ่ พระองค์ท่านทรงถ่ายไปต้องคิดไปด้วยแน่ๆ ว่าจะเอาไปทำอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้มาจากรูปของพระองค์ ก็คือชีวิต…”

     เช่นเดียวกับพระราชดำริในการสร้างเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน อันเกิดจากการถือแผนที่ สะพายกล้อง บากบั่น ลงพื้นที่ ศึกษา ค้นคว้าด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น

     เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๒ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเขื่อนแควน้อยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็น เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ซึ่งหมายถึง “เขื่อนแควน้อยที่ทำให้มีความเจริญขึ้นในเขตพื้นที่” สำหรับเขื่อนทดน้ำพญาแมน มีพระราชดำรัสเห็นควรให้ใช้ชื่อเดิม

     ในพิพิธภัณฑ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนนี้มิได้มีเพียงภาพและข้อความให้ได้ชมได้อ่านเท่านั้น ยังมีเทคนิค ลูกเล่น เพิ่มความสนุกสนาน น่าสนใจ เช่น ห้องแสงเงาเล่าเรื่อง ฉายภาพเคลื่อนไหว และรายล้อมไปด้วยภาพศิลปะ หลากหลายพระอิริยาบถของในหลวง รัชกาลที่ ๙ อันแสนงดงาม สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึกอย่างยิ่งยวด, การจำลองต้นไม้ชนิดต่าง ๆ, สัตว์ป่าด้วยระบบดิจิตอล, การเล่นเกมทายกลิ่นของปลาอันอุดมสมบูรณ์, การเล่นเกมทายชิ้นส่วนของโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบ, ห้องจำลองการผลิตเกลือโบราณของคนในพื้นที่ เป็นต้น

     กระนั้น ข้อมูลที่จัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยความละเอียดลึกซึ้ง และข้อมูลที่เราไม่เคยรู้มาก่อน นอกจากเป็นแหล่งผลิตเกลือแล้วยังเป็นแหล่งโบราณคดีสำหรับถลุงโลหะและแหล่งศาสนสถาน รวมทั้งสิ้น ๑๑๓ แห่ง กำหนดได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ และที่พิเศษสำหรับฉันก็คือ นิทรรศการกว่าจะเป็นเมืองพิษณุโลก ร่ายเรียงตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยทาวารวดี สุโขทัย กรุงธนบุรี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์

     และแล้วก็ถึงวันแห่งประวัติศาสตร์ที่ชาวพิษณุโลกไม่มีวันลืม เมื่อโครงการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนเสร็จสมบูรณ์และพร้อมใช้งานในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ วันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินออกจากอาคารโรงพยาบาลศิริราช มาที่ท่าเทียบเรือ ประทับเรือพระที่นั่งอังสนา ล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเรือพระที่นั่งมาจอดเทียบท่าและขึ้นประทับที่เกาะเกร็ด และในเวลา ๑๙.๕๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงวางพระหัตถ์ บนแท่นตราสัญลักษณ์โครงการ เป็นการเปิดเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน พร้อมกับโครงการชลประทานทั่วประเทศอีกจำนวน ๕ แห่ง ผ่านระบบวิดีโอลิ้งก์

      ครอบครัวของฉันเดินออกจากพิพิธภัณฑ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนด้วยหัวใจพองโต เต็มตื้น ท่ามกลางจิตอันหวั่นไหว คิดถึงพระองค์ท่านยิ่งนัก

      “ท่านเป็นเทวดาที่มีลมหายใจ” บทเพลงรูปที่มีทุกบ้านแว่วขึ้นในใจ ประโยคนี้มิได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด หากว่ากษัตริย์คือเทพลงมาจุติตามที่หลายคนกล่าวไว้ เช่นนั้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คงเป็นเช่นองค์สูงสุดแห่งเทพทั้งปวง เป็นพระโพธิสัตว์เสด็จฯ ลงมาโปรดปวงชนชาวไทยเป็นแน่แท้

 

ยิ่งค้นคว้าศึกษายิ่งลึกซึ้ง                   หัวใจจึงเต็มตื้นชื่นเหลือล้น
ดุจองค์เทพจุติบันดาลดล                  ให้ปวงชนพ้นทุกข์สุขร่มเย็น
จริยาวัตรงดงามตามแบบอย่าง         ทุกก้าวย่างบากบั่นทำให้เห็น
อีกคำสอนตรึงใจใช้ให้เป็น                 จดจารเน้นแน่นหนักปักกมล

 

 

พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๑๑ มกราคม ๒๕๖๐

ขอบคุณข้อมูล
http://oknation.nationtv.tv/blog/print.php?id=838846
http://headshot.tnews.co.th/contents/210200
https://th.wikipedia.org
http://www.forest.go.th

ภาพวาดฝีพระหัตถ์ หนึ่งผลงานศิลปะของในหลวง รัชกาลที่ ๙

2112598

ภาพวาดฝีพระหัตถ์ หนึ่งผลงานศิลปะของในหลวง รัชกาลที่ ๙
หนึ่งพระอัจฉริยภาพแห่งอัจฉริยบุคคล

2112597

      “อัครศิลปิน” คือพระราชสมัญญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยพระปรีชาสามารถ พระอัจฉริยภาพอันล้ำเลิศในงานศิลปะทุกด้าน รวมถึงด้านจิตรกรรมหรือภาพวาด ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่า มหาวิทยาลัยนเรศวรได้รับพระราชทานสำเนาผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระองค์ท่านมาเก็บสะสมและนำจัดแสดงในโอกาสต่าง ๆ ณ หอศิลป์ฯ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร

     พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสนพระราชหฤทัยในงานศิลปะมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ดังที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าพระราชทานไว้ในหนังสือในหลวงกับงานช่างว่า

     “…สมัยที่ท่านอยู่ประถมต้นที่สวิตเซอร์แลนด์นั้น เขามีวิธีการสอนเด็ก ยกตัวอย่างเช่น การวาดรูปภาพเพื่อให้เข้าใจเรื่องเส้น เรื่องฟอร์มของรูปนั้นมีแบบฝึกหัดอยู่อันหนึ่ง ครูจะวาดรูปทรงกลม ทรงรี หรือรูปต่าง ๆ บนกระดาษแล้วลบทิ้ง แล้วให้เด็กจำแล้ววาดตาม เริ่มจากง่ายแล้วยากขึ้น ๆ ทุกที เวลายาก ๆ ท่านบอกว่าเพื่อนทั้งชั้นทำไม่ได้ แต่ท่านทำได้ เพราะมีนิสัยด้านนี้…”

     พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเริ่มต้นวาดภาพตั้งแต่พระชนมายุประมาณ ๑๘ พรรษา ขณะประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยทรงใช้อุปกรณ์การวาดภาพที่มีผู้นำมาถวายสมเด็จพระราชชนนี ดังที่พระองค์ทรงเล่าให้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ฟัง และสมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ ได้ทรงบันทึกไว้ในหนังสือพระราชนิพนธ์เรื่อง เจ้านายเล็ก ๆ – ยุวกษัตริย์ ว่า

     “ท่านชิ้น (หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์) นำเครื่องเขียนครบชุด มีแปรง สี ผ้าใบ ฯลฯ มา จะให้แม่เขียนให้ได้ รู้สึกรำคาญเลยเอามาเขียนเสียเอง”

      ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๐ – ๒๔๘๘ ขณะทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสนพระราชหฤทัยเรื่องการวาดภาพอย่างจริงจัง โดยทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง ทรงฝึกเขียนเอง และทรงศึกษาจากตำราต่าง ๆ มีบัตรเชิญที่ทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง เป็นภาพของต้นสนที่ยอดเอียงไปทางซ้ายและขวา องค์ประกอบลงตัวพอดี โดยมีลำต้นของต้นสนที่ยอดเอียงไปทางซ้ายเล็กน้อยเป็นแกนกลางของภาพ มวลของต้นไม้สีเข้มตัดกับฉากหลังสีขาว แสดงความเชื่อมั่นในการวางองค์ประกอบที่ชัดเจนของผู้ออกแบบ เป็นตัวอย่างผลงานที่ฉายแววพระอัจฉริยภาพตั้งแต่เมื่อทรงพระเยาว์

     ในการศึกษาเรื่องการวาดภาพนั้น หากพระองค์สนพระราชหฤทัยผลงานของศิลปินคนใด พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมศิลปินผู้นั้นบ่อย ๆ เพื่อมีพระราชปฏิสันถารและทอดพระเนตรวิธีการต่าง ๆ เมื่อเข้าพระราชหฤทัยอย่างถ่องแท้แล้ว ก็ทรงนำวิธีการเหล่านั้นมาฝึกฝนด้วยพระองค์เองจนเกิดความชำนาญ

     หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ศิลปินสมัครเล่นผู้นิยมวาดภาพสีน้ำ ที่ทรงใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการวาดภาพและภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ไว้ดังนี้

     “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงเริ่มเขียนภาพเหมือน ซึ่งเหมือนจริงและละเอียดมาก แต่ต่อมาได้ทรงวิวัฒน์เข้ากับภาพของจิตรกรสมัยใหม่ และทรงค้นคว้าหาทางใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่จะแสดงออกซึ่งความรู้สึกของพระองค์ โดยไม่ต้องกังวลกับความเหมือน อันจะมีอิทธิพลบีบบังคับไม่ให้ปล่อยความรู้สึกออกมาได้อย่างอิสระ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นศิลปินโดยแท้ ทรงชื่นชมในงานของศิลปินอื่นเสมอ และดูจะไม่เคยพอพระราชหฤทัยกับภาพเขียนของพระองค์และวิธีการที่ทรงใช้อยู่แล้ว และแม้ว่าโปรดที่จะทรงค้นคว้าหาวิธีใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ ภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์ก็ยังคงเค้าลักษณะอันเป็นแบบฉบับของพระองค์เองโดยเฉพาะ ขณะที่ทรงวาดนามธรรมที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่เป็นสาระ ดังเช่นภาพที่พระราชทานชื่อว่า “วัฏฏะ” “โลภะ” “โทสะ” “ยุแหย่” “อ่อนโยน” “บุคลิกซ้อน” ก็ยังทรงเขียนรูปในลักษณะสวยงามน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋มได้ดีอีกด้วย ทั้งที่ไม่สู้ตรงกับพระราชอัธยาศัยเท่าใดนัก ในฐานะจิตรกร ขณะทรงงาน ทรงใส่อารมณ์และความรู้สึกของจิตรกรอย่างเต็มที่ ทรงมีความรู้สึกตรงและรุนแรง ทรงใช้สีสดและเส้นกล้า ส่วนมากโปรดเส้นโค้ง แต่ในบางครั้งบางคราวก็มีข้อดลพระราชหฤทัยให้ทรงใช้เส้นตรงและเส้นแบบฟันเลื่อย”

     อาจารย์ทวี นันทขว้าง จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้กล่าวถึงภาพเขียนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า

     “ในความรู้สึกของผู้เขียน ศิลปิน ต่างก็ประหลาดใจในพระปรีชาสามารถของพระองค์ในศิลปะแขนงนี้ การที่พระองค์ทรงใช้ทฤษฎีทรงจัดช่องไฟสัดส่วนของรูปถูกต้องตามหลักขององค์ประกอบ ทรงคิดเนื้อเรื่องที่มีรสนิยมที่ทุกคนจะเทิดทูนพระองค์ว่าทรงเป็นอัจฉริยบุคคล”

     ในช่วงพ.ศ. ๒๕๐๒ – ๒๕๑๐ พระองค์ทรงสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไว้ถึง ๑๖๗ ภาพ ทรงนิยมใช้สีน้ำมัน สีชอล์ก และสีน้ำ บนผืนผ้าใบ แผ่นไม้อัด หรือกระดาษ นอกจากนี้ยังทรงโปรดการเข้ากรอบด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ทรงใช้ผ้าใบทาบหุ้มแผ่นไม้อัดแทนกรอบไม้ โดยทรงนำวัสดุที่เหลือใช้หรือใช้แล้วมาดัดแปลงใช้ใหม่ ซึ่งนอกจากจะสะท้อนความ “ช่างคิดช่างทำ” แล้ว ยังแสดงพระราชอัธยาศัยที่ทรงมัธยัสถ์ ทรงเห็นคุณค่าและประโยชน์ของสิ่งเล็กสิ่งน้อยอีกด้วย ภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์มีหลายชนิด ทั้งภาพเหมือน (Portrait) ภาพแบบเอ็กซ์เพรสชันนิซึม (Expressionism) ภาพแบบคิวบิซึม (Cubism) ภาพแบบนามธรรม (Abstract) และภาพแบบกึ่งนามธรรม (Semi-abstract)

     ผลงานภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในระยะแรก ๆ ไม่เป็นที่ทราบกันโดยแพร่หลาย จะมีโอกาสได้ชมก็แต่ในวงแคบ ๆ กระทั่งเริ่มเผยแพร่มากขึ้นในคราวที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพเข้าร่วมแสดงในการแสดงศิลปกรรม ครั้งที่ ๑๕ ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงสร้างงานจิตรกรรมอย่างต่อเนื่อง และพระราชทานผลงานเข้าร่วมแสดงในครั้งต่อ ๆ มาอีกหลายครั้ง จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม

     เมื่อครั้งในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ กรมศิลปากรได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดนิทรรศการจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หอศิลป มีจำนวน ๔๗ ภาพ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าชม นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการแสดงผลงานศิลปะของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวให้ประชาชนไทยและชาวต่างประเทศได้ชมกันทั่วถึง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

     ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้มีการจัดทำหอศิลปะเสมือนจริงขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “อัครศิลปิน” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลงานเผยแพร่ศิลปกรรมฝีพระหัตถ์ในสาขาต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชผ่านเว็บไซต์ www.supermeartist.org และเมื่อเผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว ก็ทำให้เหล่าพสกนิกรสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ทำให้ได้ชื่นชมงานศิลปกรรมอันเป็นพระอัจฉริยะของพระองค์ท่านไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดในโลก

     ไม่เพียงคนไทยเท่านั้นที่ชื่นชมภาพฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้สนใจศิลปะชาวต่างประเทศก็เช่นกัน เช่น จอห์น ฮอสกิน (John Hoskin) เขียนบทความลงใน Sawasdee Magazine เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ วิจารณ์ภาพฝีพระหัตถ์บางภาพถึงการใช้สีอย่างกล้าหาญและมีพลัง เพื่อสำแดงพลังอารมณ์ของภาพอย่างรุนแรง จนอาจทำให้รู้สึกน่าสะพรึงกลัว ผู้วิจารณ์ยกย่องว่า พระองค์เป็นศิลปินสมัยใหม่ที่ทรงวาดรูปเพื่อสื่อความรู้สึกไม่ใช่สื่อภาพ ดังนี้

     “His Majesty had become a very modern, near abstract painter who was painting not what he saw but what he felt. Some people might describe his work as awesome. Certain art lovers prefer the pretty, gentle of beautiful, but not Hid Majesty.”

     พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นศิลปินที่มีพระอัจฉริยภาพสูงและทรงเข้าใจแก่นแท้ของการสร้างงานศิลปะ และทุกครั้งได้พระราชทานพระราชดำรัสอันแสดงให้เห็นว่าทรงสนพระราชหฤทัยในศิลปะอย่างลึกซึ้ง และทรงเห็นว่า ศิลปะเป็นเครื่องเชิดชูเกียรติของชาติและยกระดับจิตใจของประชาชน ดังความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสพระราชทานในพิธีเปิดงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๓ วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ว่า

     “งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ นอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งเสริมอัจฉริยภาพของศิลปินแล้ว ยังสร้างเกียรติให้แก่ชาติ และอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนโดยส่วนรวมให้มีโอกาสใฝ่ใจในสิ่งที่สวยงาม เจริญตาและเจริญใจ เป็นผลให้เกิดนิสัยรักความประณีต วิจิตรบรรจง มีความรู้สึกละเอียดอ่อน เกิดความคิดในทางดีงาม เป็นการยกระดับทางจิตใจของประชาชนในชาติให้สูงขึ้น…”

     งานศิลปะล้วนให้ความรื่นรมย์ เพลิดเพลิน จรรโลงใจ นอกเหนือจากนี้ การได้ชื่นชมภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือความซาบซึ้ง ปลื้มปิติ เป็นพระมหากรุณาธิคุณสุดหัวใจของคนไทยทุกคน

 

พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๙

 

ข้อมูลจาก

  • หนังสืออัครศิลปินแห่งแผ่นดินสยาม โดย ศาสตราจารย์ ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์
  • หนังสือ ๘๔ พรรษา ๘๔ พระบรมสาทิสลักษณ์ ถวายพระพร พ่อของแผ่นดิน โดยศิลปิน สุวิทย์ ใจป้อม

ปีบ ต้นไม้ของพ่อ จากมือของแม่

1412591

ปีบ ต้นไม้ของพ่อ จากมือของแม่

14125925

141259

      ช่วงสาย ๆ วันเสาร์ ในช่วงเดือนตุลาคม ๒๕๕๙

      “มันสวยนะพี่” เสียงตะโกนของเพื่อนร่วมงานขณะก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้สีขาวที่ร่วงหล่นลงมาจากต้น ทำให้ฉันอดใจไม่ไหวเดินเข้าไปอาสาเป็นช่างภาพสมัครเล่นอีกคน โทรศัพท์มือถือคืออาวุธสำคัญในการทำหน้าที่เฟ้นหามุมมองอย่างละเลียด ละเมียดละไม ด้วยหลากหลายท่วงท่า เรียกว่าแทบจะลงไปนอนคลุกบนพื้นเพื่อให้ได้แสง เงา เคล้าความงามตามธรรมชาติโดยไม่ต้องแต่งเติม

      “หนูจะพิมพ์แคปชั่นว่าอะไรดีพี่” ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติ ความคิดคงพรั่งพรู แต่ ณ ช่วงเวลานี้ ไม่ต้องพูดถึงความเหมาะสม แค่สมองยังไม่ยอมทำงานแล้ว

       ในที่สุดน้องก็โพสต์รูปและพิมพ์ข้อความ “ต้นไม้ของพ่อ” ฉันชื่นชมในความคิดของน้อง สำหรับฉันผ่านไปหลายวันจึงได้กลั่นกรองข้อความประกอบภาพนี้ ต่อมานึกขึ้นมาได้ว่าต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายอยู่ด้านข้างอาคารวิสุทธิกษัตริย์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร และพบเห็นได้ทั่วเมืองสองแควนี้ คือต้นไม้ของพ่อจริง ๆและนี่เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ฉันเขียนถึงต้นไม้ชนิดนี้

ปีบ ไม้มงคลพระราชทาน

       ชาวพิษณุโลกส่วนใหญ่เข้าใจว่า ดอกไม้ประจำจังหวัดคือ ดอกปีบ ทั้งที่ความจริงแล้วคือ ดอกนนทรี ส่วนปีบนั้นเป็นไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัด

      ย้อนวัน เวลาไปในวันรณรงค์ปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ ๕๐ วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๓๗ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานกล้าไม้ชนิดต่าง ๆ ให้แก่ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด สำหรับจังหวัดพิษณุโลกได้รับพระราชทานกล้าไม้ปีบ นับจากวันนั้น ปีบจึงถือเป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดพิษณุโลก มีการส่งเสริมให้ปลูกกันโดยทั่วไป เพื่อความเป็นสิริมงคล ได้ยลความงดงาม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ชวนชื่นใจ

รู้จักปีบ

     ชื่อสามัญ Cork tree, Indian cork

     ชื่อวิทยาศาสตร์ Millingtonia hortensis L.f. จัดอยู่ในวงศ์แคหางค่าง (BIGNONIACEAE)

     ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น เต็กตองโพ่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), กาซะลอง กาสะลอง กาดสะลอง กาสะลองคำ (ภาคเหนือ), ปีบ ก้องกลางดง (ภาคกลาง) กางของ (ภาคอีสาน) เป็นต้น

     ปีบเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ ๑๐ – ๒๐ เมตร ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทรงกระบอก กิ่งก้านมักจะย้อยลง เปลือกสีน้ำตาลแตกเป็นร่องลึกตามยาวลำต้นอย่างไม่เป็นระเบียบ ใบประกอบแบบขนนก ๒ -๓ ชั้น เรียงเวียน ช่อแขนงด้านข้างมี ๓ – ๕ คู่ ปลายคี่ เรียงตรงข้าม ใบย่อยแขนงละ ๒ -๔ คู่ เรียงตรงข้าม ใบรูปไข่หรือรูปไข่แกมใบหอก กว้าง ๒ – ๓ ซม. ยาว ๔ – ๘  ซม. ปลายแหลม โคนใบมน ขอบใบหยักมนหรือเว้าเป็นคลื่นเล็กน้อย

     ดอกปีบ มีสีขาวหรือชมพู มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกซ้อนตามปลายกิ่ง ช่อดอกขนาดใหญ่ ยาว ๑๐ -๓๕ ซม. มีขน กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็ก โคนติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยก ๕ แฉก ปลายมนกว้างม้วนลง เป็นหลอดยาวปลาย % แฉก มี ๑ กลีบที่ปลายเป็น ๒ แฉก ดอกบานเต็มที่กว้าง ๓.๕ – ๔  ซม. ผลแห้งแตก เป็นฝักแบนและตรง สีน้ำตาล หัวท้ายแหลม กว้าง ๑.๕ – ๒.๓ ซม. ยาว ๒๕ – ๓๐ ซม. เมล็ดแบนมีปีกบาง

คุณประโยชน์ของปีบ

  • ดอกปีบนำมาตากแห้งแล้วผสมกับยาสูบมวนบุหรี่ ใช้สูบแก้ลม บำรุงกำลัง บำรุงโลหิต รักษาอาการภูมิแพ้ ไซนัส ริดสีดวงจมูก หอบหืด นอกจากนี้ยังทำให้ชุ่มคอ ปากหอม และยังมีกลิ่นควันบุหรี่ที่หอมดีอีกด้วย
  • ดอกปีบตากแห้ง นำมาชงใส่น้ำร้อนดื่มเป็นชาก็ได้ โดยดอกปีบชงนี้จะมีกลิ่นหอมละมุนอ่อน ๆ มีรสชาติหวานแบบนุ่มนวล ไม่ขม แถมยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย
  • รากของปีบนำมาตากแห้ง ต้มน้ำดื่ม ช่วยรักษาวัณโรค บำรุงปอด แก้ปอดพิการ แก้ไอ หอบหืด
  • สารสกัดจากใบที่สกัดด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของคะน้า (ใบ)
  • เนื้อไม้ของต้นปีบมีสีขาวอ่อน สามารถเลื่อยหรือไสกบเพื่อตกแต่งให้ขึ้นเงาได้ง่าย จึงเหมาะแก่การนำมาใช้ทำเป็นเครื่องเรือน เครื่องตกแต่งภายในบ้านได้
  • เปลือกของต้นปีบ เมื่อก่อนสามารถนำมาใช้แทนไม้ก๊อกสำหรับทุกจุกขวดได้
  • ปีบเป็นไม้พุ่มมีใบและดอกสวย แถมยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย จึงสามารถปลูกไว้ประดับสวน ปลูกเพื่อให้ร่มเงาในลานจอดรถหรือริมถนนข้างทาง และที่สำคัญต้นไม้ชนิดนี้ยังทนน้ำท่วมขังได้ดีอีกด้วย
  • ดอกปีบเป็นสัญลักษณ์ของพยาบาลไทย โดยความหมายของต้นไม้ชนิดนี้ คือ เป็นต้นไม้ที่ให้ความร่มรื่นแก่ชีวิต ซึ่งหมายถึง “พยาบาล” และดอกปีบยังหมายถึงยาอายุวัฒนะ ซึ่งเปรียบเสมือนพยาบาลที่ให้การดูแลรักษาและส่งเสริมสุขภาพแก่คนทั่วไป ต้นปีบเป็นต้นไม้ที่โตเร็ว เกิดขึ้นได้ในป่าทุกชนิด สามารถช่วยสร้างเสริมธรรมชาติที่ชุบและดำรงชีวิตให้แก่มวลมนุษย์ตลอดกาล เช่นเดียวกับพยาบาล ที่จะเป็นการบริการสุขภาพที่มีความจำเป็นต่อสังคมตลอดไป (ดอกปีบยังเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดปราจีนบุรีและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาอีกด้วย)
  • การปลูกต้นปีบเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน เชื่อว่าการปลูกไว้ประจำบ้านจะทำให้เก็บเงินเก็บทองได้มากขึ้น และยังทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังอีกด้วย โดยควรปลูกต้นปีบไว้ในทางทิศตะวันตกและผู้ปลูกควรปลูกในเสาร์เพื่อเอาเคล็ด แต่ถ้าจะให้เป็นมงคลมากยิ่งขึ้น ผู้ปลูกควรเป็นผู้ที่เกิดในวันจันทร์ (ส่วนผู้อยู่อาศัยหากเกิดวันจันทร์ด้วยแล้วจะยิ่งเป็นสิริมงคลยิ่งนัก) เพราะปีบเป็นดอกไม้ประจำของนางโคราคะเทวี ซึ่งเป็นนางประจำวันจันทร์ในธิดาของพระอินทร์นั่นเอง

 

อันดอกปีบขาวนวลชวนระรื่น                                หอมสดชื่นผ่อนคลายให้คุณค่า

            นับตั้งแต่วันที่เจ็ดพฤษภา                                                 ปีสองห้าสามเจ็ดวันมงคล

                        พระนางเจ้าสิริกิติ์มอบพันธุ์ไม้                               วาระในวันปลูกป่าคราเริ่มต้น

            เฉลิมพระเกียรติแห่งองค์ภูมิพล                                        ไทยยินยลทรงครองราชย์ ๕๐ ปี

                        กล้าไม้ปีบพระราชทานประจำจังหวัด                     สองแควจัดปลูกประดับเสริมราศี

            ให้แสงเงาร่มรื่นชื่นชีวี                                                      สิริมงคลมีชื่อเสียงทั้งเงินทอง

                        เป็นเครื่องเรือนตกแต่งภายในบ้าน             สัญลักษณ์พยาบาลไทยทั่วทั้งผอง

            ผู้รักษาให้ชีวิตจิตประคอง                                    สุขภาพของผู้คนทั่วธานี

                        ดอกไม้ประจำธิดาพระอินทร์นั้น                            แห่งวันจันทร์โคราคะเทวีศรี

            ดอกตากแห้งชงชาร้อนหอมนวลดี                                      มวนบุหรี่ชุ่มคอชวนชื่นใจ

                        บำรุงเลือดแก้ลมอีกไซนัส                                     หอบหืดจัดชงัดบรรเทาหาย

            รากรักษาวัณโรคอีกแก้ไอ                                                  บำรุงปอดคลี่คลายไม่ประวิง

                        คือต้นไม้ของพ่อจากมือแม่                                   ชาวสองแควปลื้มปริ่มอิ่มเอิบยิ่ง

            พระมหากรุณาประจักษ์จริง                                              คือขวัญมิ่งประทับในใจนิรันดร์

            พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๖ ธันวาคม ๒๕๕๙

ขอบคุณข้อมูล

  • หนังสือต้นไม้และดอกไม้มงคล กลุ่มส่งเสริมการศาสนาและวัฒนธรรม สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก
  • https://medthai.com
  • https://th.wikipedia.org

ย้อนรำลึก…ความภาคภูมิใจ มหาวิทยาลัยนเรศวรทูลเกล้าฯ

6

ย้อนรำลึก…ความภาคภูมิใจ มหาวิทยาลัยนเรศวรทูลเกล้าฯ
ถวายปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 1    

       “…ด้วยพระราชกรณียกิจมากล้นสุดคณานับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติเพื่อทรงทะนุบำรุงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จนบังเกิดเป็นผลดีต่อประเทศชาติและชีวิตความเป็นอยู่ของปวงราษฎรเป็นอเนกอนันต์ สภามหาวิทยาลัยนเรศวรจึงเล็งเห็นควรขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงความสำนึกซาบซึ้งปิติยินดีในพระมหากรุณาธิคุณ และเพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณให้เป็นที่ปรากฏในวงวิชาการ กับทั้งเพื่อเป็นสิริมงคลแก่มหาวิทยาลัยนเรศวรสืบไป…”

      ความตอนหนึ่งของคำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณ พระบาทสมเด็จประปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสที่สภามหาวิทยาลัยนเรศวร ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๒

ทรงสนพระราชหฤทัยด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตั้งแต่ทรงพระเยาว์

     “…จำได้ว่าเมื่ออายุ ๑๐ ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่งซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดิน แล้วให้เขียนว่า ภูเขาต้องมีป่าไม้อย่างนั้น เม็ดฝนลงมาแล้วจะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไป ทำให้เสียหาย ดินหมดจากภูเขา เพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้เรื่องการอนุรักษ์ดิน และเป็นหลักของชลประทานที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน จะทำให้เดือดร้อนตลอด ตั้งแต่ดินภูเขาจะหมดไป กระทั่งการที่จะมีตะกอนลงมาในเขื่อน มีตะกอนลงมาในแม่น้ำทำให้เกิดน้ำท่วม นี่ล่ะ เรียนมาตั้งแต่อายุ ๑๐ ขวบ…”

     พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะกรรมการสโมสรไลออนส์สากล ภาค ๓๑๐ (ประเทศไทยและประเทศลาว) ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ ๒๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๒

     “…ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมของเรา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเล และอากาศ มิได้เป็นเพียงสิ่งสวย ๆ งาม ๆ เท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของเรา และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเราไว้ให้ดีนี้ ก็เท่ากับเป็นการปกปักรักษาอนาคตไว้ให้ลูกหลานของเราด้วย…”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๑ ในเรื่องรักษาทรัพยากร

2

ป่าไม้สาธิต…พระราชดำริเริ่มแรกส่วนพระองค์

     ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๓ – ๒๕๐๔ ขณะเสด็จพระราชดำเนินผ่านจังหวัดนครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี เมื่อรถยนต์พระที่นั่งผ่านอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีนั้น มีต้นยางขนาดใหญ่ปลูกเรียงรายทั้งสองข้างทาง จึงได้มีพระราชดำริที่จะสงวนบริเวณป่ายางนี้ไว้ให้เป็นส่วนสาธารณะ แต่ในระยะนั้นไม่อาจดำเนินการได้ เนื่องจากต้องจ่ายเงินค่าทดแทนในอัตราที่สูง เพราะมีราษฎรมาทำไร่ทำสวนในบริเวณนั้นจำนวนมาก

     พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงเริ่มทดลองปลูกต้นยางด้วยพระองค์เอง โดยทรงเพาะเมล็ดยางในกระถางบนพระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล และได้ทรงปลูกต้นยางนั้นในแปลงป่าไม้ทดลองในบริเวณแปลงทดลองปลูกต้นยางนาพร้อมข้าราชบริพาร เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ จำนวน ๑,๒๕๐ ต้น ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ทั่วประเทศมาปลูกในบริเวณที่ประทับสวนจิตรลดาในลักษณะป่าไม้สาธิต นอกจากนี้ยังได้สร้างพระตำหนักเรือนต้นในบริเวณป่าไม้สาธิตนั้น เพื่อทรงศึกษาธรรมชาติวิทยาป่าไม้ด้วยพระองค์เองอย่างใกล้ชิดและลึกซึ้งในปี พ.ศ. ๒๕๐๘

การปลูกป่า “ควรปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน”

     ณ หน่วยงานพัฒนาต้นน้ำทุ่งจ๊อ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานพระราชดำริให้มีการปลูกต้นไม้ ๓ ชนิดที่แตกต่างกัน คือ ไม้ผล ไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ เพื่อจะทำให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสานและสร้างความสมดุลแก่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐและวิถีประชาในชุมชน ประการสำคัญนั้นมีพระราชดำริที่ยึดเป็นทฤษฎีการพัฒนาด้านป่าไม้ โดยปลูกฝังจิตสำนึกแก่ประชาชนว่า

     “…เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็พากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง…” พระราชดำริของสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชซึ่งนับเป็นทฤษฎีที่เป็นปรัชญาด้านการพัฒนาป่าไม้ที่ยิ่งใหญ่โดยแท้

    ทฤษฎีการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกตามหลักการฟื้นฟูสภาพป่าด้วยวัฏธรรมชาติ, ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก, ปลูกป่าในที่สูง, การปลูกป่าทดแทน, การสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่า,การจัดการให้คนอยู่ร่วมกับป่า, การอนุรักษ์และปลูกป่าชายเลน…และอีกหลากหลายโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้ป่าไม้ยืนยงคงความอุดมสมบูรณ์

การจัดการทรัพยากรน้ำ: น้ำคือชีวิต

     “เรื่องน้ำนี้ก็เป็นปัจจัยหลักของมวลมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์เท่านั้นเอง แม้สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ทั้งสัตว์ ทั้งพืช ก็ต้องมีน้ำ ถ้าไม่มีน้ำก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่าน้ำเป็นสื่อหรือเป็นปัจจัยสำคัญของการเป็นสิ่งมีชีวิต…ที่กล่าวถึงข้อนี้ก็จะได้ให้ทราบถึงว่าทำไมการพัฒนาขั้นแรกหรือสิ่งแรกที่นึกถึงก็คือ ทำโครงการชลประทาน แล้วก็โครงการสิ่งแวดล้อม ทำให้น้ำดี สองอย่างนี้ อื่น ๆ ก็จะเป็นไปได้…”

     พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนำเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง พร้อมด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๒

     ทฤษฎีน้ำดีไล่น้ำเสีย เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริ ดังพระราชดำรัสเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ในอำเภอธัญบุรี เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๒

     “…แต่ ๓,๐๐๐ ไร่นั่นมันอยู่สูง จะนำน้ำโสโครกจากที่นี่ไปที่โน้นต้องสูบไปไม่ไหว แต่ว่าจะทำเป็นบึงใหญ่ที่จะเก็บน้ำได้สำหรับเวลาหน้ามีน้ำเก็บเอาไว้ หน้าแล้งก็ปล่อยลงมา ส่วนหนึ่งอาจปล่อยลงมาสำหรับล้างกรุงเทพ ได้เจือจางน้ำโสโครกในคลองต่าง ๆ…”

     นอกจากนี้ยังมีพระราชดำริและพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับน้ำอีกมากมาย เช่น การบำบัดน้ำเสียด้วยผักตบชวา, การบำบัดน้ำเสียด้วยการผสมผสานระหว่างพืชกับระบบเติมอากาศ, การบำบัดน้ำเสียด้วยระบบบ่อบำบัดและวัชพืชบำบัด, กังหันน้ำชัยพัฒนา, การกำจัดน้ำเสียโดยวิธีธรรมชาติ, การสร้างฝายอนุรักษ์ต้นน้ำ, โครงการแก้มลิง ฯลฯ

     “…จำได้เมื่ออายุ ๕ ขวบ มีลิง เอากล้วยไปให้มัน มันก็เคี้ยว เคี้ยว เคี้ยว แล้วใส่ในแก้มลิง ตกลง โครงการแก้มลิง นี้มีที่เกิดเมื่อเราอายุ ๕ ขวบ เมื่ออายุ ๕ ขวบ ก็นี่เป็นเวลา ๖๓ ปีแล้ว…”

     พระราชดำรัสกล่าวถึงที่มาของโครงการแก้มลิง พระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๘ ณ ศาลาดุสิตาลัย สวนจิตรลดา

     กล่าวได้ว่าการจัดการทรัพยากรน้ำและงานพัฒนาแหล่งน้ำนั้น พระบาทสมเด็จประปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงทำทุกอย่างทุกขั้นตอน ดังที่นายปราโมทย์ ไม้กลัด เล่าให้ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ ๕-๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ดังนี้

     “…งานของพระองค์ท่านมีตั้งแต่ถ้าน้ำขาดแคลนก็จัดหาน้ำ และเมื่อน้ำท่วม น้ำมากก็จัดการบรรเทาให้น้อยลง เมื่อมีน้ำเน่าเสีย ก็ต้องมีการจัดการทำงานด้านน้ำทั้งหมด ท่านจะทรงทราบปัญหาอย่างละเอียด….”

     พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระปรีชาสามารถและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงหน้าแล้งปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ต้องลดปริมาณน้ำเพื่อการทำนาปรังลงกว่าร้อยละ ๕๐ เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก ๆ มีไม่เพียงพอ และได้มีการเรียกร้องให้ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครประหยัดการใช้น้ำประปา ทำให้ระลึกถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ได้พระราชทานเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ที่ว่า

     “…เคยพูดมาหลายปีแล้ว ในวิธีที่จะปฏิบัติเพื่อที่จะให้มีทรัพยากรน้ำพอเพียงและเหมาะสม คำว่าพอเพียง ก็หมายความว่าให้มีพอในการบริโภคในการใช้ ทั้งในด้านการใช้ในบ้าน ทั้งในการใช้เพื่อการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ต้องมีพอ ถ้าไม่มีทุกสิ่งทุกอย่างก็ชะงักไม่มีทางที่จะมีความเจริญถ้าไม่มีน้ำ…. แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย แต่ก็ถ้าดำเนินการไปเดี๋ยวนี้ อีก ๕-๖ ปี ข้างหน้า เราสบาย และถ้าไม่ทำ อีก ๕-๖ ปี ข้างหน้า ราคาก่อสร้างค่าดำเนินการก็จะขึ้นสูงไป ๒ เท่า ๓ เท่า ลงท้ายก็จะต้องประวิงต่อไป และเมื่อประวิงต่อไปก็จะไม่ได้ทำ เราก็จะต้องอดน้ำแน่ จะกลายเป็นทะเลทราย…”

 การพัฒนาทรัพยากรดิน

     พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสนพระราชหฤทัยในการปรับปรุง ฟื้นฟู และทำนุบำรุงดิน เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ ความชุ่มชื้น และรักษาอินทรีย์สารในดินไห้คงความอุดมสมบูรณ์ตลอดไป ทรงช่วยขจัดความทุกข์ยากของเกษตรกร แนวพระราชดำริที่พระราชทานเพื่อรักษาคุณภาพของดินมีด้วยกันหลายวิธี เช่น การปลูกป่าทดแทนเพื่อฟื้นฟูหน้าดิน, โครงการแกล้งดิน โดนเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกหญ้าแฝก

     พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำริถึงหญ้าแฝกเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๔ โดยให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำการศึกษา ทดลอง และดำเนินการปลูกหญ้าแฝก เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อป้องกันปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน และเพื่อประโยชน์อื่น ๆ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ศึกษา ค้นคว้า ทดลองที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรีเป็นแห่งแรก

     “…และหญ้าที่มีคุณอย่างหญ้าแฝก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การอนุรักษ์ดินและน้ำ เพราะมีรากที่หยั่งลึก แผ่กระจายลงไปตรง ๆ ทำให้อุ้มน้ำและยึดเหนี่ยวดินได้มั่นคง รักษาหน้าดินได้ดี…”

            พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ อาคารจักรพันธ์ เพ็ญศิริ วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักนำแห่งการดำเนินชีวิต

4

          เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและการบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์

     “…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งใหม่ แต่เราอยู่อย่างพอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ที่พอสมควร ขอย้ำพอควร พออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้ไปจากเราได้”

     พระราชกระแสรับสั่งในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแก่ผู้เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๗

     เมื่อประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจใน พ.ศ. ๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัส ในวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ดังนี้

     “การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง”

     การประหยัดนับเป็นหนึ่งแนวทางของความพอเพียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องการประหยัดและใช้ข้าวของเครื่องใช้อย่างคุ้มค่า

     ฉลองพระบาทที่ทรงใช้เวลาเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ พระองค์จะทรงฉลองพระบาทองค์เดิมเป็นเวลานานหลายสิบปี องค์หนึ่งเป็นฉลองพระบาทผ้าใบ และอีกองค์เป็นฉลองพระบาทหนังสีดำ ซึ่งฉลองพระบาทนั้นไม่ใช่ยี่ห้อยอดนิยมหรือมีราคาแพงเลย ฉลองพระบาทผ้าใบที่ทรงสวมเวลาเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรไม่เคยเปลี่ยนแบบเลยเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ราคาไม่กี่ร้อย คู่ไหนชำรุดก็ทรงส่งซ่อมร้านเล็ก ๆ ใกล้ ๆ วัง เพื่อทำการซ่อมแซม ทรงใช้คุ้มราคา คุ้มค่าที่สุด ส่วนนาฬิกาที่ทรงใช้นั้น แม้จะมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายนาฬิกายี่ห้อดัง ราคาแพง ก็ไม่ได้ทรงใช้ ทรงใช้นาฬิกาธรรมดาที่ประชาชนทั่วไปใช้กันอยู่ ทรงมีนาฬิกาเพื่อใช้บอกเวลา ไม่ได้ทรงใช้เพื่อการอื่น มักจะรับสั่งว่า “ฉันใส่นาฬิกายี่ห้อ ‘ใส่แล้วโก้’ ”

     มีเรื่องเล่าจากผู้บริหาร TA (บริษัท True ในปัจจุบัน) ว่าครั้งหนึ่งเคยนำ PCT ยี่ห้อ SANYO ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่เป็นรุ่นหาคลื่นได้มาถวายแด่ในหลวง เพราะเห็นว่าในหลวงทรงใช้เครื่องเก่าซึ่งเป็น PCT ยี่ห้อ Sharp ที่บริษัท TA นำมาแจกฟรีรุ่นแรก ๆ ซึ่งเป็นแบบพับได้

            ทว่าในหลวงรับสั่งว่า

3

            หลอดยาสีพระทนต์เป็นอีกหนึ่งแบบอย่างที่ชัดเจน เรียกได้ว่าเป็น ‘หลอดยาสีพระทนต์ประวัติศาสตร์’

     “…เมื่อไม่นานมานี้เองมหาดเล็กห้องสรงเห็นว่ายาสีพระทนต์ของพระองค์คงใช้หมดแล้ว จึงได้นำหลอดใหม่มาเปลี่ยนให้แทน เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบก็ได้ขอให้เขานำยาสีพระทนต์หลอดเก่ามาคืนและพระองค์ท่านยังทรงสามารถใช้ต่อไปได้อีกถึง ๕ วัน…”

      หลังจากนั้น ทันตแพทย์ประจำพระองค์ได้กราบพระบาททูลขอพระราชทานหลอดยาสีพระทนต์นั้นเพื่อนำไปให้ศิษย์ได้เห็น และรับใส่เกล้าเป็นตัวอย่างเพื่อประพฤติปฏิบัติในโอกาสต่อ ๆ ไป หลอดยาสีพระทนต์ของพระองค์แบนราบเรียบโดยตลอดคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอดยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปเกือบถึงเกลียวคอหลอด

     พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงอธิบายว่า “หลอดยาสีพระทนต์ที่เห็นแบนเรียบนั้นเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีดและกดจนเป็นรอยบุ๋มที่เห็นนั่นเอง”

     นั่นแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงโดยแท้จริง

เกษตรทฤษฏีใหม่ เปลี่ยนชีวิต พลิกพื้นดิน ผืนน้ำ

      พระราชดำรัสพระราชทานแก่บุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันศุกร์ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

       “…ทฤษฎีใหม่นี้เกิดขึ้นมาอย่างไร ก็มาจากการปฏิบัติ ซึ่งเป็นการปฏิบัติของคนอื่นด้วยตั้งแต่ต้น ทฤษฎีใหม่นี้ ความจริงทางราชการได้ปฏิบัติมาหลายปีแล้ว ก่อนที่เกิดเป็นทฤษฎีใหม่ตามที่เรียกว่าทฤษฎีใหม่ในพระราชดำริ คือ การพัฒนาทางการเกษตร โดยเพาะปลูกหลายอย่างในที่เดียวกัน หรือผลัดปลูกหมุนเวียนกัน อย่างเช่น เขาปลูกข้าว หลังจากฤดูกาลข้าว เขาก็ปลูกถั่ว อย่างนี้เป็นทฤษฎีใหม่แล้ว แต่ไม่มีใครบอกว่าเป็นทฤษฎี ก็เลยได้หน้าว่าใช้คำว่า ทฤษฎีใหม่ นี่เป็นความคิดขึ้นมา และยอมรับกันว่าเป็นทฤษฎี เมื่อยอมรับกันว่าเป็นทฤษฎี ก็ไปปฏิบัติต่อได้…

     …ที่เริ่มทำทฤษฎีใหม่นี้ ก่อนที่จะได้เรียกว่าเป็นทฤษฎีก็ทำที่สระบุรี ที่นั้นได้ไปหาซื้อที่ ๑๕ ไร่ ซึ่งคุณภาพไม่ดี เงินที่ซื้อ ๑๕ ไร่นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเงินส่วนตัว อันนี้ส่วนตัวแท้ ๆ ไม่ได้ไปเบิกจากงบประมาณแผ่นดินหรือจากที่อื่น เป็นเงินส่วนตัวที่เก็บอยู่เป็นเงินสด จนมีคนล้อว่าเป็นเศรษฐีเงินสด ไม่ได้เป็นเศรษฐีที่ไปลงทุนกินดอกเบี้ย บางคนเขาตำหนิว่าทำไมเก็บเงินสด เก็บเงินสดไว้ในกระเป๋า เอาไว้ในห้องไม่ได้เอาไปไว้ที่ธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ คนเขาก็บอกว่า การเก็บเอาไว้อย่างนั้นไม่ถูกหลักเศรษฐกิจ ก็เลยเอาเงินเช่นนั้นไปซื้อที่ดิน คนอื่นที่เห็นดีในการไปซื้อที่ดินเพื่อที่จะทดลองก็มาสมทบทุน เป็นเอกชน เป็นเพื่อนเป็นฝูงไปซื้อ ๑๕ ไร่ และคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายจังหวัด ทั้งฝ่ายกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้ร่วมไปทำ ก็บอกว่าให้ไปขุดสระ เพราะที่นี่ยังไม่มีน้ำ..

     …คนที่ขายที่นั้นเขาบอกว่ามีบริษัทหนึ่งเข้ามาแถวนี้จะมาขอซื้อ แต่ก็มีเงื่อนไขว่า ถ้าหาน้ำได้เขาจะซื้อ  ปรากฏว่าเขาขุด แล้วหาน้ำไม่ได้ อันนี้ก็แปลก เพราะว่าเมื่อซื้อที่ซึ่งห่างจากที่ที่บริษัทนั้นเคยจะมาซื้อเพียงประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ เมตร เราไปขุดมีน้ำ เรียกว่าเราดวงดี ขุดมีน้ำได้ เมื่อมีน้ำแล้ว ก็สามารถที่จะนำน้ำนั้นมาทำการเพาะปลูกตลอดปี เลี้ยงปลาก็ได้ เลยใช้ที่ ๑๕ ไร่นี่มาปลูกข้าว ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ ต้นไม้ผล ปลูกสมุนไพรก็มี และมีการเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งหมดนี่ใน ๑๕ ไร่นี้ คนก็บอกว่า แหม! ทำไมในที่แคบอย่างนี้ ทำได้ทุกอย่าง เมื่อทำไปปีหนึ่งก็ได้ผล ผลผลิตนั้นได้ให้นักเรียนที่โรงเรียน วัด และที่เหลือก็ยังขายไป ได้กำไร ๒๐,๐๐๐ บาท…

     ..แต่ที่บอกว่าการทำนี่ไม่ได้ทำเองแท้ เพียงแต่พูดไปว่ามีทฤษฎีทำอย่างนั้น ๆ คนที่ทำก็คือข้าราชการ และคนอื่นเข้ามาช่วยทำ หมายความว่าต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ราชการ คนงานและนักวิชาการต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม เขาไม่ค่อยคิดว่าจะทำในที่ ๑๕ ไร่ที่แห้งแล้งแบบนี้ได้ แต่ก็ทำได้ ผู้วางแผนเองก็ทึ่งตัวเอง นี่พูดเหมือนว่า จะอวดตัวว่าเก่ง แต่ตกใจตัวเองว่าที่พูดไปใช้งานได้ จึงมาสรุปเป็นทฤษฎีใหม่ เมื่อเป็นทฤษฎีใหม่ก็ให้ไปที่มูลนิธิชัยพัฒนา แล้วเขียนข้างใต้ว่าเป็นทฤษฎีใหม่ของมูลนิธิชัยพัฒนา ต่อมาคนก็ได้เห็นว่าใช้ได้ และไปปฏิบัติได้ในที่ที่แห้งแล้ง เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าที่ทำที่อำเภอเขาวง กาฬสินธุ์ ที่ได้ผลดี ที่ตรงนั้นทำ ๑๒ ไร่ ภายในปีหนึ่งเขาก็มีข้าวกิน ครั้งแรกที่ไปเยี่ยมเขาไม่มีข้าวกิน มีเพียงไม่กี่เม็ดต่อรวง  เมื่อชาวบ้านแถวนั้นเห็นว่าดี ก็ขอให้ช่วย ปีต่อไปก็เพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ รายปีต่อ ๆ ไปก็เป็น ๑๐๐ และขยายออกไปในภาคอื่นได้เป็นการปฏิบัติตามทฤษฎีและได้ผล…”

     ปัจจุบันมีเกษตรกร ตลอดจนข้าราชการ คนทำงานมากมายที่ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต หันมาทำเกษตรทฤษฏีใหม่ พลิกชีวิต ทั้งในด้านความเป็นอยู่ อาชีพ รายได้ และที่สำคัญคือ ความสงบสุขของชีวิต

ทั่วโลกล้วนแซ่ซ้องสดุดี

5

     พระเกียรติคุณในด้านการทำนุบำรุงและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น มิได้เป็นที่ประจักษ์ซาบซึ้งแก่ปวงชนชาวไทยเท่านั้น ยังปรากฏแซ่ซ้องสดุดีจากนานาประเทศ เช่น

     รางวัลแมกไซไซ ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ มูลนิธิรามอนแมกไซไซ แห่งประเทศฟิลิปปินส์ ได้พิจารณามอบรางวัลแมกไซไซ สาขา International Understanding โครงการหลวงซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริ

     เหรียญทองประกาศพระเกียรติคุณด้านสิ่งแวดล้อม ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ องค์การสหประชาชาติได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญทองประกาศพระเกียรติคุณด้านสิ่งแวดล้อม (UNEP Gold Medal of Distinction) เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ เฉลิมพระเกียรติที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

     รางวัลหญ้าแฝกชุบสำริด สมาคมควบคุมการสึกกร่อนระหว่างประเทศ (IECA) แห่งออสเตรเลียได้ถวายรางวัลที่ทรงเป็นแบบอย่างในการนำหญ้าแฝกมาใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖

     จากนั้นวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๖ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์น้ำและดินของธนาคารโลกทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลหญ้าแฝกชุบสำริด เพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็นนักอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณความสำเร็จด้านวิชาการและการพัฒนาในการส่งเสริมเทคโนโลยีหญ้าแฝกระหว่างประเทศ ซึ่งผลการดำเนินงานหญ้าแฝกในประเทศไทยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลก

     รางวัลเหรียญอากริโคลา องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงโรม อิตาลี มอบรางวัลเหรียญอากริโคลา (Agricola Medal) เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๘ เพื่อเชิดชูพระเกียรติกษัตริย์นักพัฒนา ที่ทรงใส่ใจส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย ซึ่งส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตพึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก

     รางวัลกังหันชัยพัฒนา สมาคมส่งเสริมและคุ้มครองนักประดิษฐ์ของราชอาณาจักรเบลเยียม ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในยุโรป ได้ถวายรางวัลบรัสเซลส์ ยูเรก้า ในปี ๒๕๔๓ หลังจากสภาวิจัยแห่งชาติได้นำผลงาน “เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย” หรือ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” ในพระองค์เข้าประกวดในสิ่งประดิษฐ์ประเภทที่ ๑ เกี่ยวกับการควบคุมมลพิษและสิ่งแวดล้อม ซึ่งปรากฏว่า ได้รับการยกย่องจากคณะกรรมการจัดงานว่า เป็นผลงานที่ทรงคุณค่าและมีประโยชน์อย่างยิ่งในการบำบัดน้ำเสีย

     ในงานบรัสเซลส์ ยูเรก้า เมื่อปี ๒๕๔๔ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลถึง ๕ รางวัล อย่างไรก็ดี พระองค์ได้พระราชทานกังหันน้ำชัยพัฒนา เพื่อเป็นของขวัญให้แก่ราชอาณาจักรเบลเยียม ตามคำขอของนายโยเซ ลอริโย ประธานองค์กรกรัสเซลส์ ยูเรก้า โดยตั้งอยู่ ณ สวนสาธารณะโวลูเว แซงต์-ปิแอร์ กลางกรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวยุโรปได้ชื่นชมพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

     รางวัลรวงข้าวทองคำ ถวายโดยสมาคมสินเชื่อเกษตรและชนบทภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (เอพีอาร์เอซีเอ) เฉลิมพระเกียรติคุณที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อการพัฒนาชนบท และการเกษตรด้วยหลักการอันเป็นการพัฒนาที่มั่นคงยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ และพระบรมราโชบายให้ปลูกข้าว อันเป็นอาหารหลักของคนไทย ทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๘

     รางวัลความสำเร็จสูงสุดจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) รางวัลความก้าวหน้าในการพัฒนามนุษย์ (The Human Development Award) เป็นรางวัลที่จัดตั้งขึ้นโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ มอบให้แกผู้อุทิศแรงกายและแรงใจให้กับการทำความเข้าใจและการวางรากฐานกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค หรือระดับโลก

     ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี สำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติและยูเอ็นดีพีได้ร่วมกันจัดตั้งรางวัลความสำเร็จสูงสุดในด้านการพัฒนามนุษย์ (UNDP Human Development Lifetime Achievement Award) เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดของความสำเร็จในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในเวลานั้น ได้เดินทางมายังประเทศไทยด้วยตัวเอง เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติยศอันทรงคุณค่าดังกล่าวแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

   างวัลวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม ศาสตราจารย์สตีเฟน นิร์ตคลิฟฟ์ กรรมการบริหารสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ แห่งกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พร้อมด้วยคณะผู้บริหารองค์กรทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล The Humanitarian Soil Scientist หรือ “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยชาติ” ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๕ เป็นพระองค์แรกของโลก และขอพระบรมราชานุญาตให้วันที่ ๕ ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันดินโลก”  เพื่อให้วันดังกล่าวเป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับนานาชาติเกิดความต่อเนื่องและจริงจังในการรณรงค์ด้านทรัพยากรดินในทุกระดับ 

     สำหรับมหาวิทยาลัยนเรศวรนั้น นับเป็นสิริมงคลและเกียรติคุณอย่างยิ่ง เมื่อได้มีโอกาสทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๒ เพื่อสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน

สิบสี่สิงหาคมปีสี่สอง                              วันพรักพ้องหกรอบพระชันษา

ม.นเรศวรทูลเกล้าถวายปริญญา                            ด้วยมุทิตาทั้งจงรักและภักดี

                        เทิดพระเกียรติดุษฎีวิทยาศาสตร์               การจัดการทรัพยากรธรรมชาตินี้

สิ่งแวดล้อมให้คงอยู่คู่ชีวี                                      ป่าไม้มีชุ่มชื่นและยืนยง

                        อีกน้ำท่วมน้ำแล้งทรงแก้ไข                       น้ำเสียให้บำบัดตามประสงค์

พัฒนาที่ดินให้คืนคง                                           จัดสรรลงชาวไทยได้ทำกิน

                        ความพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่                อันหลากหลายชีวภาพอุดมสิน

รู้จักสร้างรู้จักทำทรัพย์ในดิน                                 ใช้ชีวินเรียบง่ายรายได้มี

                        นเรศวรร่วมใจให้รำลึก                              ด้วยสำนึกผืนแผ่นดินสมบูรณ์นี้

พระมหากรุณาอันมากมี                                       น้อมชีวีจดจารในไทยนิรันดร์        

พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๖ ธันวาคม ๒๕๕๙

 

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ

  • นิตยสารกุลสตรี ๘๐ พรรษามหาราชา ปีที่ ๖ ปักษ์แรก ธันวาคม ๒๕๕๐
  • หนังสือ ๑๐๐ เรื่องในหลวงของฉัน โดย วิทย์ บัณฑิตกุล
  • หนังสือ ธ สถิตเหนือเกล้าชาวนเรศวร
  • หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับพิเศษ
  • http://oknation.nationtv.tv/blog
  • http://www.rdpb.go.th
  • nso.go.th
  • https://web.ku.ac.th
  • Semsikkha.org

รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์ภูมิพล ๔ ธันวาคม วันสิ่งแวดล้อมไทย

0212592

รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์ภูมิพล
๔ ธันวาคม วันสิ่งแวดล้อมไทย…จากพระอัจฉริยภาพเมื่อปี ๒๕๓๒

021259 0212591

       “…ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่มีความสำคัญควบคู่กับการพัฒนา ความเจริญก้าวหน้า ซึ่งเป็นปัญหาร่วมกันของทุกประเทศ กล่าวคือการพัฒนายิ่งรุดหน้า ปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและภาวะมลพิษก็ยิ่งก่อตัว และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่ง ที่กำลังประสบกับปัญหาดังกล่าวอยู่ในขณะนี้…”

      พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ด้วยทรงห่วงใยในปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้ง ดิน น้ำ อากาศ ป่าไม้ ที่นับวันจะเสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ

 จากพระราชดำรัสก่อเกิดวันสิ่งแวดล้อมไทย
     จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า ก่อนที่ประเทศไทยและทั่วโลกจะประสบวิกฤติปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการณ์ไกลและกล่าวเตือนสติให้พวกเราตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมาก่อนล่วงหน้าเป็นเวลาหลายสิบปีและทำให้รัฐบาลกำหนดให้วันที่ ๔ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมไทย ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่พระราชทานแก่บุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๒

     “…ได้ข้อมูลมาเกี่ยวกับเรื่องเรื่องหนึ่งซึ่งเขาเดือดร้อนกันทั่วโลก คือความเดือดร้อนที่ทุกคนจะต้องประสบ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้รู้…เขาบอกว่าเพราะมีสารคาร์บอนไปในอากาศมาก จะทำให้เหมือนเป็นตู้กระจกครอบ แล้วโลกนี้ก็จะร้อนขึ้น…น้ำแข็งจะละลายลงทะเลและรวมทั้งน้ำในทะเลนั้นจะพองขึ้น เพราะสิ่งของที่ร้อนย่อมมีการพองขึ้น ปริมาตรก็มากขึ้น เมื่อน้ำพองขึ้นก็จะทำให้ที่ที่ต่ำเช่นกรุงเทพฯ ถูกน้ำทะเลท่วม…

      …สิ่งที่ทำให้คาร์บอน (ในรูปคาร์บอนไดออกไซด์) ในอากาศเพิ่มมากขึ้น มาจากการเผาเชื้อเพลิงซึ่งอยู่ในดินและจากการเผาไหม้…การเผาเชื้อเพลิง เช่น ถ่าน ถ่านหิน น้ำมัน เชื้อเพลิงอะไร ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้คาร์บอนขึ้นไปในอากาศจำนวน ๕ พันล้านตันต่อปี แล้วก็ยังมีการเผาทำลายป่าอีก ๑.๕ พันล้านตัน รวมแล้วเป็น ๖.๕ พันล้านตัน…ถ้าไม่มีอะไรที่จะทำให้จำนวนของสารนี้ในอากาศลดลง ก็จะทำให้สารนี้เป็นเหมือนตู้กระจกครอบ ทำให้โลกนี้ร้อนขึ้น…”

      หลังจากนั้นวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบให้วันที่ ๔ ธันวาคม ของทุกปีเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย”

      นับเป็นพระพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพโดยแท้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ครั้งเมื่อ ๒๗ ปีมาแล้ว ก่อนที่คนทั่วโลกจะหันมาสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนกันอย่างจริงจัง โครงการพระราชดำริอันหลากหลายที่เกิดขึ้นล้วนเป็นแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในทุก ๆ ด้าน

     ด้วยทรงห่วงใยสิ่งแวดล้อม มีหนึ่งเรื่องราวที่ถูกบันทึกจดจารไว้ให้ลูกหลานได้จดจำและพึงปฏิบัติ

ของมีค่าหายาก

      ปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เมื่อชาวอีสานทราบข่าวดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จฯ เยี่ยมอีสานเป็นเวลายาวนานถึง ๑๙ วัน ระหว่างวันที่ ๒ – ๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๘ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าชาวอีสานจะรู้สึกตื่นเต้นดีใจเพียงใด

     เพราะอีสานเวลานั้นแห้งแล้งเหลือแสน ยังไม่มีอ่างเก็บน้ำชลประทานดังเช่นในปัจจุบัน เส้นทางรถยนต์ในยุคนั้นก็ยังเป็นดินแดง ทุรกันดาร น้ำพระราชหฤทัยที่แสดงออกด้วยการเจาะจงเสด็จฯ เยี่ยมอีสาน  จึงเป็นเสมือนน้ำฝนเย็นฉ่ำที่หยาดลงมาบนผืนดินที่แห้งผาก

     ยังไม่ทันที่พระองค์จะเสด็จฯ มาถึง น้ำพระทัยที่เย็นดุจสายฝนหยดแรกก็หยาดลงมาเสียแล้ว เมื่อมีข่าวว่า กรมทางหลวงเตรียมนำ “น้ำ” มาราดถนนทางเสด็จพระราชดำเนิน เพื่อมิให้ถนนเกิดฝุ่นแดงคลุ้งเมื่อรถพระที่นั่งแล่นผ่าน

     พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชกระแสรับสั่งห้ามว่า ไม่ให้นำน้ำซึ่งเป็นของมีค่าหายากมาราดถนนรับเสด็จ แต่ให้สงวนน้ำไว้ให้ราษฎรใช้อาบกิน

ร่วมกันรักษา พลิกฟื้น “แผ่นดินของเรา”

     การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้แผ่นดินของเรามีความอุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เมือนที่เคยเป็นมาแต่อดีต ดังเช่นบทเพลงแผ่นดินของเรา ซึ่งเป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๓๔ ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. ๒๕๐๒ 

ถึงอยู่แคว้นใด                            ไม่สุขสำราญ

เหมือนอยู่บ้านเรา                        ชื่นฉ่ำค่ำเช้าสุขทวี

ทรัพย์จากผืนดิน                         สินจากนที

มีสิทธิ์เสรี                                   สันติครองเมือง

เรามีป่าไม้อยู่สมบูรณ์                   ไร่นาสดใสใต้ฟ้าเรือง

โบราณสถานส่งนามประเทือง       เกียรติเมืองไทยขจรไปทั่วแดนไกล

รักชาติของเรา                             ไว้เถิดผองไทย

ผืนแผ่นแหลมทอง                      รวมพี่รวมน้องด้วยกัน

รักเกียรติรักวงศ์                           เสริมส่งสัมพันธ์

ทูนเทิดเมืองไทยนั้นให้ยืนยง

ด้วยความซาบซึ้ง จงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ปวงข้าพระพุทธเจ้า สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร

พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
๑ ธันวาคม ๒๕๕๙

 ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ

การโกนศีรษะไว้ทุกข์ ธรรมเนียมราชประเพณีโบราณ

2211591

การโกนศีรษะไว้ทุกข์ ธรรมเนียมราชประเพณีโบราณ
เมื่อเปลี่ยนรัชกาล…ผลัดแผ่นดิน

221159

       นับตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นมา คนไทยต่างพร้อมใจกันน้อมถวายความจงรักภักดีและแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการแต่งกายชุดสีดำ ติดริบบิ้นสีดำ สวมปลอกแขนสีดำ แต่นอกจากนี้แล้ว ทราบหรือไม่ว่า หากเป็นในอดีตนั้น การไว้ทุกข์ยังมีอีกหนึ่งธรรมเนียมปฏิบัตินั่นคือ การโกนศีรษะ

ธรรมเนียมนี้มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา

     การไว้ทุกข์ด้วยการโกนศีรษะนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เชื่อกันว่าสืบทอดมาจากธรรมเนียมของอินเดีย ซึ่งจะโกนศีรษะไว้ทุกข์เมื่อญาติผู้ใหญ่และพระมหากษัตริย์สวรรคต

     ดังข้อความสันนิษฐานตอนหนึ่งในสาส์นสมเด็จ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า

     “…หม่อมฉันได้อ่านเรื่อง ราชประวัติของพระเจ้าอักบาร์มหาราช วงศมุงคล ที่ครองอินเดียเป็นรัชกาลที่ ๒ พบแห่งหนึ่งว่า เมื่อพระชนนีพันปีหลวงสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอัคบาร์ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามก็โกนพระเกศาไว้ทุกข์ตามธรรมเนียมอินเดียด้วยความเคารพ ประเทศไทยเราโกนหัวไว้ทุกข์ หม่อมฉันไม่ทราบว่าได้มาจากไหน พึ่งมาปรากฏแน่ใจว่าได้มาจากอินเดีย”

สืบต่อมาในราชวงศ์จักรี

     การโกนหัวไว้ทุกข์ในแผ่นดินราชวงศ์จักรีนั้นปรากฏแรกเริ่มเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้เสด็จสวรรคต โดยราษฎรทั้งชายและหญิงจะต้องโกนผมเดือนละครั้งจนกว่าจะถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้วเสร็จ ผู้ที่ละเมิดอาจส่งผลให้ต้องอาญาหลวงได้ทีเดียว นอกจากการเสด็จสวรรคตของพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ยังปรากฏพระบรมราชโองการพิเศษในงานพระบรมศพกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เมื่อปีพ.ศ. ๒๓๔๖ ที่ให้ราษฎรต้องโกนหัวไว้ทุกข์ เว้นเสียแต่ผู้ที่ไว้ผมมวย ผมเปีย ผมจุก และองค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น

     ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ “พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” โปรดเกล้าฯ ให้ใช้ธรรมเนียมเดิมในงานพระบรมศพ “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” โดยให้โกนศีรษะเฉพาะพระบรมวงศ์ศานุวงศ์ ลำดับขั้นพระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าหลานเธอ ข้าทูลละอองธุลีพระบาทไปจนถึงข้ารับใช้ทั้งชายหญิง ในสังกัดกรมพระราชวังบวรเท่านั้น ส่วนราษฎรทั่วไปให้งดเว้น

การเปลี่ยนแปลง ยกเลิกการโกนศีรษะไว้ทุกข์

     ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาบที่ ๔ ทรงประกาศว่า ราษฎรไม่ต้องโกนศีรษะเพื่อไว้ทุกข์ให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาประเพณีนี้ได้ถูกยกเลิกอย่างถาวร ในสมัยรัชกาลที่ ๖

            ดังความตอนหนึ่งจากประกาศในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓

     เมื่อแผ่นดินราชจักรีวงศ์ได้ล่วงมาถึงในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น สยามประเทศได้ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงประเพณีและธรรมเนียมในราชสำนักครั้งใหญ่ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสของอารยประเทศที่ถาโถมเข้ามา เป็นต้นว่า เครื่องแต่งกาย กิริยามารยาท รูปลักษณ์บ้านเมือง รวมไปถึงพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ ด้วย  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เล็งเห็นว่าประเพณีการโกนหัวไว้ทุกข์นี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับราษฎรจากธรรมเนียมนี้แล้ว ยังถือเป็นเครื่องล้าสมัยและถ่วงความเจริญของบ้านเมืองที่กำลังรุดไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง จึงได้มีพระราชดำรัสให้ยกเลิกธรรมเนียมนี้เสียดังประกาศในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังมีใจความว่า

     “อนึ่ง ตามโบราณราชประเพณีในเวลาเมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทั้งหลายต้องโกนผมแทนการไว้ทุกข์ทั่วทั้งราชอาณาจักร แต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว – ผู้เขียน) ได้ทรงมีพระราชดำรัสรับสั่งไว้ว่า การไว้ทุกข์เช่นที่กล่าวมาแล้วนั้น ย่อมเป็นเครื่องเดือดร้อนอยู่เป็นอันมาก ให้ยกเลิกเสียทีเดียว”

     ดังนั้นนับแต่วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ เป็นต้นมา ประเพณีการโกนหัวไว้ทุกข์จึงคงเหลือแต่เพียงความทรงจำ คงเหลือไว้แต่เพียงการแต่งกายไว้ทุกข์ที่ยังคงมีมาจนถึงทุกวันนี้

เกร็ดการแต่งกายไว้อาลัยจากอดีตถึงปัจจุบัน

     ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไว้ในพระนิพนธ์ที่ชื่อ ‘สีไว้ทุกข์ในสมัย ร.5’ ว่า แต่เดิม ‘สี’ ของเครื่องแต่งกาย ที่ใช้สำหรับไว้ทุกข์มี 3 สี 1) สีดำ 2) สีขาว และ 3) สีม่วงแก่หรือน้ำเงินแก่

‘สีดำ’ ใช้สำหรับผู้ใหญ่ หรือผู้ที่มีอายุแก่กว่าผู้ตาย

‘สีขาว’ ใช้สำหรับผู้เยาว์ หรือผู้ที่มีอายุอ่อนกว่าผู้ตาย

‘สีม่วงแก่’ หรือ ‘สีน้ำเงินแก่’ ใช้สำหรับผู้ที่ไม่ได้ญาติกับผู้ตายแต่อย่างใด

      อย่างไรก็ตาม ในบางโอกาสหากผู้ตายมีความสำคัญทางจิตใจมาก แม้ผู้ไว้ทุกข์จะมีฐานันดรศักดิ์ หรืออายุมากกว่าผู้ตาย ก็อาจไว้ทุกข์ด้วยการสวมชุดขาวได้บ้างเป็นกรณีพิเศษ

     จนถึงปัจจุบันธรรมเนียมไว้ทุกข์ในงานพระบรมศพพระมหากษัตริย์ของสยามประเทศไทย ด้วยการแต่งกายด้วยชุดขาวและการโกนผม ได้เปลี่ยนแปลงเป็นการแต่งกายด้วยชุดดำ พร้อมทั้งยกเลิกการโกนผมไปตามเงื่อนไขของแต่ละยุคสมัย

     อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะแต่งกายด้วยสีขาว สีดำ สีเทา สีน้ำเงิน สีม่วงแก่ หรือสีในโทนใกล้เคียงกัน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การโกนศีรษะ หรือร่วมแรงร่วมใจ แสดงพลังแห่งความจงรักภักดี ความอาลัย ผ่านความดีในรูปแบบใด เชื่อว่าหัวใจของคนไทยหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันและจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

 

พรปวีณ์  ทองด้วง
นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน
มหาวิทยาลัยนเรศวร รวบรวมและเรียบเรียง วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

จาก

  • นิตยสารคู่สร้างคู่สม ฉบับที่ ๙๖๖ ประจำวันที่ ๒๐ – ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙
  • http://lofficielthailand.com
  • https://www.silpa-mag.com
  • http://www.prachachat.net

มหัศจรรย์แห่ง “การให้” บนคราบน้ำตา…ความโศกเศร้า สูญสิ้น ที่เพรียกหา “น้ำใจ”

page1711592

มหัศจรรย์แห่ง “การให้” บนคราบน้ำตา…ความโศกเศร้า สูญสิ้น ที่เพรียกหา “น้ำใจ”

page1711591

     เช้าวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ความทรงจำเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว ปรากฏบนเฟซบุ๊กของตัวเอง

ให้เพราะอยากให้ ไม่ใช่ให้เพราะอยากได้
      …ครั้งหนึ่งนำของฝากไปให้น้อง ๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็ทำอยู่บ่อย ๆ อยู่ดีดีมีคนทักว่า พี่ให้เค้าแล้วเค้าเคยให้พี่บ้างหรือเปล่า เราชะงัก ไม่ใช่เห็นด้วยกับคำพูดนี้ แต่ชั่งใจตัวเองว่า เราให้เค้าเพราะต้องการที่จะได้หรือเปล่า ก็ได้ข้อสรุปว่า ไม่ ปกติเวลาซื้อของฝากใคร ปัจจัยสำคัญคือทุนทรัพย์ และอย่างที่ ๒ คือ อยากซื้อให้

      เดี๋ยวนี้คนเราให้เพราะต้องการได้รับกลับคืน เคยฟังเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่พายายข้ามถนน เพราะบังเอิญมองเห็นครูกำลังเดินมา ทำให้เด็กได้รับคำชม และยังได้คะแนนความประพฤติอีก…เราพาคนแก่หรือผู้ด้อยโอกาสข้ามถนนเพราะกลัวเค้าถูกรถชนไม่ใช่หรือ เรานำกระเป๋าสตางค์ไปคืนเจ้าของเพราะกลัวเค้าจะลำบากและเดือดร้อนใจ ใช่หรือไม่…

     ที่ผ่านมาคนไทยเราเริ่มคุ้นชินกับสังคมแห่งการหมางเมิน ตัวใครตัวมัน ใครดีใครได้ ไปจนถึงแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น และที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ คนไทยแตกความสามัคคี มีความร้าวฉาน โกรธแค้น ถึงขั้นทำร้ายกันเอง

      วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๕.๕๒ น. คือกาลสำคัญ อันเป็นจุดเปลี่ยนของคนไทยและประเทศชาติ ประชาชนคนไทยมีความรู้สึกเดียวกัน คือ โศกเศร้า อาดูร สุดวิปโยค อาลัย ต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสู่สวรรคาลัย ทว่า…ท่ามกลางความความจริงอันแสดโหดร้ายนี้ ได้ก่อเกิดความงดงามขึ้นในสังคมไทย

     คนไทยเริ่มหันหน้าเข้าหากัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การให้ การแบ่งปันทะลัก หลั่งไหล ชโลมทั่วผืนแผ่นดินไทย ด้วยพระองค์คือศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ทุกคนต่างเต็มใจทำความดีเพื่อในหลวง และเดินตามรอยพระยุคลบาทผู้ทรงให้ปวงชนชาวไทยเสมอมา

     “พระองค์ทรงทำเพื่อคนไทยตลอดเวลา เรามีความสุข จนกระทั่งบางครั้งเราลืมพระองค์ไปด้วยซ้ำ ต่อไปนี้จะขอตั้งมั่นทำความดี และจะสามัคคีกัน จะไม่ทะเลาะกัน” หนึ่งคำสัมภาษณ์พร้อมน้ำตาปนเสียงสะอื้นของผู้ที่มาเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ เรียกน้ำตาของฉันให้ซึมเอ่อตามไปด้วย

     เหล่านี้ทำให้ฉันมั่นใจว่าเนื้อแท้ของคนไทยนั้นคือความโอบอ้อมอารี มีน้ำใจ รู้จักให้ แบ่งปัน ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ ก่อนหน้านี้อาจจะบรรเทาเบาบางเจือจางไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่แก่นของมันยังคงอยู่ มิได้เลือนหายไป และพร้อมจะปรากฏให้เห็นได้ตลอดเวลา

……………………………………………..

page171159

     การให้นับเป็นหนึ่งในหลักธรรมหรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แม้ว่าจะผ่านมากว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว แต่ทุกหลักธรรมยังคงมีความร่วมสมัย สามารถปรับประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี ดังเช่น สังคหวัตถุ ๔ หลักธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของกันและกัน เป็นเหตุให้ตนเองและหมู่คณะก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ประกอบด้วย

  • ทาน ให้ปันสิ่งของแก่คนที่ควรให้
  • ปิยวาจา เจรจาด้วยถ้อยคำอันไพเราะอ่อนหวาน
  • อัตถจริยา ประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์
  • สมานัตตตา วางตนให้เหมาะสมกับฐานะของตน

……………………………………………..

นิทานเรื่อง การให้คือต้นทางแห่งความสุข
      รถโดยสารกำลังวิ่งข้ามภูเขาไปยังอีกตำบลหนึ่ง วิวทิวทัศน์สวยงามน่าประทับใจยิ่ง ชายหญิงคู่หนึ่งจึงเปลี่ยนใจไม่เข้าตำบลที่เป็นจุดหมายปลายทาง ขอลงจากรถเพื่อไปชมวิวข้างทาง แล้วคิดว่าจะเดินไปยังตำบลที่เป็นจุดหมายปลายทางเอง คนขับก็จอดให้ชายหญิงคู่นี้ลงตามคำขอ และขับรถต่อไป เพียง ๒ นาทีหลังจากนั้น ชายหญิงคู่นี้ก็ได้ยินเสียงก้อนหินใหญ่กำลังตกลงมาจากหน้าผา และตกลงไปทับรถโดยสารเสียงดังสนั่น ชายหญิงรีบวิ่งไปดูที่เกิดเหคุ ทุกคนเสียชีวิตหมด

            หากคุณเป็นชายหญิงคู่นี้ คุณคิดอย่างไร

            “เราโชคดีจังที่รอด!

            ไม่ใช่! ชายหญิงคู่นี้คิดว่า “เราไม่น่าลงจากรถคันนี้เลย ถ้าเราไม่ลง รถก็คงไม่จอด และคงไม่มีใครเสียชีวิต”

……………………………………………..

            จะมีใครสักกี่คนที่คิดได้เช่นนี้

            ศาสตราจารย์เอลิซาเบต ดันน์ และคณะ ทำการทดสอบทฤษฏีที่ว่า ความสุขของคนเราขึ้นอยู่กับการให้หรือการรับ โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง ๖๓๐ คน ผลการศึกษาพบว่า คนที่ (รู้จัก) ให้มีความสุขมากกว่าคนที่ไม่ (รู้จัก) ให้ เพราะการให้ทำให้ผู้ให้มองตัวเองในแง่ดีมากขึ้น และการให้ทำให้ผู้รับหรือสังคมมองผู้ให้ในแง่ดีมากขึ้น

            (ข้อมูลจากหนังสือถอดรหัสความคิดเพื่อชีวิตที่มีคุณค่า โดย รศ.ดร.ชัยณรงค์ วงศ์ธีรทรัพย์)

………………………………………………

                        ให้ท่านท่านจะให้            ตอบสนอง

            นบท่านท่านจะปอง                     น้อมไหว้

            รักท่านท่านควรครอง                   ความรักเรานา

            สามสิ่งนี้เว้นไว้                            แด่ผู้ทรชน

                                                                                    โคลงโลกนิติ

……………………………………………….

            การให้จึงนับเป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิตก็ว่าได้ ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “…คนเราจะอยู่สุขสบายแต่คนเดียวไม่ได้ ถ้าคนที่อยู่ล้อมรอบมีความทุกข์ยาก ควรต้องแบ่งเบาความทุกข์ยากของเขาบ้าง ตามกำลังและความสามารถเท่าที่จะทำได้”

            การให้จึงมีคุณค่าและพลังอันยิ่งใหญ่เสมอ

            ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

 

พรปวีณ์  ทองด้วง

นักประชาสัมพันธ์ สถานอารยธรรมศึกษา โขง-สาละวิน

มหาวิทยาลัยนเรศวร

๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

ขอบคุณ: รูปภาพจากเว็บไซต์