กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร อาคารวิสุทธิกษัตริย์ ชั้น 3 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000

055-961208 , 055-961204 , 055-961148 mekong_salween@nu.ac.th

นานาอารย

ตำนานพระแก้วมรกต กรุงกัมพูชา

0803609

ตำนานพระแก้วมรกต กรุงกัมพูชา

0803608

     พงศาวดารกรุงกัมพูชา เล่าถึงตอนที่พระแก้วมรกตอยู่ในนครอินทรปัตนครได้ถูกต้องกว่าฉบับอื่น ๆ ว่าพระแก้วมรกตเข้ามาในรัชกาลของพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ จนถึงรัชกาลที่ 6 พระทะเมิญชัย จึงได้โปรดให้นำพระไตรปิฏกที่ติดมากับเรือสำเภาพระแก้วมรกต ส่งคืนไปให้พระเจ้าอนุรุธ แต่องค์พระแก้วมรกตไม่ยอมคืนให้

     ตามตำนานพระแก้วมรกต เขียนไว้ว่าเมื่อพระเจ้าอนุรุธไม่ได้พระแก้วมรกต ก็ได้ติดตามปลอมเป็นราษฎรไปสืบเรื่องพระแก้วมรกต เมื่อรู้ว่าพระแก้วมรกตตกไปอยู่ในเมืองอินทรปัตนคร พระองค์ก็ไม่กล้าตามไปแย่งเอามา เพราะเมืองอันทรปัตตอนนั้นมีพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์กษัตริย์ผู้เรืองอำนาจมีพระเดชานุภาพมาก

0803607

     ต่อมาเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ปกครองตั้งแต่ พ.ศ. 1453-1471 อีก 6 พระองค์ จนประมาณ พ.ศ. 1471 พวกเจ้านายเขมรได้มาแย่งชิงเมืองได้ (พงศาวดารกัมพูชาว่าเป็นราชวงศ์ใหม่ตั้งนครหลวงที่โคห์แกร์ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ) มีการกวาดล้างพวกเจ้านายขอม จนบางพวกต้องหนีไปพึ่งพวกไศเลนทร์วงศ์ที่เมืองละโว้

     ในรัชกาลพระเสนก โอรสของพระเสนกเลี้ยงแมลงวันเขียวถูกแมงมุมเสือของบุตรปุโรหิตเขมรที่เลี้ยงไว้กินแมลงวันเขียวของพระโอรส พระเสนกให้ทหารไปจับบุตรของปุโรหิตไปถ่วงน้ำ เพราะเหตุว่าพระเสนกไม่ทรงธรรม พวกเขมรจึงชวนกันก่อการกบฏปราบขอม พระเถระต้องพาพระแก้วมรกตหนีไปอยู่ที่ปราสาทตาแก้ว ซึ่งมีพวกไศเลนทร์อยู่

     ข่าวการเกิดจลาจลในนครอินทรปัตทราบไปถึง พระเจ้าอาทิตย์ราช ซึ่งครองราชย์สมบัติในกรุงอโยธยาปุระในลุ่มน้ำเจ้าพระยา พระอาทิตย์ราชเป็นห่วงพระแก้วมรกต เกรงพวกเขมรที่นับถือพระศิวะจะทำลายเสีย แล้วตั้งศิวลึงค์แทน จึงรีบยกทัพพร้อมด้วยจัตุรงคเสนา ทะแกล้วทหารเป็นอันมากไปเอาพระแก้วมรกตมาไว้ตั้งแต่รัชกาลพระเสนก พ.ศ.1545 แล้วกวาดต้อนผู้คนที่รักษาพระแก้วมรกตเป็นอันมาก แล้วเสด็จกลับมายังกรุงอโยชฌ ปุระที่หนองโสน

      การจำลองพระแก้วมรกต ไปประดิษฐาน ณ วัดพระแก้ว เมืองพนมเปญ เล่ากันว่า สมเด็จพระนโรดม(พระองค์ราชาวดี) มาทรงอุปสมบทที่วัดพระศรีรันตศาสดาราม เมื่อปี 2410 เมื่อทรงลาสิกขา ก็ทรงให้ช่างที่ประเทศฝรั่งเศส สร้างพระพุทธรูปแก้วสีเขียวเข้ม 1 องค์ แล้วอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่ วัดพระแก้วหรือวัดเจดีย์เงิน ในในพระอุโบสถวัดพระแก้วกรุงกัมพูชานั้นพื้นปูลาดด้วยแผ่นเงินบริสุทธิ์มากกว่า 5,000 แผ่น แต่ละแผ่นมีน้ำหนักถึง 2 กิโลกรัมน้ำหนักรวมทั้งเกือบ 6,000 กิโลกรัม อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องซึ่งทำจากทองคำหลายองค์ องค์ที่ใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักรวมถึง 90 กิโลกรัม ประดับเพชรมากว่าหมื่นเม็ด เม็ดใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักถึง 42 กรัต และเป็นที่เก็บเครื่องราชูปโภคต่างๆมากมายที่ทำจากทองคำ ในพระบรมหาราชวังหลวง กรุงพนมเปญ

ขอบคุณที่มา : https://goo.gl/g3pR2g

ข้ามโขงนมัสการพระธาตุอิงฮัง พระธาตุคู่แฝดของพระธาตุพนม ที่ประเทศลาว

0203602

ข้ามโขงนมัสการพระธาตุอิงฮัง พระธาตุคู่แฝดของพระธาตุพนม ที่ประเทศลาว

 0203601

     ลาว เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมทางศาสนา รวมถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาก็มีจำนวนมากเช่นเดียวกัน ก็ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาถึงบ้านเรา ก็ทำให้นักแสวงบุญที่เดินทางไปนมัสการก็เยอะมากขึ้นทุกปีเหมือน ถ้าพูดถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีผู้คนเดินทางมาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อมานมัสการ ขอพร และกลายเป็นสถานที่สำคัญของลาวและเป็นที่ยอดฮิตของนักแสวงบุญชาวไทย จึงขอแนะนำอีกหนึ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาดได้แก่

     “พระธาตุอิงฮัง” ถ้าพูดถึงพระธาตุแห่งนี้ หลายคนน่าจะรู้จักกันดีและไม่แน่ว่าอาจจะเดินทางไปเยือนกันมาแล้วก็ได้ วันนี้เราจะนำเสนอความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ ที่เป็นที่กล่าวขานกันจนนักแสวงบุญคนไทยต้องเดินทางมา ด้วยระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เดินทางจากตัวเมืองสะหวันนะเขตไปทางทิศเหนือ เป็นที่ตั้งของพระธาตุอิงฮังพระธาตุเก่าแก่ที่คนลาวนับถือกันมาก ด้านบนพระธาตุเป็นทองคำแท้ๆ หนักเกือบครึ่งกิโลกรัม และยังเป็นที่เล่าลือกันว่าพระธาตุอิงฮังแห่งนี้เป็นพระธาตุคู่แฝดของพระธาตุพนม ของไทยเราอีกด้วย

     พระธาตุอิงฮัง หรือ ธาตุอิงฮัง ตามประวัติ การสร้างธาตุอิงฮัง สร้างในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูร ประมาณ พ.ศ.400 ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม สูง 25 เมตร คำว่า “อิงฮัง”มาจากคำว่า “พิงรัง”หรือพิงต้นรังนั่นเอง ด้วยเป็นพระธาตุคู่แฝดของพระธาตุพนมแล้วเมื่อค้นประวัติของพระธาตุพนมพบว่า มีส่วนสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ตามตำนานพระธาตุพนมในอุรังคนิทานกล่าวว่า “สมัยหนึ่งในปัจฉิมโพธิกาล พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระอานนท์ได้เสด็จมาที่ พระบาทเวินปลา ซึ่งอยู่เหนือเมืองนครพนมปัจจุบัน ได้ทรงพยากรณ์เมือง รุกขนคร(นครพนม)และได้ประทับพักแรมที่ภูกำพร้า หนึ่งคืน รุ่งขึ้นเสด็จข้ามแม่น้ำโขงไปบิณฑบาตที่เมืองศรีโคตรบูร พักอยู่ที่ร่มต้นรังต้นหนึ่ง แล้วกลับมาทำภัทกิจ(ฉันอาหาร)ที่ภูกำพร้าโดยทางอากาศ”

020360

     ภูกำพร้าที่กล่าวถึงปัจจุบันก็คือที่ตั้งของพระธาตุพนม ตรงตำแหน่งที่ต้นรังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเสด็จพักรับบาตรที่เมืองศรีโคตรบูรนั้น ต่อมาได้มีการสร้างเป็นธาตุกู่ในสมัยพระเจ้าสุมิตราช ภายหลังได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนกระดูกสันหลังมาประดิษฐานไว้ในกู่ธาตุหรือพระธาตุอิงฮังนั้นเอง

     การมานมัสการพระธาตุนั้น คนลาวนุ่งซิ่นไปไหว้พระธาตุกัน มีบทสวดมนต์เป็นภาษาลาวสำหรับไหว้พระธาตุ ส่วนคนที่จะเดินทางมาก็ต้องนุ่งซิ่นด้วยเหมือนกัน ถึงจะเข้าไปไหว้พระธาตุได้ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับกับเรื่องการนุ่งผ้าถุง เพราะที่นี่เขาได้จัดเตรียมไว้ให้ สุภาพสตรีที่นุ่งกางเกงเอวต่ำเอวสูงไม่มีสิทธิเข้าไปกราบนอกจากจะซื้อบัตรผ่านแล้วไปเอาผ้าถุงมาใส่ทับกางเกงเข้าไป ซึ่งเขามีบริการสุภาพสตรี ค่าบัตรผ่านก็ราคา 5,200 กีบ คิดเป็นเงินไทยก็ 20 บาท

     ผู้ที่จะไปกราบพระธาตุจะต้องซื้อ เครื่องบูชา เหมือนบายศรี จะมีชาวบ้านทำมาวางขายข้างทางริมถนนก่อนถึงพระธาตุ ที่บริเวณวัดจะไม่มีเครื่องบูชานี้ขาย จะมีแต่ธูปเทียนเท่านั้น ไฮไลท์ของการมาเยือนที่นี้ ก็คงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการมากราบขอพร และก็มีหลายท่านที่เดินทางมาเพื่อบนขอพรกับพระธาตุ เมื่อได้สมดังตั้งใจแล้วก็จะกลับมาอีกครั้งเพื่อแก้บนโดยเฉพาะพ่อค้าแม่ขาย ที่นี่จึงถือเป็นสถานที่ยอดฮิตไปแล้ว

ขอบคุณที่มา : https://goo.gl/7bDUva , https://goo.gl/AJsvk2 , https://goo.gl/vj2pYB , https://goo.gl/BMJl9u , https://goo.gl/lqxxCC , https://goo.gl/cBC3ER

เม้าท์โปปา ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งพุกาม ที่สถิตของนัต 37 ตน ที่ประเทศเมียนมาร์

01036012

เม้าท์โปปา ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งพุกาม ที่สถิตของนัต 37 ตน

01036010

      เมาท์โปปา (Mount Popa) หรือ ภูเขาโปปา อดีตปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 1,518 เมตร อยู่ห่างจากเมืองพุกามราว 50 กิโลเมตร ชาวพม่าเชื่อกันมาตั้งแต่อดีตว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นที่สิงสถิตของเทวดาและนัตทั้งหลายรวม 37 ตน มีการกล่าวถึงในบันทึกประวัติศาสตร์พม่าตั้งแต่ในยุคของการเลือกตำแหน่งสร้างอาณาจักรพุกามว่าภูเขาโปปาเป็นเสมือนเขาพระสุเมรุศูนย์กลางแห่งจักรวาล

     บริเวณทางขึ้นภูเขามีศาลนัตให้ผู้คนกราบไหว้และขอพรครบทั้ง 37 องค์ ส่วนด้านบนต้องเดินขึ้นบันไดกว่า 700 ขั้น โดยเป็นที่ตั้งของ วัดตวงคาลัต และมี องค์อินทร์ หรือ ตะจาเมง ซึ่งเป็น “เจ้าแห่งนัตทั้งปวง”  ตั้งอยู่ด้วย รวมถึงที่พักของ พ่อครูโป๊ะมินค่อง พ่อครูที่มีชื่อเสียงเรื่องโหราศาสตร์พม่า

     นัตองค์สำคัญที่ภูเขาโปปา พระนางโปปาแมด่อ เป็นนัตเจ้าแม่ดูแลพื้นที่เขาโปปาแห่งพุกาม คนมักจะมาขอให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ความสำเร็จและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน โดย มีตำนานว่า ภูเขาแห่งนี้เป็นครอบครัวนัตวงศ์มิงมหาคีรี ตามเรื่องเล่าคือพระนางแมด่อ ผู้บำเพ็ญเพียรและทำบุณคุณงามความดี และสร้างสถานที่บำเพ็ญเพียร ณ พื้นที่ภูเขาโปปา จนกระทั่งเป็นผู้ได้พรพิเศษ ขอสิ่งใดสัมฤทธิ์ผล และเมื่อแต่งงานกับเจ้าชายจนมีลูกก็ประกอบคุณงามความดีจนกระทั่งตายไปกลายเป็น นัตที่ผู้คนยังคงนับถือกราบไหว้

01036011

      นัตชเวพีญเลย์ และ ชเวพีญจี ลูกชายของพระนางทั้ง 2 ที่เรียกว่า หมอเงินหมอทอง  ผู้คนมักมาขอพรเรื่องคดีความให้มีชัยชนะและสำเร็จ

     นัตปะคันอูมีงจ่อ (โกจี่จ่อ) เป็นนัตที่ชอบความบันเทิงสนุกสนาน กินเหล้าเมายา ชอบพนันไก่ ขวัญใจนักเสี่ยงโชค ขอพรเรื่องโชคลาภ ธุรกิจการค้า หรือธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม หรือร้านเหล้า เมื่อขอพรสมปรารถนาแล้วจะนำเหล้ามาถวายเป็นการแก้บน

     นัตตุระตะติ (พระแม่สุรัสวดี) ขอพรด้านการศึกษา การเรียน

นำข้อมูลมาเผยแพร่ให้สำหรับผู้สนใจความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมประเทศเมียนมาร์
ขอบคุณที่มา : http://www.kravel-on.com/mountpopa/

การเล่นประทัดดินการละเล่นพื้นเมือง จังหวัดหายเยือง ประเทศเวียดนาม

0103609

การเล่นประทัดดินการละเล่นพื้นเมือง จังหวัดหายเยือง ประเทศเวียดนาม

0103608

     การเล่นประทัดดินเป็นการละเล่นพื้นเมืองที่ปรากฎในจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือมานานแล้วรวมทั้งในท้องถิ่นหลายแห่งของจังหวัดหายเยือง โดยเมื่อวสันต์ตรุษเต๊ตเวียนมา ได้มีการจัดการประกวดประทัดดินอย่างคึกคักซึ่งสามารถดึงดูดผู้ชมทุกเพศทุกวัยเป็นจำนวนมาก

     ในช่วงต้นปีใหม่ บรรยากาศที่ต.มิงดึ๊กและต.กวางขาย อ.ตื้อกี่ ต.อานดึ๊ก นิงห์หว่า เตินเฮือง อ.นิงห์ยาง เป็นต้นต่างมีความคึกคักรื่นเริงกันมากเพราะเสียงประทัดกระทบพื้นดังเป็นจังหวะตั้งแต่ช่วงหน้าจนถึงท้ายหมู่บ้าน โดยชาวบ้านที่ไปทำงานหรือพำนักในที่อื่นต่างก็กลับมาเพื่อร่วมงานประกวดประทัดดินที่จัดขึ้นทุกปีในบ้านเกิด “งานประกวดประทัดดินมีขึ้นตั้งแต่เดือนอ้ายจนถึงเดือน3จันทรคติทั้งในขอบเขตต.และอ. มีการจัดงานเล่นประทัดดินทุกวันตามกลุ่มและแข่งขันกันระหว่างหมู่บ้านตำบลต่างๆ ซึ่งได้ช่วยสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานให้แก่ปีใหม่ ช่วยส่งเสริมให้กำลังใจชาวบ้านให้ก้าวเข้าสู่ปีการผลิตใหม่ด้วยความชื่นมื่น”

    เรื่องเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านได้บอกว่า การเล่นประทัดดินมีขึ้นตั้งแต่สมัยสองวีรกษัตรีตระกูลตรึง โดยชาวบ้านได้ใช้ประทัดดินเพื่อล่อศัตรูและใช้เป็นของเล่นที่มีเสียงดังเพื่อไล่สิ่งที่ไม่ดีในงานเทศกาลต่างๆ แถมยังมีความหมายช่วยให้เยาวชนฝึกความอดทนและเพิ่มความแข็งแรง นายเหงวียนวันจิ๊น ชาวต.นิงห์หว่า อ.นิงห์ยางเผยว่า “ผมเล่นประทัดดินตั้งแต่อายุ15ปี ซึ่งผู้เล่นต้องผ่านการคัดเลือกและได้รับการฝึกอบรมเพื่อที่จะสามารถลงเล่นและแข่งได้ นอกจากนั้นต้องเป็นคนที่มีความสามารถทางเทคนิกและมีความแข็งแรง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการละเล่นพื้นเมืองที่สนุกมาก”

     การทำประทัดดินก็ต้องผ่านหลายขั้นตอนแต่ที่ถือว่ายากที่สุดคือการเลือกดินเหนียว ซึ่งต้องเป็นดินเหนียวที่สะอาด ใช้เคียวหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วปั้นดินจนได้ดินที่เหนียวนุ่มไม่ติดมือ หลังจากนำดินนั้นมาปั้นเป็นประทัดแล้วการปล่อยประทัดก็เป็นส่วนสำคัญเพราะต้องใช้เทคนิก โดยเฉพาะในการแข่งขันจะต้องทำให้ประทัดมีเสียงดังที่สุดและเมื่อแตกลงที่พื้นต้องมีขนาดกว้างที่สุดถึงจะชนะ นายเหงวียนซวนเจื่อง อายุ40ปี สมาชิกทีมประทัดดินต.กว๋างหงาย อ.ตื้อกี่เผยว่า เมื่อเตรียมปล่อยประทัด ผู้เล่นต้องยืนกางขาให้กว้างเท่าไหล่ ถ่ายน้ำหนักลงที่หัวเข่าทั้งสองข้าง ใช้แรงมือเพื่อหมุนประทัดก่อนปล่อยลงพื้น“ส่วนที่ยากที่สุดคือเทคนิกในการเล่นประทัด ซึ่งประทัดจะแตกดังเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับคนเล่น ต้องมีความสมดุลและเลือกจังหวะให้เหมาะสมเพื่อให้ประทัดกระทบพื้นได้สวย แตกยาวและเสียงดัง ดินที่ใช้ทำประทัดนั้นเราสามารถเก็บใช้ต่อได้ถึง10ปี ไม่เล่นก็ใส่ในถูงพลาสติดเก็บไว้ในที่เย็น”

     แม้รางวัลของผู้ชนะการประกวดประทัดดินนั้นเป็นแค่ธงที่ระลึกและเงินไม่กี่ร้อยบาทแต่ก็ดึงดูดผู้เข้าร่วมแข่งขันและผู้ชมเป็นจำนวนมาก ซึ่งสำหรับชาวท้องถิ่นนี่ไม่เพียงแต่เป็นประเพณีและเป็นกิจกรรมรื่นเริงเท่านั้นหากยังสะท้อนจิตใจแห่งความสามัคคีในชุมชนอีกด้วย ดังนั้นแม้ชีวิตจะมีการพัฒนาไปถึงไหนแต่การละเล่นพื้นบ้านนี้ก็ยังคงได้รับการรักษาปฏิบัติต่อไป นาย โด๋แหมงทั้ง รองประธานคณะกรรมการประชาชนต.นิงห์หว่า อ.นิงห์ยาง เผยว่า“เราจัดงานแข่งประทัดในระดับต.ทุกปีและได้รับการขานรับจากประชาชนทุกหมู่เหล่าแม้กระทั่งผู้สูงอายุ สตรีและเด็ก นอกจากนั้นเพื่ออนุรักษ์ประเพณีนี้เรายังทำการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับความหมายของกิจกรรมและส่งเสริมการจัดการประกวดเพื่อสร้างแรงจูงใจในหมู่ประชาชน”

     นอกจากการธำรงการแข่งประทัดในระดับต. อ.และท้องถิ่นต่างๆแล้วทางการจังหวัดหายเยืองยังเปิดงานมหกรรมประทัดดินในกรอบเทศกาลวสันต์ฤดูโกนเซินเกี๊ยบบาก มีการขยายทั้งขอบเขตและจำนวนผู้เล่นเพื่อดึงดูดความสนใจของประชาชนและนักท่องเที่ยวพร้อมทั้งยังเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์จิตใจแห่งวัฒนธรรมของชาวจังหวัดหายเยืองในการอนุรักษ์และส่งเสริมพัฒนาคุณค่าวัฒนธรรมพื้นเมืองในท้องถิ่นอีกด้วย.

ขอบคุณที่มา : https://goo.gl/eeXv4s

วัฒนธรรมอาหารการกินของชนเผ่าไต ประเทศจีน

0103607

วัฒนธรรมอาหารการกินของชนเผ่าไต ประเทศจีน

0103605
0103606

      จังหวัดเต๋อหงมณฑลยูนนานมีอากาศแถบใกล้โซนร้อน อากาศที่ร้อนจัดทำให้ชนเผ่าไตในท้องถิ่นมีความนิยมกินอาหารที่มีรสเปรี้ยวเผ็ด ชาวไตใช้สารพัดวิธีในการปรุงอาหารทั้งยำ ย่าง อบ ตุ๋น ต้ม ทอด และผัด ทำอาหารที่มีรสเป็นเอกลักษณ์ประจำชนเผ่าที่เอร็ดอร่อย ปลาย่างตะไคร้ ซี่โครงหมูอบตะไคร้ ต้มไก่หน่อไม้ดอง ต้มปลาหน่อไม้ดอง ข้าวผัดสับปะรด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกับข้าวที่เป็นตัวแทนของชนเผ่าไต นอกจากนี้ อาหารที่ต้องกล่าวถึงก็คือ “ข้าวเปิบด้วยมือ”ชนเผ่าไต คือการปูใบตองที่สะอาดบนโต๊ะ วางผลไม้ไว้ตรงกลาง รอบๆ ผลไม้เป็นข้าวผัด แล้วใส่ข้าวสุกที่ปั้นเป็นก้อนและไข่เค็มไว้ข้างบน จากนั้นจัดผักดิบหลายๆ อย่างวางโดยรอบ การกิน”ข้าวเปิบด้วยมือ”ไม่ใช้ตะเกียบไม่ต้องมีชาม ใช้เพียงมือ ปัจจุบันผู้กินอาหารนี้จะใส่ถุงมือครั้งเดียวแทนการเปิบด้วยมือเปล่า

ขอบคุณที่มา : http://thai.cri.cn/247/2016/10/24/121s247239.htm

ผมจุก ผมเปีย และการโกนจุก ในประเทศไทย

2702602

ผมจุก ผมเปีย และการโกนจุก

270260

     สมัยก่อน เด็กไทยชายหญิงจะมีทรงผมที่นิยมไว้คล้ายๆ กัน เช่น ผมจุก ผมเปีย ผมแกละ หรือผมโก๊ะ แต่ปัจจุบันทรงผมเหล่านี้เริ่มหายไปจากสังคมไทยแล้ว จะพอหาได้ตามต่างจังหวัดเท่านั้น ทรงผมของเด็กไทยโบราณนี้เกิดขึ้นจากความเชื่อของคนในสมัยก่อนที่ว่า เด็กที่เจ็บออดๆ แอดๆ หรือเลี้ยงยาก ถ้าไว้ผมจุก ผมเปียจะหายเจ็บไข้ได้ป่วย กลับมาแข็งแรง เลี้ยงง่าย

     สาเหตุที่เด็กไทยสมัยก่อนต้องไว้ผมจุก ผมเปียของเด็กสมัยก่อนนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องของความเชื่อแล้ว เชื่อกันว่าเด็กที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บไข้กระเซาะกระแซะบ่อยๆ ให้ไว้ผมจุก หรือผมเปียแล้วจะหายจากอาการป่วยนั้นได้ และเมื่ออายุครบก็จะต้องโกนจุกหรือเปียนั้นทิ้ง หลังจากนั้นเด็กคนนั้นก็จะอยู่เย็นเป็นสุข

     แต่ถ้าพิจารณากันตามหลักเหตผลแล้วจะพบว่า ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน การให้เด็กไว้ผมยาวจะทำให้เด็กเกิดความรำคาญ ดูแลรักษายาก แต่จะให้โกนผมออกทั้งหมดก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากกลางกระหม่อมหรือกลางกะโหลกศีรษะเด็กซึ่งจะเรียกกันว่า ขวัญ ยังบอบบางเป็นเพียงเนื้ออ่อนๆ เท่านั้น จำเป็นต้องมีสิ่งปกปิดป้องกันอันตราย หากมีการโกนผมในส่วนนั้นออกอาจจะเป็นอันตรายกับกะโหลก สมองของเด็กได้ จึงโกนเฉพาะส่วนอื่นๆ แล้วปล่อยส่วนกลางกระหม่อมเอาไว้

      หลังจากที่ไว้ผมจุก ผมเปียมาได้ระยะหนึ่ง บางคนอาจจะ 5 ปี 7 ปี 9 ปี หรือ 11 ปี ถึงจะโกนผมจุกผมเปียออก แต่จะไม่นิยมโกนจุกเมื่อเด็กอายุตกเลขคู่ ครอบครัวที่มีฐานะดีหรือพอมีฐานะก็จะนิมนต์พระตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป มาสวดมนต์ (สวดขยันโต) เพื่อความเป็นสิริมงคลกับตัวเด็ก มีการถวายภัตตาหารเช้า จัดมหรสพมาฉลอง เช่น ลิเก ภาพยนตร์ แต่ถ้าบ้านไหนฐานะไม่ค่อยดี ก็มักจะโกนกันพอเป็นพิธีโดยอาจจะให้พระธุดงค์ทำพิธีโกนให้ หรือใช้ยางรัดจุดแล้วตัดปลายจุกเท่านั้นเพื่อไม่ให้เป็นการสิ้นเปลือง แต่พ่อแม่จะไม่โกนกันเองเพราะเชื่อกันว่าถ้าทำกันเองแล้วเด็กอาจจะเสียสติเป็นบ้าได้ ถ้าจะโกนก็จะต้องนิมนต์พระสงฆ์มาทำโกนจุกให้เท่านั้น

2702601

       อุปกรณ์สำหรับพิธีโกนจุกจะประกอบด้วยสิ่งของหลายอย่าง กรรไกรด้ามเงิน กรรไกรด้ามทอง และกรรไกรด้ามธรรมดา ใบบอนหรือใบบัวสำหรับเย็บกระทง ดอกไม้ ธูป เทียน ใบเงิน ใบทอง หอยสังข์สำหรับตักน้ำมนต์รด หญ้าแพรกสำหรับพันเป็นแหวนหัวพิรอด

     พิธีโกนผมจุกจะเริ่มพิธีในตอนเช้าเมื่อพระสวดชยันโต ถวายภัตตาหารเช้า จากนั้นจะใช้หอยสังข์ตักน้ำมนต์ที่ผ่านพิธีสวดชยันโตแล้ว รดลงบนศีรษะเด็ก พระสงฆ์จะใช้กรรไกรขลิบผมพอเป็นพิธีและส่งต่อให้พ่อแม่เด็กหรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่นับถือเป็นคนโกนผมต่อไป แล้วจะใช้แหวนหัวพิรอดมาสวมครอบจุกเอาไว้ ส่วนครอบครัวที่ฐานะดีจะใช้ปิ่นปักผมปักผมจุกแทน ส่วนผมที่โกนออกก็จะเก็บใส่กระทงใบบัวหรือใบบอนที่เตรียมไว้ พร้อมกับดอกไม้ ธูปเทียน แล้วนำไปลอยน้ำ เป็นอันเสร็จพิธี

     ในบางท้องถิ่น ก่อนจะเข้าสู่พิธีโกนผมจุกจะมีการทำขวัญก่อน คล้ายการทำขวัญนาค เนื่องจากเชื่อกันว่าขวัญของเด็กอาจจะไปเที่ยวเล่นที่ไหนไกล จำเป็นต้องเรียกขวัญกลับมาอยู่กับตัวเสียก่อน และก่อนที่จะทำพิธีโกนผมจุก จะไม่ให้เด็กไปเที่ยวเล่นที่ไหนอีกเพื่อเป็นการรักษาเนื้อรักษาตัวเด็กไว้สำหรับพิธีโกนจุก หากจำเป็นต้องเดินทางจะใช้การขี่คอเด็กคนอื่นแทนไปก่อน

ขอบคุณที่มา : https://goo.gl/71jYOP

ปราสาทตาพรหม จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

230263

ปราสาทตาพรหม จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

230262
     สร้างในปี พ.ศ.1729 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นหนึ่งในปราสาทยอดนิยมในนครธม นักท่องเที่ยวจะนิยมมาถ่ายรูปรากไม้ยักษ์ที่ปกคลุมรอบตัวปราสาท ยิ่งกว่านั้นหนังดังหลายเรื่องอย่าง ทูมไรเดอร์ เจมส์บอนด์ ฯลฯยังได้มาใช้ปราส่าทแห่งนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำจนโด่งดังไปทั่วโลก ซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศของปราสาทตาพรหมถูก แกะสลักเป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโรกิเตศวรซึ่งเสื่อมสลายจนมองไม่ค่อยชัด ส่วนไฮไลท์ของที่นี่ก็คือความมหัศจรรย์ของรากไม้ขนาดมหึมาที่ขึ้นปกคลุมตัวปราสาทอย่างมากมายเกือบทั่วทั้งตัวปราสาท เหตุที่ปราสาทหลังนี้มีสภาพรกร้างก็เพราะไม่ได้มีการบูรณะ เนื่องจากการท่องเที่ยวกัมพูชาต้องการคงสภาพบรรยากาศแบบนี้ไว้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเห็นว่าปราสาททุกหลังที่ค้นพบล้วนมีสภาพแบบเดียวกับปราสาทหลังนี้แต่ปราสาทหลังอื่นๆได้มีการบูรณะ ซ่อมแซมนักท่องเที่ยวจึงได้เห็นในสภาพงดงามเช่นปัจจุบัน

ขอบคุณที่มา : https://goo.gl/L4Irmh

วัดพระธาตุตากผ้าทอง เมืองลาว ความอัศจรรย์ที่หาคำตอบไม่ได้

230261

วัดพระธาตุตากผ้าทอง เมืองลาว ความอัศจรรย์ที่หาคำตอบไม่ได้

230260

      ที่บ้านบ่อแก้ว-ห้วยทราย เมืองลาว มีแหล่งอารยธรรมทางวัฒนธรรมมากมาย เช่น วัดจอมแก้วมณีรัตน์ ตลาดเมืองบ่อแก้ว และที่พลาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ “วัดพระธาตุตากผ้าทอง” นั่นเองครับ ก็ที่วัดพระธาตุตากผ้าทองนี่แหละครับที่เป็นที่มาของเสียงเล่าลือ แต่จะเล่าลืออะไรนั้น จะได้รู้กันเดี๋ยวนี้แหละครับ วัดพระธาตุตากผ้าทองที่ชาวบ้านเล่าว่ากันนักกันหนา ทุก ๆ วันขึ้น 15 ค่ำ จะมีแสงพวยพุ่งออกมาจากองค์พระธาตุ เป็นอีกหนึ่งความอัศจรรย์ที่หาคำตอบไม่ได้ครับ ไหน ๆ ก็มาที่นี่แล้ว เราก็เลยแนะนำเพื่อน ๆ ให้ลองไปชมครับ ไปหาคำตอบกัน

     วัดพระธาตุตากผ้าทอง นั้นตั้งอยู่บนเนินเขาที่สูง 200 เมตร ห่างจากท่าเรือท่าด่านประมาณ 3 กิโลเมตรครับ ทางขึ้นวัดอยู่ห่างจากท่าเรือเร็วของลาวประมาณ 100 เมตร ภายในบริเวณวัดนั้นมีพระอุโบสถขนาดกลาง เป็นศิลปกรรมแบบลาวโดยแท้ ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ ใกล้ ๆ กับพระอุโบสถนั้นมีพระธาตุตั้งอยู่หันหน้ามาทางฝั่งไทยเรา ชาวลาวเล่าว่าทุก ๆ วันขึ้น 15 ค่ำ จะมีแสงสีต่าง ๆ พวยพุ่งขึ้นมาจากองค์พระธาตุ สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากฝั่งไทยนั่นเองครับ ส่วนที่มาของแสงนั้นไม่มีใครทราบครับ แต่ถึงจะไม่ทราบที่มา เชื่อเลยว่าสถานที่แห่งนี้ต้องมีความศักดิ์ และความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นที่นี่ก็ดูเหมือนจะหาคำตอบไม่ได้ซะด้วยครับ

ขอบคุณที่มา https://goo.gl/lldd4B

ชเวนันดอว์ วิหารไม้สักทองอันงดงามแห่งมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาร์

22026017

ชเวนันดอว์ วิหารไม้สักทองอันงดงามแห่งมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาร์

22026014

22026016
      วิหารชเวนันดอว์ เป็นพระตำหนักเก่าของพระเจ้ามินดง โดยพระองค์ทรงย้ายมาจากเมืองอมรปุระ เมืองหลวงเก่ามาที่สร้างราชธานีใหม่ที่เมืองมัณฑะเลย์ พระองค์ใช้พระตำหนักแห่งนี้เป็นที่ปฏิบัติธรรมและประทับนั่งสมาธิ สุดท้าย พระองค์สิ้นพระชนม์ที่นี่ จากนั้น พระเจ้าสีป่อ พระราชโอรสจึงได้ย้ายตำหนักนี้ออกจากเขตพระราชวังมัณฑะเลย์มาที่วัดนี้ ซึ่งปัจจุบันคือวัดมณเฑียรทองหรือวัดชเวนันดอว์ (Shwenandaw Kyaung)

22026015
      การที่วิหารชเวนันดอว์ไม่ได้อยู่ในเขตพระราชฐานจึงทำให้รอดพ้นจากการถูกเผาทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากทหารญี่ปุ่นยึดพระราชวังมัณฑะเลย์เป็นค่ายทหารและถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดทำลายพระราชวังจนราบคาบ วิหารชเวนันดอว์จึงนับเป็นสิ่งก่อสร้างของพระราชวังมัณฑะเลย์ที่เหลือเพียงแห่งเดียว ลักษณะเป็นหลังคาทรงปราสาท 5 ชั้นซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของสกุลช่างมัณฑะเลย์ สร้างด้วยไม้สักทองที่ได้รับการสลักลวดลายอย่างวิจิตรงดงามทั้งตำหนัก

ขอบคุณที่มา : http://www.kravel-on.com/shwenandaw/

เสื่อเฮ้ยท้ายบิ่งห์ ผลิตภัณฑ์พื้นเมืองที่แฝงไว้ซึ่งความในใจของชาวท้องถิ่น ในประเทศเวียดนาม

22026013

เสื่อเฮ้ยท้ายบิ่งห์ ผลิตภัณฑ์พื้นเมืองที่แฝงไว้ซึ่งความในใจของชาวท้องถิ่น
ในประเทศเวียดนาม

22026012

      หมู่บ้านเฮ้ยต.เตินเหล อ.ฮึงห่า จ.ท้ายบิ่งห์ ประกอบอาชีพทำเสื่อมาแต่เนิ่นนาน โดยเสื่อหมู่บ้านเฮ้ยได้รับการชื่นชมว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดและความปรารถนาของชาวบ้านจนสามารถสร้างเป็นผลงานที่มีคุณภาพและมีศิลปะที่สวยงาม

     จากตัวเมืองท้ายบิ่งห์แล้วเดินทางไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ผ่านทุ่งนาเหลืองอร่ามที่กำลังจะเข้าฤดูเก็บเกี่ยวประมาณ 40 กิโลเมตรเราก็มาถึงหมู่บ้านเฮ้ยที่ขึ้นชื่อด้วยผลิตภัณฑ์เสื่อทุกชนิด ตามเรื่องที่ชาวบ้านได้เล่านั้น ในอดีต ชาวบ้านเฮ้ยใช้กี่ตั้งทอเสื่อจึงทำให้เสื่อที่ออกมาไม่สวย ไม่ทนทาน แต่หลังจากที่คุณฝามโดนเหล ชาวบ้านเฮ้ยสอบได้จอหงวนในสมัยกษัตริย์เลแท้งตง ปี1481 รัชกาลห่งดึ๊กที่12 แล้วได้รับหน้าที่เป็นทูตเดินทางไปยังประเทศจีนสมัยราชวงหมิง เขาก็ได้ศึกษาเรียนรู้เทคนิคการทอเสื่อที่ดีเลิศของจีนเพื่อนำมาสอนให้แก่ชาวบ้าน เสื่อของหมู่บ้านเฮยก็ผลิตออกมาได้อย่างสวยงามยิ่งขึ้นและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ชาวบ้านได้ให้ความเคารพและยกย่องให้ฝามโดนเหลเป็นปรมาจารย์ของอาชีพการทอเสื่อแล้วตั้งวิหารเพื่อบูชา

     จากเกียรติประวัติที่ยาวนานนั้น ชาวบ้านเฮ้ยก็พยายามอนุรักษ์อาชีพและสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วประเทศ นายโงยวีเลียน ผู้ประกอบอาชีพทอเสื่อมานานปีของหมู่บ้านเผยว่า ที่ต.เตินเหลมีกว่า 3 พันครอบครัวและร้อยละ 80 ประกอบอาชีพนี้ แม้จะผ่านช่วงเวลาที่ลุ่มๆดอนๆมาบ้างแต่ชาวบ้านก็ยังคงสืบทอดและพัฒนาอาชีพนี้ต่อไป“ช่วงปี 60-70 ของศตวรรษก่อนเป็นช่วงเวลาที่อาชีพทอเสื่อเฮ้ยพัฒนารุ่งเรืองที่สุดเพราะความต้องการสูง เสื่อของเรานั้นทั้งสวยและทนนานดังนั้นผู้คนจากท้องถิ่นอื่นๆก็มาสั่งซื้ออย่างคับคั่ง”

     ผลิตภัณฑ์เสื่อหมู่บ้านเฮ้ยมีหลายแบบและหลายขนาด ทั้งแบบมีลายดอก ลายเส้น ลายอักษรหรือลายขีดซึ่งต้องมีเทคนิคการทอพร้อมประสบการณ์และความสร้างสรรค์ เมื่อก่อนชาวบ้านทอเสื่อด้วยมือจึงมีความละเอียดและปราณีตแต่ต้องใช้เวลาเยอะกว่าการใช้เครื่องทอที่มีปริมาณการผลิตมากกว่าและยังคงรักษาคุณภาพของเสื่ออีกทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ผลิตอีกด้วย คุณเหงวียนถิหลัว ชาวบ้านเฮ้ยเผยว่า“การทอเสื่อด้วยมือแบบเดิมนั้นช้ากว่าการใช้เครื่อง เมื่อก่อนเราทำได้วันละ 2 ผืนเท่านั้นแต่เดี๋ยวนี้มีเครื่องก็สามารถทำได้ถึง 20 ผืน เมื่อปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นเราก็มีรายได้มากขึ้นชาวบ้านทุกคนต่างก็ดีใจ”

     จากจุดแข็งของท้องถิ่นที่มีสถานะทางภูมิศาสตร์ตั้งอยู่เขตบริเวณรอยต่อตรงกลางแม่น้ำใหญ่สองสายคือแม่น้ำแดงและแม่น้ำลวก หมู่บ้านเฮ้ยมีเงื่อนไขที่สะดวกในการปลูกต้นกกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบทำเสื่อ บวกกับเทคนิคพิเศษในการทำเสื่อที่สืบทอดกันมาหลายชั่วคน ผลิตภัณฑ์เสื่อของหมู่บ้านเฮ้ยจึงมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำแดง.

ขอบคุณที่มา : https://goo.gl/0MqGKc